“เ้าต้องเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับ ห้ามบอกใครเด็ดขาด แม้แต่นายน้อยก็ห้ามบอก”
“ฉันรู้ว่าถ้าหากบอกไปฉันจะมีจุดจบยังไง” ต่อจากนี้ฉันจะต้องเหยียบเื่นี้เป็ความลับ แต่ฉันก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าฉันจะห้ามปากตัวเองได้หรือเปล่า “แล้วถ้า...ฉันหนีไปจากที่นี่ละ”
“มันก็มีจุดจบเดียวกันคือ...ตาย เพราะถ้าเ้าออกไปจากที่นี่ เ้าก็จะถูกจอมมารจับตัวกลับไปอยู่ดี”
“ฉันต้องอยู่ที่นี่ต่อไปนานขนาดไหน”
“ก็จนกว่าเ้าจะทำตามคำทำนาย ช่วยพวกเราจากคำสาปที่ไม่ใช่คำสาปนี่”
“มันต้องทำยังไงละ อยู่ก็ตาย ไม่อยู่ก็ตาย มีอะไรให้ฉันเลือกได้บ้าง” ชีวิตหนอชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ฉันก็ต้องเป็ฝ่ายลุกขึ้นสู้อยู่ดี ชีวิตไม่เคยมีทางเลือกให้ฉันได้เลือกเดินเลย
“เ้าคือคนในคำทำนาย” ห่าวตู๋กุมมือฉันแ่เบา “ข้ารู้ว่าเ้ารู้สึกยังไงนะ แต่ชะตามันมักจะลิขิตทางเดินให้เราเจออุปสรรคเสมอ ต่อให้เ้าหนีมันก็ไม่อาจพ้นอยู่ดี”
“ฉันรู้” เพราะทุกครั้งที่ฉันพยายามจะหนี ภาพของคนที่ยืนอยู่เื้ัจะปรากฏขึ้นมาเสมอ แม่...ที่รอให้ฉันเติบโตเป็ผู้ใหญ่ เข้าใจความรู้สึกของพ่อ และที่นี่ก็คงจะเป็คนแปลกหน้าที่รอให้ใครสักคนมาปลดปล่อยพวกเขาจากฝันร้ายและความกลัวซึ่งอยู่ภายในหุบเขานี่ “ฉันจะสู้ ฉัน...จะไม่หนีอีกแล้ว”
“ขอบคุณเ้านะซาเอ๋อ”
หลังจากวันนั้นที่ฉันและห่าวตู๋รู้ว่าตัวฉันมีพลังของเทพธิดาซ่อนอยู่ เราสองคนก็เริ่มหาวิธีควบคุมมัน ไม่ให้มันแสดงพลังออกมาเองแบบวันนั้น ฉันได้รับรู้ว่าฉันมีหน้าที่อันยิ่งใหญ่รออยู่จากที่ได้พูดคุยกับห่าวตู๋ ฉันต้องฝึกฝนวรยุทธ์เพื่อกลับไปเอาผนึกวิเศษที่ปรากฏขึ้นพร้อมๆ กับการมาของฉัน ซึ่งตอนนี้ห่าวตู๋บอกว่ามันอยู่ในมือของจอมมาร เพราะวันที่ฉันปรากฏตัว จอมมารเป็คนที่เข้ามาเจอตัวฉันก่อนที่นายน้อยจะมาเจอ เขาทำได้แค่ช่วยฉันออกมาจากที่นั่น
ส่วนผนึกวิเศษนั่นต้องปล่อยให้อยู่ในมือของจอมมารไปก่อน นายน้อยแค่คนเดียวสู้กับกองทัพของจอมมารไม่ได้ มีแค่ฉันที่สามารถลงเขาไปช่วยนายน้อยได้ ถ้าหากว่าฉันเอาผนึกนั่นมาได้ คนที่นี่ทุกคนก็สามารถลงเขาไปช่วยนายน้อยกำจัดคนเลวพวกนั้นได้เช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือฉันต้องมีวิชาป้องกันตัวเองเพื่อเอาตัวรอดจะได้ไม่เป็ภาระของนายน้อยมากจนเกินไป
ในทุกๆ วัน ฉันจะตื่นเช้ามาเพื่อไปนั่งสมาธิหัดควบคุมลมหายใจตนเอง ฝึกใช้โสตประสาทในการรับรู้ทั้งหมด ในตอนแรกฉันต้องหัดแยกแยะเสียงฝีเท้าในการเดินของคนแต่ละคน ถ้าฉันสามารถใช้พลังเซียนในตัวได้คล่องมันก็จะดีมาก เพราะฉันจะสามารถใช้มันช่วยในการฝึกฝนได้
แต่น่าเสียดายที่ฉันสัญญากับห่าวตู๋ไว้แล้วว่า ฉันจะไม่ใช้มัน บางครั้งก็อดที่จะลองใช้พลังที่มีมองไปยังเบื้องล่างของหุบ แต่...พักหลังๆ มานี้ ไม่รู้ว่าเป็อะไร ฉันเริ่มใช้มันมองไปข้างล่างไม่ได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว
“วันนี้ข้าจะมาสอนการฝึกควบคุมลมปราณ...”
“อีกแล้วหรอ” การที่ต้องนั่งฟังเสียงลมหายใจตัวเอง มันทำให้ง่วงชะมัด “ไม่มีวิธีที่เร็วกว่านั่งจนขาเป็ตะคิวแบบนี้หรอห่าวตู๋”
“ใช่ว่าจะไม่มี แต่...”
“นะ นะ นะ” ฉันทำสายตาอ้อนวอนเหมือนแมวน้อย และมันก็ได้ผล
“ก็ได้ๆ แต่มันอันตรายมากนะ”
“ว่ามา”
“เ้านี่นะ ฝึกแบบคนธรรมดาเขาไม่ได้หรือไง” ห่าวตู๋เดินไปบ่นไป “การฝึกวรยุทธ์ไม่ใช่จะฝึกกันได้ทุกคน ยกเว้นเ้า...ข้าต้องทำให้เ้าเป็วรยุทธ์ให้ได้ ถ้าเ้ามีพื้นฐานมากกว่าพลังวิเศษที่ไม่สามารถใช้ที่นี่ได้ งานของข้าคงจะง่ายมากกว่านี้เยอะเลย”
เอาจริงๆ นะฉันคิดไม่ออกเลยว่า ถ้าตัวฉันมีพลังยุทธ์จริงๆ ฉันจะมีสภาพเป็ยังไง คงเหมือนในหนังจีน่เย็นแน่เลย เป็จอมยุทธ์ที่ผดุงความยุติธรรมช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก คงจะเป็จอมยุทธ์หญิงที่น่ารักและสวยที่สุดในยุคนี้ พูดถึงความสวยมันทำให้ฉันนึกถึงศิษย์พี่หญิงคนนั้นขึ้นมาทันที ฉันเจอเธอเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น และหลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ฉันก็ไม่ได้เจอเธออีกเลย
ทุกวันฉันจะมาฝึกควบคุมลมปราณที่ลานฝึก หรือตรงริมหน้าผากับห่าวตู๋ ถ้าพูดกันตามความเป็จริง อาจารย์ควรมาสอนลูกศิษย์ด้วยตัวเองสิ ไม่ใช่ให้ลูกศิษย์สอนกันเองแบบนี้ ไหนบอกว่าอยากให้ฉันพัฒนาไม่ใช่หรือไง แบบนี้รู้สึกเหมือน...เธอไม่ได้อยากให้ฉันเป็วรยุทธ์จริงๆ อีกอย่าง นายน้อยเขาหายไปไหนกันนะ ฉันมาอยู่ที่นี่ก็เกือบจะครึ่งเดือนแล้ว ไม่เห็นเขาเลยนับั้แ่วันที่เขาพาฉันบินขึ้นฟ้า
“ห่าวตู๋ ฉันมีเื่อยากถามเธอหน่อย...”
“ถึงแล้ว!” ห่าวตู๋ะโเสียงดังแข่งกับเสียงน้ำที่ตกกระทบหิน “เมื่อครู่เ้าพูดอะไรกับข้าหรือเปล่า”
“อ๋อ...ไม่มีอะไรแล้ว” ฉันมองทางเบื้องหน้าซึ่งมีต้นไม้ขนาดใหญ่นอนเชื่อมทางเดินระหว่างฝั่งนี้กับอีกฝั่งหนึ่งเอาไว้ “ต้องเดินข้ามไปหรอ” ดูจากมุมนี้มันก็สูงใช่เล่นนะ ความสูงระดับนี้ถ้าตกลงไปคงไม่เหลือซาก
“เ้าต่างหากที่ต้องเดิน ส่วนข้าไม่ต้อง” ห่าวตู๋ดีดกายขึ้นฟ้า ชายเสื้อของเธอพลิ้วไหวไปตามแรงลม เด็กคนนี้เก่งจังเลย ถ้าเป็ฉันต้องใช้เวลาขนาดไหนกันนะกว่าจะไปถึงขั้นที่เธอฝึกอยู่ “มาเร็วซาเอ๋อ” เธอโบกมือไปมาจากฝั่งโน้น
“แทนที่จะเดินเป็เพื่อนกันก่อน ความสูงขนาดนี้ สะพานเหล็กฉันยังไม่คิดจะข้ามเลยด้วยซ้ำ แต่นี่มันเป็แค่ท่อนไม้ผุๆ นะ”
“มาเร็ว”
“รู้แล้วๆ” ฝั่งนั้นก็เร่งกันอยู่ได้ คนยิ่งกลัวๆ ความสูงอยู่ด้วย
เท้าข้างแรกเหยียบลงบนสะพานต้นไม้ใหญ่ สายตาของฉันก็คอยสังเกตว่ามันขยับ หรือเหมือนจะหักลงไปหรือเปล่า ก้าวแรกดูเหมือนจะผ่านไปอย่างสวยงาม ก้าวที่สองจึงตามมาติดๆ สายตาก็ยังคงจับจ้องความเคลื่อนไหวของต้นไม้ต้นนี้ไม่เปลี่ยน มันก็ยังคงนอนนิ่งสนิทไม่มีทีท่าว่าจะขยับไปไหน ฉันเริ่มก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ยิ่งก้าวก็ยิ่งรู้สึกเหมือนจะต้องรีบเดินมากกว่าเก่า แค่คิดว่าหากตกลงไปจะเป็เช่นไร ภาพในหัวก็โผล่ขึ้นมาทันที ฉันยังไม่อยากตายตอนนี้หรอกนะ
ในที่สุด ฉันก็ข้ามสะพานที่ไม่ใช่สะพานได้สำเร็จ!
“เ้าทำดีมาก” ห่าวตู๋ปรบมือน้อยๆ พร้อมรอยยิ้มบางแสนน่ารัก “เ้าผ่านแล้วล่ะ”
“ผ่านอะไร?”
“ความกลัว” ห่าวตู๋ชี้นิ้วไปยังสะพานต้นไม้ “เ้าไม่รู้หรอกว่าเบื้องล่างหน้าผานี่ เป็ร่องน้ำที่อันตรายที่สุด ด้านล่างมีหินงอกซึ่งรอเสียบท้องหรือหัวของเ้าอยู่ ก็ขึ้นว่าเ้าจะเอาส่วนไหนของร่างกายลงก่อน แต่...ข้าต้องยอมรับว่า เ้าผ่านด่านนี้แล้ว”
“ผ่านแล้วได้อะไรไม่ทราบ” ฉันก็ยังคงงงอยู่ดี การผ่านความกลัวมาได้ มันก็ยังไม่ใช่ทางลัดที่จะฝึกวิชานี่น่า
“ผ่านก็คือผ่าน” ห่าวตู๋เดินตรงเข้าไปยังป่าไผ่ ทิ้งให้ฉันยืนสงสัยกับคำพูดที่ไม่ได้จะมีคำอธิบายใดๆ ของเธอเลย
“รอกันด้วยสิ”
แล้วแบบนี้เมื่อไหร่ฉันจะฝึกสำเร็จกันละเนี่ย ไม่ใช่รอเกิดใหม่ชาติหน้าเลยหรอ ฉันไม่รู้ว่าศิษย์พี่หญิงคิดอะไร ทำไมต้องให้เด็กคนนี้มาฝึกวรยุทธ์ให้ฉันด้วย อยากให้ฉันลบล้างคำสาปไม่ใช่หรือไง งั้นก็ควรสละเวลามาสอนกันสิ ไม่ใช่ทิ้งฉันไว้กับเด็กตัวแค่นี้ แบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือไง คำพูดกับการกระทำไม่เห็นตรงกันเลย สรุปแล้วฉันยังเป็คนที่ทุกคนยังหวังจะพึ่งพาอยู่อีกไหม
อยากจะบ้าตายรายวันจริงๆ
โปรดติดตามตอนต่อไป