การประลองระหว่างพ่อลูกดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดพัก เย่หยุนซีงัดเกือบทุกกระบวนท่าของตนเองออกมาใช้ แต่ทว่าก็ยังไม่อาจทำให้อาวุธของอีกฝ่ายหลุดออกจากมือ
“เปรี้ยง”
“หืม พลังปราณใกล้หมดแล้วงั้นรึ! พ่อว่าวันนี้ลูกยอมแพ้ก่อนจะดีกว่า” ขณะที่ดาบและทวนไม้เข้าปะทะกัน เย่ชิงหยางก็พูดขึ้นมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจในตัวของบุตรชาย การที่ยืนยัดประลองฝีมือกับเขาได้ขนาดนี้ ต้องยอมรับจริงๆว่าเด็กหนุ่มแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมาก
“แห๊กๆยังหรอกขอรับ ลูกยังเหลือพลังอีกเหลือเฟือ” เย่หยุนซีตอบกลับทั้งๆที่ร่างกายเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ก่อนจะถอยร่นเว้นระยะห่างอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียงเงาลางๆ พร้อมกับกระบี่น้ำแข็งจำนวนมากที่ปรากฏขึ้นและร้ายล้อมเย่ชิงหยางเอาไว้
“กระบี่ลมปราณ!!.......ไม่! ไม่ใช่! มันคือทักษะล่อหลอมวัตถุจุดเด่นของธาตุน้ำแข็ง!” ผู้บิดาอุทานพลางเหวียงทวนสุดแรง ส่งผลให้กระบี่ที่รายล้อมตัวอยู่แตกกระจายจนหมดสิ้น แต่ทว่าชิ้นส่วนกระบี่กลับละลายกลายเป็หมอกเสียอย่างนั้น
“ท่านพ่อโปรดระวังตัว.....บุปผามายาเริงระบำ!” เด็กหนุ่มสร้างพายุกลีบบุปผาน้ำแข็งเข้าโจมตีผู้เป็บิดาอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวังที่จะชนะการประลองในครานี้
“ฮ่าๆๆซีเอ่อร์ลูกแข็งแกร่งจริงๆ แต่พ่อคงยอมแพ้ให้ไม่ได้” เย่ชิงหยางกล่าวขณะหลบพายุกลีบบุปผาอย่างพริ้วไหวและไม่ได้ััใบมีดบุปผาน้ำแข็งเลยสักครั้ง
“ไม่จริงน่า! เป็ไปได้อย่างไรกัน!!”เย่หยุนซีอุทานด้วยความไม่เข้าใจ
เย่ชิงหยางเมื่อเห็นว่าได้จังหวะ เขาก็พุ่งฝ่าพายุกลีบบุปผาน้ำแข็ง จากนั้นใช้ทวนหักๆฟาดไปที่มือของเด็กหนุ่มจนกระบี่ปลิวกระเด็นไปปักกับพื้นดิน
“ซีเอ่อร์ ลูกแพ้แล้ว” ผู้เป็บิดาชี้หอกไปที่หน้าอกของลูกชายแล้วยิ้มอย่างขบขัน
“อ๊า! ท่านพ่อ พลังที่ใช้เมื่อครู่มันเกินกว่าระดับหลอมรวมนี่ขอรับ แล้วข้าจะไปป้องกันได้อย่างไร” เย่หยุนซีหน้ามุ่ยใส่
“ฮ่าๆๆ ในกติกาไม่ได้บอกว่าต้องจำกัดพลังเอาไว้นี่” เย่ชิงหยางตอบกลับพลางหัวเราะร่า ในอีกไม่กี่อึดใจต่อมา โฉมสะคราญสองนางก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลัง
“สองพ่อลูกเลิกคุยกันได้แล้ว ไม่เช่นนั้นอาหารที่เตรียมไว้ได้เย็นกันพอดี” เป็สวีหนิงที่กล่าวกับลูกและสามี
ทางฝั่งของเย่ชิงหยางและเย่หยุนซีเมื่อได้ยินก็แยกย้ายกันออกไปชำระล้างร่างกาย ก่อนจะกลับมานั่งกินข้าวด้วยกันที่ห้องอาหารอย่างสุขสันต์
“ว้าว ท่านแม่ อาหารฝีมือท่านอร่อยเหมือนเดิมเลยนะขอรับ” เย่หยุนซีเอ่ยชมหลังจากลองลิ้มรสอาหารทุกอย่าง
“คิกคิก ใช่แม่ที่ไหนกัน มื้อนี้สาวน้อยหลิงจีเป็คนทำต่างหาก” สวีหนิงกล่าวพร้อมผายมือไปทางหญิงสาวที่นั่งก้มหน้าก้มตาอยู่ข้างๆ
“โอ้ ถ้างั้นก็ต้องขอบคุณแม่นางสำหรับอาหารอร่อยๆมื้อนี้ ช่างเป็วาสนาจริงๆที่ได้ลิ้มรสอาหารฝีมือหนึ่งในยอดสตรีแห่งนิกายท่วงทำนอง์” เด็กหนุ่มหันไปหาหลิงจีพลางส่งรอยยิ้มบาง
“คะ คุณชายกล่าวชมเกินไป ข้ามิได้สูงส่งอะไรปานนั้น หะ หากท่านชอบข้าจะทำให้ท่านกินทุกวันเลยก็ย่อมได้” โฉมสะคราญกล่าวอย่างอายๆ คำพูดนี้ทำให้เย่ชิงหยางและสวีหนิงต้องหันหน้ามองไปทางหลิงจีพร้อมๆกัน
ถึงแม้พวกเขาจะพอเดาออกว่านางมีใจให้เย่หยุนซี แต่ก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าหญิงงามที่มีมารยาทประดุจกุลสตรีจะเปิดฉากรุกหนักขนาดนี้ั้แ่ต้น
ทางฝั่งของเย่หยุนซีเองก็มิใช้คนโง่ ทันทีที่หลิงจีกล่าวจบ เขาก็เข้าใจเจตนารมณ์ของนางเป็อย่างดี
“อืม ถ้างั้นหากท่านมีเวลาว่างก็มาทำให้ข้ากินอีกนะ” เด็กหนุ่มมิได้ปฏิเสธหรือปิดโอกาสอีกฝ่าย
หลิงจีเมื่อได้เมื่อได้ยินก็เผยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ดวงตาฉายแววสดใส เห็นได้ชัดว่านางรู้สึกดีใจและมีความสุขกับคำตอบที่ได้รับมาเป็อย่างมาก
พวกเขานั่งร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยกันไปอีกสักพัก แต่ยังไม่ทันจะอิ่มหน่ำข้ารับใช้คนหนึ่งก็พลันวิ่งเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนใจ
“แห๊กๆ นายท่าน นายหญิง นายน้อย ขันทีซางนำราชโองการมาขอรับ”
“หือ! ราชโองการอีกแล้วรึ!”เย่ชิงหยาง สวีหนิง รวมไปถึงเย่หยุนซีถึงกับอุทานด้วยความประหลาดใจ เพราะพักนี้ดูเหมือนจวนแม่ทัพประจิมจะได้รับราชโองการบ่อยมาก
“อึก! ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นนะขอรับ ขันทีซางยังกำชับอีกว่าครั้งนี้นายน้อยต้องเข้าร่วมรับราชโองการด้วย”ข้ารับใช้คนเดิมพูดตามที่ได้ฟังมา
สามพ่อแม่ลูกเมื่อได้ยินก็พลันพยักหน้าให้กันและเดินออกจากห้องอาหารไปโดยกำชับให้หลิงจีรออยู่ที่นี่จนกว่าขันทีซางจะกลับ
“คาราวะขันทีซาง” ทันทีที่มาถึง แม่ทัพประจิมเย่ชิงหยางและครอบครัวก็ผสานมือคาราวะ
“โฮ๊ะๆๆ พบเจอกันอีกแล้วนะท่านแม่ทัพเย่ มาเถอะ เตรียมตัวรับราชโองการ” สิ้นเสียงของขันทีซาง ครอบคัวตระกูลเย่ทั้งสามก็คุกเข่าลงโดยไม่รอช้า
“ในนามแห่งจักรพรรดิหยุน หยุนไห่ถัง ขอประกาศว่า การแข่งขันชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทได้เริ่มต้นขึ้นนับจากนี้เป็ต้นไป ซึ่งข้าขอมอบหมายให้เ้าชายทั้งสี่และกองกำลังที่สนับสนุนออกเดินทางไปยังเมืองชายแดนสี่ทิศภายใน 7 วัน”
“ข้าน้อยรับราชโองการ” เย่ชิงหยาง สวีหนิง และเย่หยุนซีก้มศีรษะเล็กน้อยพลางกล่าว ถึงแม้พวกเขาจะรู้สึกตื่นตระหนกมากก็ตามที แถมการที่เย่หยุนซีต้องมารับราชโองการด้วยเช่นนี้มันก็หมายความว่าเขาต้องไปเมืองชายแดนด้วยเช่นกัน
“การเดินทางครั้งนี้นอกจากองค์ชาย 3 แล้วยังมีองค์หญิงเดินทางไปด้วย ดังนั้นแม่ทัพเย่ต้องระมัดระวังให้มากหน่อยนะ” ขันทีซางยิ้มพลางกล่าวขณะที่ยื่นม้วนราชโองการให้กับแม่ทัพประจิม
“อะไรนะขอรับ! องค์หญิงก็จะไปด้วยงั้นหรือ?”เย่ชิงหยางอุทานด้วยความใ
“การแข่งขันครั้งนี้ทุกคนในจวนแม่ทัพต้องไปกันหมด ต่อให้เป็องค์หญิงหยุนฉางเยว่ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเพราะพระองค์ก็ถือเป็คนของจวนแม่ทัพประจิมครึ่งหนึ่ง” ขันทีซางเอ่ยปากอธิบาย
ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่จวนแม่ทัพประจิมเท่านั้นที่ต้องพบเจอกับสถานการณ์นี้ เพราะอีกสามจวนแม่ทัพเองก็ต้องยกไปกันทั้งหมดเช่นเดียวกัน