บทที่ 3 ผู้อยู่เื้ั
หลังเซ่นสังเวยให้ปีศาจหมูด้วยอาหารหลายสิบอย่าง ต่อให้เล่นกลอุบายตลบตะแลงก็ทำไม่ได้อีกแล้ว โม่เตี๋ยวอืดอาดยืดยาด หนังพุงเหลือเกิน มือน้อย ๆ ลูบหนังท้องตึงเพื่อปลอบประโลมแล้วบอกกับมันว่า
“ก็ข้าไม่ได้กินของดี ๆ มาหลายวัน เ้าก็อย่าเพิ่งะเิเลยนะ”
ขณะพูดขาสั้นป้อมก็พาดอยู่บนฟูก ร่างอ้วนกลมเหมือนหมั่นโถว นอนแผ่หลาหมดสภาพ ดวงตาที่กลมโตดุจหงส์เอาแต่จ้องมองขื่อคานบนเพดานแล้วถอนหายใจออกมายาว ๆ สลับกับเสียงเรอเปรี้ยวที่ตีขึ้นมาจากกระเพาะ
โม่เตี๋ยวกำลังใช้ปัญญาอย่างหนัก
“เอาล่ะ! อาหารก็กินแล้ว ป่วยก็รักษาแล้ว ง่วงก็นอนแล้ว ร้องไห้ก็ปลอบแล้ว ขืนยังขุดอุบายสกปรกอะไรมาเล่นอีก ข้าจะสังหารเ้าซะั้แ่เนิ่น ๆ”
เอาอีกแล้ว สังหารอีกแล้ว คำก็สังหาร สองคำก็สังหาร พูดคำอื่นไม่เป็หรือไง โม่เตี๋ยวปวดหัวมากนะ
ɞᴥɞ
เ้าลูกหมูโม่เตี๋ยวดีดตัวขึ้นจากฟูกนอน จนพุงน้อยสั่นะเืลืมความจุกเสียดไปชั่วขณะ ความโกรธมันบังตาไปหมดแล้ว คนพูดเท็จ ป้ายสีผู้อื่นหาใช่เื่ดีซะเมื่อไหร่
“ไม่ใช่นะเ้าคะ โม่เตี๋ยวมีคุณธรรม ไม่ได้อืดอาดมัวเล่นลูกไม้เหมือนที่ท่านกำลังพูด!”
คงไม่รู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับผู้ใด โม่เตี๋ยวถึงได้ใจกล้าเท้าสะเอวเถียงฉอด แหงนหน้าเชิดสูงพร้อมด้วยเบนนิ้ว ชี้ไปที่ใบหน้าอันหล่อเหลาแต่เหี้ยมเกรียมของคนผู้นั้น คำพูดแต่ละคำดูจริงจังและกล้าหาญมากทีเดียว
“หากไม่ได้เล่นแง่ ก็พูดเื่ที่สมควรพูดดีหรือไม่”
หงเจียงเย่ที่ยืนอยู่ไม่ไกล เห็นท่าว่าสองคนนี้คงได้ทะเลาะกันอีกรอบ หนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่ มีใครยอมกันลงได้เสียที่ไหน เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลาไปมากกว่านี้ หงเจียงเย่ที่เป็เหมือนคนกลางจึงสอดปากเข้าไปเกลี้ยกล่อมเ้าลูกหมู
“แต่เดิมโม่เตี๋ยวก็ประสงค์จะได้พบพานคนที่ชื่อโหรวชิงอวิ๋น ครั้นมีวาสนาได้พบพานหลังเดินทางไกลพันลี้ เช่นนั้นมีอะไรที่โม่เตี๋ยวจะไม่กล้าพูด”
เด็กน้อยโม่เตี๋ยวหน้าใหญ่ใจโตไม่ชอบความพ่ายแพ้ แล้วขัดมือไพล่หลัง เลียนแบบท่าทางอันโอหังของบุรุษผู้มีนามว่าโหรวชิงอวิ๋น จากนั้นเดินเชิดหน้าไปนั่งตรงข้ามโหรวชิงอวิ๋นบนเก้าอี้หัวกลม ซึ่งกว่าจะปีนขึ้นไปนั่งดี ๆ ได้ ก็นับว่าทุลักทุเลพอสมควร
อ้วนไม่พอ ยังขาสั้นอีก ท้องน้อย ๆ ก็ยัดของกินเข้าไปจนจุกเสียด ไม่รู้จักประมาณตัวเอง!
“เหตุใดเ้ารู้ว่าบนตัวข้ามีของหวานจำพวกเกาลัดคู่เชื่อมน้ำตาล”
โหรวชิงอวิ๋นเปิดประเด็นในทันที ไม่รอให้ยืดยาวเสียเวลา
“มีคนบอกให้โม่เตี๋ยวพูดเช่นนี้”
เ้าลูกหมูตอบคำถามด้วยดวงตากลมใส แสดงออกถึงความไขสือ ทั้งที่ผู้ฟังนั้นเบิกตากว้างแทบตาถลน ด้านรองผู้บัญชาการหงเจียงเย่ที่ยืนเคียงไหล่ชิงอวิ๋น ก็จำต้องย่นคิ้วไปตามกัน
มันเป็เื่ส่วนตัวของข้า ที่มีคนรู้เื่แทบนับจำนวนได้ ข้ามั่นใจว่าคนที่รู้จักจุดอ่อนข้อนี้ของข้า เว้นแต่หงเจียงเย่ คนเ่าั้ก็ตายจากโลกไปหมดแล้ว!
เช่นนั้นคนที่นางหนูนี่กำลังพูดถึง เป็ใครกันแน่
โหรวชิงอวิ๋นสติหลุดกลางคัน เอาแต่พินิจพิเคราะห์ว่าผู้ใดอยู่เื้ั แล้วคนผู้นั้นมีจุดประสงค์อันใด มีความจำเป็มากน้อยแค่ไหน ที่ต้องบงการเด็กน้อยคนหนึ่ง แล้วดึงจมูกนางเข้ามาพัวพันกับเื่ยุ่งยาก หากเป็อย่างที่ข้าคิด แสดงว่าคนผู้นั้นไร้คุณธรรมมาก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง ถึงขั้นใช้เด็กวัยสามขวบเป็เครื่องมือ
“มีคนบอกว่า ท่านลุงโหรวกินเืแทนน้ำ กินมนุษย์เป็อาหาร พ่นไฟเหมือนปีศาจ ใบหน้าเป็หลุมเป็บ่อ บนหัวมีหงอนเหมือนไก่ ตีนหน้าผากมีเขางอกสองข้าง อย่างนั้นที่อยู่ตรงหน้าโม่เตี๋ยวคือร่างจำแลงใช่หรือไม่”
ดวงตาของโม่เตี๋ยวกลมใสอีกแล้ว นางไม่ได้ปล่อยให้โหรวชิงอวิ๋นไถ่ถามเพียงฝ่ายเดียว ต่างฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนกันถึงจะถูกต้อง หากถามคำถามได้หนึ่งข้อ โม่เตี๋ยวเลือกถามสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในใจนางก็แล้วกัน
คำถามที่ไร้เดียงสาเอาปานนั้น ไหนเลยจะคิดว่าสามารถทำให้ผู้ฟังโกรธจนควันออกหูได้ แล้วย่นหัวคิ้วมุ่น หน้าผากเองก็เกิดรอยยับเหมือนคนชรา คงไม่ใช่ว่าท่านลุงโหรวกำลังจะแปลงร่างกระมัง
เหลวไหล!
“นอกจากอ้วนฉุ เ้ายังไร้สมองอีกหรือเนี่ย อาหารที่เ้ากินเข้าไปตั้งมากมาย ไม่ช่วยทำให้เ้าฉลาดขึ้นเลยหรือไง”
เอ๋? ก็แค่ข่าวลือในแคว้นเทียนสือ ไฉนต้องโกรธล่ะ? โม่เตี๋ยวพูดผิดตรงไหน?
เด็กน้อยหันไปถามโหรวชิงอวิ๋นแต่ไม่ได้คำตอบที่น่าพึงพอใจ สิ่งที่เขามอบให้มีเพียงคำด่าทอเสียส่วนใหญ่ โม่เตี๋ยวจึงแหงนหน้าไปถามบุรุษอีกคนที่ดูท่าแล้ว น่าจะใจดีกว่าท่านลุงโหรวอยู่หลายส่วน
ก็แหงสิ! ตอนนี้หงเจียงเย่ขำกลิ้งจนหน้าแดงไปหมดแล้ว ั้แ่อยู่ข้างกายแม่ทัพโหรวชิงอวิ๋น มั่นใจว่าไม่เคยมีผู้ใดกล้ากล่าวหาว่าเขาเป็ปีศาจดื่มเืมาก่อน แต่นี่โม่เตี๋ยวเอาข่าวลือมาถามเ้าตัวไม่พอ ยังถามต่อหน้าแบบหน้าตาเฉย เป็ใครบ้างจะไม่โกรธ
ระดับโหรวชิงอวิ๋น ไม่ชักกระบี่มาจ่อคออ้วน ๆ ของนางอีกรอบ ก็นับว่าใจเย็นมากโขแล้ว ส่วนเื่โดนด่ากราด โม่เตี๋ยวน้อยก็นับว่าสมควรโดนด่ามิใช่หรือ
“โม่เตี๋ยวของเราไหวพริบดีเลิศ หนีไม่พ้น ก็เปลี่ยนเื่คุยอย่างแยบยล ก่อนจะสอบสวนเสร็จ นายท่านโหรวของข้าคงได้เส้นเืในสมองแตกกันพอดี ขอร้องโม่เตี๋ยวน้อย ช่วยว่าง่ายกับนายท่านของข้าด้วยเถิด”
หงเจียงเย่เดินเข้ามาใกล้ ยกมือป้องปากแล้วพูดกระซิบเบา ๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน สบโอกาสให้มองหน้ากัน โม่เตี๋ยวก็พยักหน้ารับหงึก ๆ อย่างว่าง่าย แล้วยังรับปากอีกว่า
“อื้อ! วางใจเถอะ โม่เตี๋ยวจะว่าง่าย”
อ้อ! เพื่ออาหารวันละสามมื้อ ที่ประกอบไปด้วยหมูสามชั้นติดมัน กับไก่ขอทานหนึ่งตัวเป็อย่างต่ำ โม่เตี๋ยวจึงยอมรับปากอย่างว่าง่าย นับว่าหงเจียงเย่รู้วิธีกำราบเด็กวัยสามขวบ แล้วเด็กพุงพลุ้ยจะกละแบบโม่เตี๋ยวจะเห็นอะไรสำคัญไปกว่าเื่กินได้เล่า
“ว่ามาเถอะท่านลุงโหรว โม่เตี๋ยวยินดีตอบทุกคำถามของท่าน”
เอาล่ะ คราวนี้มือสั้นป้อมยกขึ้นเสยผม แล้วนั่งยืดตัวตรงอยู่ในลักษณะอกผายไหล่ผึ่ง ท่าทางที่แสดงออกดูเป็งานเป็การทีเดียว ด้านโหรวชิงอวิ๋นที่นั่งรออยู่รอมร่อ จึงกล่าวออกไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ ประโยคหนึ่งว่า
“เช่นนั้นก็รวบรัดหน่อย จงบอกชื่อผู้บงการมา!”
ใบหน้าโหรวชิงอวิ๋นดูจริงจังขณะพูด แต่แล้วชั่วอึดใจเดียวก็ต้องกลับมาจืดเจื่อนเช่นเดิม เมื่อนางลูกหมูโม่เตี๋ยวบอกว่า “ไม่รู้จักชื่อ” แล้วตบท้ายด้วยรอยยิ้มแป้น ออกเสียงผ่านลำคอ ‘ฮี่ฮี่’ อย่างน่าชัง
“เ้ารู้หรือไม่ ว่าเด็กอย่างเ้ากำลังทำตัวน่าจับตีก้น”
เด็กน้อยยังมีหน้าฉีกยิ้มสดใสมอบให้ผู้สอบสวน แล้วตอบกลับอย่างซื่อตรงว่า “รู้เ้าค่ะ แต่นี่เป็วิธีเอาตัวรอดของโม่เตี๋ยวต่างหาก”
หลังพูดจบประโยคสั้นห้วนเมื่อครู่ โม่เตี๋ยวตัวป่วนะโจึ๋งลงจากโต๊ะกลม แล้วจูงมือหงเจียงเย่ให้ไปช่วยหากระดาษกับพู่กันสักชุด นางไม่รู้จักชื่อของผู้ที่บงการอะไรนั่น แต่ใช่ว่าโม่เตี๋ยวจะวาดรูปคนผู้นั้นออกมาไม่ได้
“โม่เตี๋ยวน้อย เ้าฉลาดมากทีเดียวนะ” ^____^
เป็หงเจียงเย่ที่ใจดีกับโม่เตี๋ยวอีกแล้ว นอกจากเอ่ยชมยังย่อตัวลงมาปาดปลายนิ้วลูบจมูกของโม่เตี๋ยวอย่างนึกเอ็นดู หากไม่ใช่ว่าเพิ่งรู้จักกัน คงเปลี่ยนจากลูบปลายจมูก เคลื่อนไปหยิกแก้มที่อวบอ้วนของนางแทน
“เจียงเย่ เ้าเชื่อที่ปีศาจหมูพูดงั้นหรือ จากที่นางหลุดปากพูดเมื่อครู่ บอกว่านี่เป็วิธีเอาตัวรอด ลืมหรืออย่างไร...ว่าเชลยโม่เตี๋ยวที่อยู่ในกรงเล็บของข้า คือบุตรสาวของทรราชจี้หยางกง ผู้ปกครองแคว้นเทียนสือเชียวนะ จะประมาทไม่ได้”
โหรวชิงอวิ๋นจงใจย้ำชัดถึงสถานะของโม่เตี๋ยว เพราะเห็นว่าสิ่งที่เด็กคนหนึ่งพูด ช่างดูสวนทางกับสถานะของนางเป็อย่างยิ่ง แล้วนางเป็ถึงบุตรสาวของผู้นำแคว้นตรงข้าม มีธุระอันใดให้ต้องเข้าหาแม่ทัพแคว้นศัตรูงั้นหรือ
จู่ ๆ ใบหน้าของเด็กน้อยสลดลงเล็กน้อย เสียงตอบก็อ้อยอิ่ง ไม่ดูฉะฉานเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเหมือนก่อนหน้านี้
“จริง ๆ นะเ้าคะ เด็กไม่โกหกหรอก” U_U