ความเดิมตอนที่แล้ว
เพราะความสงสัยที่มีต่อเสี่ยวม่านหวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงจึงหาหนทางวางอุบายเพื่อจับผิด แม้แผนการจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่พวกเขากลับไม่พบสิ่งสำคัญอันจะนำไปสู่การไขข้อสงสัยหวงจิ้งเอินยังคงเชื่อมั่นว่าเสี่ยวม่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องม้วนบันทึกที่หายไปทางด้านเด็กสาว แม้รู้เท่าทัน ทว่านางเลือกที่จะนิ่งเฉย ราวกับมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าพวกเขาจะไม่มีทางค้นพบหลักฐานหรือสามารถจับผิดนางได้ส่วนสถานการณ์ที่เมืองฝูตง เจ้าเมืองซุนยังคงนอนป่วย ขณะที่บุตรชายอย่างซุนเย่เพิ่งรับอนุเข้ามาใหม่นางมีนามว่าหยวนจวิ้นหลิน สตรีผู้มีกิริยาสุภาพอ่อนหวาน แต่ผู้ใดเลยจะรู้ว่าภายใต้โฉมหน้าอันใสซื่อบริสุทธิ์นั้นมีเพียงใจที่สกปรกสาเหตุเพราะบรรพบุรุษสกุลหยวนเคยมีบทบาทสำคัญในการขึ้นครองบัลลังก์ของสกุลซุนนับแต่ครั้งอดีตซุนเย่จึงไม่เคยสงสัยในตัวนางแม้แต่น้อย จะมีก็เพียงหลัวชิวหยี่ที่รู้สึกได้ว่าอนุหยวนผู้นี้ยากแท้หยั่งถึง
ถัดมาที่หนานจิ้ง โคมไฟนับร้อยที่แขวนเรียงราย แลบุปผชาติละลานตาประดับประดาอยู่ทุกหนแห่งงดงามอลังการสมเป็นงานเทศกาลที่หนึ่งปีจะมีหนึ่งครั้ง ทั้งยังเป็นปีที่ใครหลายคนตั้งตารอที่จะได้พบบุคคลสำคัญเช่นองค์หญิงและว่าที่เขยแห่งจวนเจ้าเมืองหลินนอกจากความตื่นตาตื่นใจภายในงานยังมีการเปิดตัวบุปผางามแห่งหอหรูอี้ฉินอีอีผู้เลอโฉม และเหล่านางรำรูปร่างอรชรงดงามอ่อนช้อยสะกดทุกสายตา ทว่าระหว่างที่งานดำเนินไปความวุ่นวายก็ได้บังเกิด เมื่อมีบุคคลปริศนาเอ่ยอ้างตนว่าเป็นจอมยุทธไป๋ยื่นเงื่อนไขขอพบตัวองค์หญิงรองหลินแลกกับหนึ่งชีวิตผู้บริสุทธิ์สองพี่น้องสกุลหม่าพร้อมด้วยซูหมิวเยว่และเสี่ยวชงเร่งรุดไปยังที่เกิดเหตุ พวกเขาพบบุรุษสวมอาภรณ์ขาวยืนป่าวร้องอยู่บนหอสังเกตการณ์และมีเด็กหญิงคนหนึ่งถูกจับเป็นตัวประกัน เมื่อสบโอกาส หม่าซูซินจึงลอบเข้าไปด้านหลังพร้อมกับเสี่ยวชงและทหารส่วนหนึ่งแต่ถึงกระนั้น นางก็ไม่อาจกระทำการบุ่มบ่าม เพราะถังน้ำมันที่ถูกนำมาวางไว้แสดงให้เห็นว่าคนร้ายมีการเตรียมการมาอย่างดีด้านซูหมิงเยว่ผู้มีความสนใจในตัวจอมยุทธไป๋ จึงแสร้งออกอุบายลงมือกับคนผู้นั้น ทำให้สถานการณ์เข้าสู่ขั้นวิกฤติตะบันไฟถูกจุดขึ้นมาและชีวิตเด็กผู้ไร้เดียงสาต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย ณ ช่วงเวลานั้นพื้นที่เบื้องล่างหอสังเกตการณ์กลับมีปรากฏการณ์ประหลาด ลมพัดโหมเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยพาเอาเศษฝุ่นละอองปลิวไปทั่วทั้งบริเวณ หม่าเสียนเย่ ซูหมิงเยว่พร้อมทั้งชาวบ้านและเหล่าทหารตกอยู่ท่ามกลางฝุ่นเถ้าที่ปลิวฟุ้งกระทั่งมองอะไรไม่เห็นแม้แต่ตัวการร้ายที่ยืนมองลงมาก็ยังประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ชายชุดขาว : “ นี่มันเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย!? ”
ทันใดนั้น แส้ยาวเหยียดก็พุ่งขึ้นมาจากกลุ่มเถ้าละอองตรงเข้ารัดคอเขาโดยไม่ทันตั้งตัว ตะบันไฟหล่นจากมือ ตกลงบนพื้นและเกิดลุกไหม้ติดคราบน้ำมันที่ถูกราดเอาไว้
หม่าซูซิน : “ หนูน้อย ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวพี่สาวจะหาทางช่วยเจ้าเอง ”
เมื่อเห็นท่าไม่ได้การหม่าซูซินจึงรีบหาทางช่วยเหลือเด็ก นางตะโกนผ่านเปลวไฟเพื่อดึงความสนใจของหนูน้อยก่อนจะหันมานัดแนะกับเสี่ยวชง
หม่าซูซิน : “ พื้นที่จำกัด เสี่ยวชง ช่วยอะไรข้าหน่อย ”
เหมือนว่าคุณหนูรองจะคิดแผนการหนึ่งได้ หลังจากเสี่ยวชงหายไปครู่หนึ่งก็กลับมาพร้อมกับถังน้ำหม่าซูซินรีบปลดปลดผ้าคลุมของตนชุบน้ำ แล้วนำมาคลุมร่างไว้
เสี่ยวชง : “ คุณหนูรอง ท่านแน่ใจนะว่าจะใช้วิธีนี้? ”
หม่าซูซิน : “ ไม่มีเวลาแล้ว ”
เสี่ยวชง : “ พวกเจ้าไปเอาบันไดมา ”
เสี่ยวชงหันไปสั่งการทหารที่ยืนอยู่ด้านหลัง พวกเขาจึงรีบออกไปปฏิบัติตามพริบตาเดียว เปลวไฟก็ไหม้ลาม ทำให้หนูน้อยรีบขยับตัวหนีความตายจนชิดขอบระเบียง ส่วนผู้เป็นมารดานั้นยืนร้องเรียกบุตรสาวของตนอย่างสุดเสียง
หญิงชาวบ้าน : “ ซูเอ๋อ.. ซูเอ๋อ.. ซูเอ๋อลูกแม่ ”
เด็กน้อย : “ ท่านแม่.. ฮือ ๆ .. ท่านแม่.. ท่านช่วยข้าด้วย.. ”
สถานการณ์คับขัน ทำให้หม่าซูซินไม่มีเวลาให้คิดนางยอมเสี่ยงใช้โอกาสที่มีเพียงน้อยนิด กระโดดข้ามเปลวไฟเข้าไปหาเด็ก ฟึ้บ ตึ๊ก!.. แล้วคุณหนูรองหม่าก็ทำได้สำเร็จ
หม่าซูซิน : “ พี่สาวมาแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัวนะ หนูน้อย เจ้าชื่ออะไร? ”
เด็กน้อย : “ ข้าชื่อหวินซู เฉาหวินซู ”
หม่าซูซิน : “ ข้าหม่าซูซินนะ เรียกว่าพี่สาวก็ได้ ”
นางไม่รีรอ รีบช่วยแก้เชือกที่พันธนาการมือและเท้าของหนูน้อยในยามนั้น คนร้ายกำลังยื้อยุดอยู่กับแส้ ขณะที่เปลวไฟโหมหนักขึ้นเรื่อย ๆ
หม่าซูซิน : “ เอาล่ะซูเอ๋อเด็กดี ถ้าอยากรอดออกไป พี่สาวต้องการให้เจ้าช่วย แค่เรื่องง่ายๆ เจ้าทำได้แน่ ”
หนูน้อยทำสีหน้างวยงง และแล้วคุณหนูรองก็นำเด็กขึ้นขี่หลังโดยใช้ผ้าคลุมผืนเดิมพันรอบตัวพวกเขาไว้ด้วยกัน เวลานั้น เหล่าทหารก็นำบันไดมาพาดกับระเบียง
หม่าซูซิน : “ ทีนี้เจ้าก็เกาะให้แน่น ๆ แล้วก็หลับตาไว้ หากพี่สาวไม่บอกให้ลืมตาเจ้าห้ามลืมตาเด็ดขาด เข้าใจไหม? ”
ด้วยความปรารถนาอยากรอดชีวิตออกไป หนูน้อยจึงรีบทำตามอย่างเชื่อฟังคุณหนูรองยืนถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อจะเรียกความกล้าของตน จากนั้น นางก็ก้าวเท้าขึ้นเหยียบระเบียงโดยมีเสี่ยวชงและเหล่าทหารที่เหลือยืนมองจากด้านหลังผ่านแนวเปลวไฟอย่างลุ้นระทึก และแล้วพวกเขาก็หันหลังกลับเพื่อลงไปรอสมทบกันที่ด้านล่างกลับมาที่หม่าซูซิน หลังจากที่ปีนข้ามไปอยู่ด้านนอกระเบียงได้สำเร็จ แต่เรื่องต่อไปนั้นไม่ง่ายนางก้มมองผ่านราวบันไดไม้ที่สูงชันพลางกลืนน้ำลายลงคอ .. “ ต้องโทษข้าที่แอบหนีเรียนวิชาตัวเบาจึงไม่ได้เรื่อง ” .. เมื่อเบื้องหน้าคือเปลวไฟ บนแผ่นหลังแบกรับความหวังความกล้าและชีวิตคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ครั้นก้มมองไปใต้ฝ่าเท้ายังไร้ผืนดินให้เหยียบมีเพียงความสูงที่ไม่ว่าอย่างไรก็หายใจไม่ทั่วท้อง หม่าซูซินอดไม่ได้ที่จะนึกตำหนิตนเองภายใต้สถานการณ์อันบีบคั้นไม่เพียงแค่สองมือที่ต้องจับให้มั่น หากแต่ยังต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว นางค่อย ๆเหยียบขั้นบันไดลงไปทีละขั้นด้วยท่าทางทุลักทุเล แต่เมื่อลงมาได้เพียงไม่กี่ขั้นนางกลับหยุดแล้วหันมองบางสิ่ง ร่างของตัวการร้ายที่ถูกแส้รัดคอพยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิต เมื่อมองตามแส้ยาวเหยียดลงไปแลเห็นร่างอันเลือนรางของใครคนหนึ่งยืนท่าทางแข็งขืนอยู่ท่ามกลางฝุ่นละอองที่ลอยคลุ้งและแล้วคนผู้นั้นก็พุ่งตัวขึ้นมายืนอยู่บนหลังคา ทั้งยังออกแรงกระชาก ทำให้ร่างของชายผู้นั้นปลิวตามแรงประทุษหากแต่ยังใช้เท้าข้างหนึ่งยึดเหนี่ยวเสาข้างหอเอาไว้ เมื่อหม่าซูซินเห็นภาพตรงหน้าในตาของนางกลับอึ้งตะลึงงันด้วยภาพบุรุษสวมชุดแปลกตา ยืนตรึงแส้ด้วยท่าทางผึงผายคนผู้นี้รูปร่างกำยำ สวมหน้ากากลวดลายประหลาดปิดบังใบหน้าเหลือเพียงช่วงริมฝีปากและดวงตาอีกทั้งเขาขนาดเล็กงอกอยู่เหนือคิ้ว ทำให้นางผงะและก้าวพลาด พลื้ด!
หม่าซูซิน : “ อ๊ะ! ”
กรี๊ด..
คุณหนูหม่ากรีดร้องด้วยความตกใจกับนาทีชีวิตที่กำลังจะสูญสิ้นการปรากฏตัวของอวิ๋นมู่ทำให้สถานการณ์คับขัน เกิดสภาวะแปรปรวน และยังทำให้สองชีวิตต้องตกอยู่ในอันตรายร่างของคุณหนูรองและเด็กน้อยกำลังร่วงลงสู่พื้น แน่นอนว่าอวิ๋นมู่มาที่นี่เพียงเพื่อเหตุผลเดียวนั่นก็คือจอมยุทธไป๋เสี้ยววินาทีที่ประมุขน้อยอวิ๋นลังเลใจว่าจะช่วยเหลือคนหรือจัดการกับชายชุดขาว จึงมีลูกธนูพุ่งเข้ามาเฉียดแขนของเขาคล้ายดั่งการเตือนสติเมื่อเบี่ยงตัวหลบในระยะประชิด ทำให้แขนขวามีบาดแผล ..ฟึ้บ!
.. “ โผล่หัวมาได้สักทีนะ ” ..
ประมุขน้อยอวิ๋นเปลี่ยนความสนใจมายังผู้เป็นเจ้าของลูกธนูส่งผลให้ชายชุดขาวหลุดจากพันธนาการ เขาใช้เท้ายันเสาแล้วพลิกตัวขึ้นมาเตรียมที่จะหนีทว่าชายผ้าที่แขวนอยู่กับนั่งร้านถูกดึงมาพันรอบลำตัวของเขาไว้ ส่วนปลายผ้าอีกด้านหนึ่งตรงเข้าไปพันรอบตัวของหม่าซูซินด้วยน้ำหนักตัวของคนสองคนบวกกับแรงดึง จึงถ่วงดุลน้ำหนักให้คุณหนูรองหม่าพร้อมทั้งเด็กค่อยๆ ลอยลงสู่พื้น และพาเอาร่างของคนร้ายถูกดึงขึ้นไปห้อยต่องแต่งอยู่กับนั่งร้าน เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไม่มีใครทันเห็นร่างของผู้กล้า เมื่อคุณหนูรองหม่าลงถึงพื้นอย่างปลอดภัย ผ้าที่อยู่ในมือของเจ้าของแรงดึงก็ถูกนำไปมัดกับเสาและแล้วคนผู้นั้นก็ปรากฏตัวขึ้นยืนประจันหน้ากับอวิ๋นมู่
อวิ๋นมู่ : “ ให้เสียเวลาดูละครอยู่ได้ตั้งนาน ”
แน่นอนว่าฝีมือการยิงธนูอันแม่นยำเช่นนี้มีเพียงจอมยุทธไป๋ตัวจริงเท่านั้นอวิ๋นมู่ตรงจู่โจมเขาทันที แส้พุ่งเข้าหาจอมยุทธอย่างรวดเร็ว แต่สายตาของจอมยุทธมองไปที่เปลวไฟอันโชติช่วงเขาพลิกตัวหลบพลางปล่อยปราณพลังไปดับเปลวไฟให้สงบ แต่ประมุขน้อยอวิ๋นไม่แยแสเรื่องไร้สาระแส้ที่ตวัดกวัดแกว่งออกไปรวดเร็วรุนแรงอย่างยากจะหลีกหนีจอมยุทธใช้คันธนูเหนี่ยวแส้นั้นไว้ ต่างฝ่ายออกแรงยื้อ จากนั้นสองฝ่ายต่างตีลังกาพุ่งเข้าหากันปะทะฝ่าเท้าแล้วพลิกตัวกลับกันทั้งคู่ อวิ๋นมู่ฟาดแส้เข้าซ้ำ ครั้นจอมยุทธหมุนตัวหลบก็ผ่าตัวบ้านแยกออกเป็นเสี่ยงๆ จอมยุทธหลบการโจมตีของเขาไปยืนอยู่บนหลังคาอีกหลังหนึ่ง อวิ๋นมู่จึงเหวี่ยงแส้ไปพันเศษไม้ที่แตกหักพุ่งเข้าใส่ร่างจอมยุทธแต่ก็ถูกเตะกระจายไปคนละทิศ ส่งผลให้แส้สะบัดกลับไป ทันทีที่เขาเหวี่ยงแส้กลับมาอีกครั้งจอมยุทธใช้ปราณบังคับก้อนหินขึ้นมารับแรงฟาดจนแตกละเอียด ขณะที่เศษก้อนหินกระจายอยู่บนอากาศดึงความสนใจของอวิ๋นมู่ประมุขน้อยจึงไม่สังเกตการจู่โจมจากด้านบน จอมยุทธพุ่งจู่โจมด้วยเท้า แม้จะยกสองแขนขึ้นกั้นแต่ก็ถูกแรงกระแทกจนกระเด็นพลิกตัวลงไปยืนอยู่ด้านล่าง ปีศาจน้อยมองขึ้นมายังจอมยุทธชุดขาวด้วยความแปลกใจการประมือกันครั้งนี้ ทำให้อวิ๋นมู่สัมผัสถึงบางสิ่งในตัวของจอมยุทธไป๋
อวิ๋นมู่ : “ หึ! ”
แล้วประมุขน้อยก็ตัดสินใจล่าถอยจากไปพร้อมกับสายลมและฝุ่นละอองที่จางหายไปอย่างน่าอัศจรรย์เมื่อสถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติ ทุกอย่างถูกคลี่คลาย คุณหนูรองหม่าพาหนูน้อยหวินซูกลับคืนสู่ผู้เป็นแม่อย่างปลอดภัย
หญิงชาวบ้าน : “ ซูเอ๋อ.. ซูเอ๋อ.. ซูเอ๋อลูกแม่ ”
เด็กน้อย : “ ท่านแม่ ”
หญิงชาวบ้าน : “ เจ็บตรงไหนรึเปล่าลูก? ไม่เป็นไรใช่ไหม? ”
แม่ลูกโผเข้ากอดกันด้วยความดีใจโดยมีหม่าเสียนเย่และลูกสมุนจวนหม่ารีบตามมาสมทบ
หญิงชาวบ้าน : “ ขอบคุณผู้มีพระคุณ ขอบคุณผู้มีพระคุณ ”
ผู้เป็นมารดาคุกเข่าลงเบื้องหน้าหม่าซูซิน โขกศีรษะลงกับพื้นทั้งน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่ากระทั่งหม่าซูซินเข้าห้าม
หม่าซูซิน : “ เอาล่ะ ๆ พอได้แล้ว ”
หญิงชาวบ้าน : “ ถึงอย่างไร ข้าก็ต้องขอบคุณท่าน หากไม่ได้ท่านช่วยไว้ป่านนี้ไม่รู้ว่าลูกข้าจะเป็นเช่นไรบ้าง ซูเอ๋อ รีบขอบคุณผู้มีพระคุณสิลูก ”
เด็กน้อย : “ ซูเอ๋อขอบคุณพี่สาวที่ช่วยชีวิต ”
หนูน้อยประสานมือพลางคุกเข่าลงอย่างรู้ความ
หม่าซูซิน : “ แค่เรื่องเล็กน้อยน่า เจ้ารีบลุกขึ้นเถอะ ”
หม่าซูซินเข้าไปประคองหนูน้อยหวินซูให้ลุกขึ้น
หม่าซูซิน : “ รอดพ้นอันตรายมาได้ก็นับว่าดีมากแล้ว เรื่องหยุมหยิมพวกนี้ก็ช่างมันเถอะ”
เด็กน้อย : “ พี่สาว ข้าให้เจ้าค่ะ ”
หนูหน้อยหวินซูมอบของบางสิ่งไว้ในมือของหม่าซูซินเมื่อแบมือดูก็พบว่ามันคือลูกกวาด
หม่าซูซิน : “ ขอบใจนะซูเอ๋อน้อย เอาล่ะ ช่วยก็ช่วยแล้ว ขอบคุณก็ขอบคุณแล้วเช่นนั้นก็แยกย้ายเถอะ ”
หญิงชาวบ้าน : “ ผู้มีพระคุณ บุญคุณครั้งนี้ วันหน้าข้าต้องตอบแทนแน่ ไป.. ซูเอ๋อกลับบ้านกันเถอะลูก ”
สองแม่ลูกร่ำลาผู้มีพระคุณ แล้วจึงหันหลังเดินจากไป
หม่าเสียนเย่ : “ ตามไปส่งให้ถึงที่ มอบสิ่งนี้ให้กับพวกนางด้วย”
ลูกสมุน : “ ขอรับ ”
หม่าเสียนเย่หันไปสั่งการกับลูกสมุนพร้อมทั้งส่งถุงเงินให้บริวารสองคนจึงติดตามไปส่งแม่ลูกที่จูงมือกันเดินจากไป สายตาที่เฝ้ามองตามของคุณหนูรองหม่าแม้ริมฝีปากมีรอยยิ้มจาง ๆ ทว่าสายตาเจือไปด้วยความเศร้า หม่าเสียนเย่เห็นแววตาของญาติผู้น้องก็รู้ในทันทีว่านางกำลังคิดถึงพ่อแม่ของนางที่จากไป
หม่าเสียนเย่ : “ ซูซิน เจ้าไม่เป็นไรนะ? ”
คำถามแสดงความเป็นห่วงและกลบความเศร้าในใจ ถูกเอ่ยขึ้น
หม่าซูซิน : “ ข้าไม่เป็นไร ดีที่ได้จอมยุทธไป๋ช่วยไว้ ไม่งั้นคงแย่ ”
หม่าเสียนเย่ : “ จอมยุทธไป๋เหรอ? ”
หม่าซูซิน : “ ใช่! จริงสิ ท่านคงไม่เห็น เขาน่ะว่องไวมาก วรยุทธ์เขาอย่าว่าแต่เก่งเลย แค่มองยังมองไม่ทัน”
หม่าเสียนเย่ : “ ว่ากันว่าคนผู้นี้ไม่ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนนี่ ”
หม่าซูซิน : “ ก็ใช่อยู่ แต่มาก็เหมือนไม่มา ไม่อย่างนั้นท่านคงได้เห็นท่านดูสิ เขา.. ”
เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปบนนั่งร้าน ทว่าบนนั้นเหลือเพียงชายผ้าที่ถูกตัดขาดแกว่งไปมา
หม่าซูซิน : “ เอ๊ะ! หายไปไหนแล้วอ่ะ? ”
จอมยุทธไป๋หายตัวไปนั้นไม่แปลก สำคัญคือตัวการร้ายในเหตุการณ์นี้กลับหนีรอดไปได้เพราะถือโอกาสช่วงที่ชุลมุน ใช้อาวุธมีดตัดผืนผ้าและหลบหนีลงมา ดูเหมือนว่าเรื่องวุ่นๆ จะยังไม่จบ หม่าซูซินและหม่าเสียนเย่รีบนำกำลังคนแยกกันออกตามหา คุณหนูรองหม่ามุ่งตรงมาที่ด้านข้างจึงเห็นแผ่นหลังของคนผู้นั้นอยู่ไกล ๆ กำลังวิ่งกระเสือกกระสน
หม่าซูซิน : “ นี่! อย่าหนีนะ ”
มีหรือที่คนจะฟังคำสั่ง ยิ่งเห็นว่าถูกไล่ตาม แม้จะได้รับบาดเจ็บแต่ก็สาวฝีเท้าอย่างสุดกำลังเช่นกัน
ตุบตับ ๆ ๆ .. แฮก ๆ ๆ ๆ ..
หม่าซูซิน : “ ให้ตายเถอะ วิ่งเร็วชะมัด ”
หม่าซูซินไล่ตามได้ระยะหนึ่งก็หยุดพักพลางออกปากบ่นจากนั้น นางก็ไล่ตามต่อ ไม่นานนัก ชายผู้นั้นก็เริ่มอ่อนแรง ทำให้คุณหนูรองหม่าไล่ตามกระชั้นชิดจนกระทั่งวิ่งมาถึงสะพานข้ามน้ำ คนร้ายจึงหยุดนิ่งด้วยความเหน็ดเหนื่อย มองไปเบื้องหน้าพบว่าหม่าเสียนเย่และคนส่วนหนึ่งยืนปิดทางอยู่ส่วนด้านหลังก็มีคุณหนูรองหม่าพร้อมด้วยลูกสมุนยืนหายใจกระหืดกระหอบ มองดูท่าทางจนมุมของคนชั่วสองพี่น้องจึงมองหน้ากันด้วยความโล่งใจ กระทั่งสัญญาณดับความหวังมุ่งตรงมายังสะพานแววตาเจ้าเล่ห์ของคนร้ายก็ได้ปรากฏขึ้นพร้อมเรือสำราญลำหนึ่งล่องผ่านมาพอดี ..ฟึ้บ! ..
หม่าซูซิน : “ เฮ้ย! ”
คนร้ายกระโดดหนีลงไปในเรือ ทำให้หม่าซูซินอุทานอย่างหัวเสีย
หม่าซูซิน : “ โธ่เว้ย! ”
หม่าเสียนเย่ : “ ซูซิน เรือลำนี้มัน.. ”
หม่าซูซิน : “ เรือของหอหรูอี้นี่ ”
“ ว้าย.. อะไรกันเนี่ย ช่วยด้วย.. ”
ไม่ทันที่พี่น้องจะปรึกษากัน พลันมีเสียงหญิงสาวร้องโวยวายอย่างตื่นตระหนกบรรดาสาวงามวิ่งหนีแตกตื่นออกมาจากภายในเรือด้วยท่าทางตื่นกลัว และพากันมายืนตัวสั่นเกาะกลุ่มกันอยู่ที่ด้านหน้า หม่าเสียนเย่และหม่าซูซินตัดสินใจกระโดดตามลงไปช่วงท้ายลำแต่ทว่าคนสองคนที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับมองดูอย่างใจเย็น ซูหมิงเยว่และเสี่ยวชงเห็นเหตุการณ์อยู่ตลอดแต่กลับยืนกอดอกอยู่ริมฝั่ง มองดูเรือสำราญแล่นผ่านหน้าไปเฉย ๆ
เสี่ยวชง : “ คุณชาย ไม่ตามไปหรือขอรับ? ”
ซูหมิงเยว่ : “ เรื่องนี้เราอย่าไปยุ่งจะดีกว่า ”
เสี่ยวชง : “ แล้วจอมยุทธไป๋เล่าขอรับ? ”
คำถามของเสี่ยวชง ทำให้ซูหมิงเยว่นึกหงุดหงิด สีหน้านิ่งของเขาเปลี่ยนเป็นแววตาไม่สบอารมณ์พลางใช้มือซ้ายกุมที่แขนขวาของตน ถัดมาที่เรือสำราญ พี่น้องสกุลหม่ารีบมุ่งหน้าเข้าไปในเรือและพบว่ามีสตรีนางหนึ่งถูกจับเป็นตัวประกันซึ่งนางก็คือฉินอีอี
“ น้องหญิงฉิน น้องหญิง นายท่าน.. ได้โปรดช่วยนางด้วย”
เหล่านางรำต่างอกสั่นขวัญแขวน หลังจากที่ฉินอีอีถูกดึงตัวออกไปเมื่อเห็นสองพี่น้องจวนหม่าจึงอ้อนวอนขอความช่วยเหลือทันทีที่คนร้ายเห็นหม่าซูซินและหม่าเสียนเย่
ชายชุดขาว : “ หยุด! หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ อย่าก้าวเข้ามา ไม่งั้นข้าจะฆ่านางนี่เสีย”
หม่าซูซิน : “ นี่เจ้า! ขนาดนี้แล้ว ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ? ”
คนร้ายอาศัยร่างบางของฉินอีอีเป็นที่กำบัง มือซ้ายรวบบังคับหญิงสาวมือขวาถือมีดสั้นจ่อต้นคอระหง ยามนั้น ฉินอีอีมีอาการหวาดหวั่นนางไม่กล้าแข็งขืนแม้แต่น้อย หากแต่ทำใจดีสู้เสือ
ฉินอีอี : “ นายท่าน ท่านใจเย็นก่อน ต้องการสิ่งใด ท่านบอกกับข้าได้ ”
ชายชุดขาว : “ หุบปาก! ถ้ายังไม่อยากตายก็อยู่นิ่ง ๆ ”
คนร้ายไม่มีท่าทียินยอม ทั้งยังข่มขู่ตัวประกัน
หม่าเสียนเย่ : “ เจ้าก่อเรื่องมากมายเช่นนี้ มันคุ้มแล้วเหรอ? ”
ชายชุดขาว : “ นั่นมันเรื่องของข้า ”
หม่าซูซิน : “ เฮอะ! เดี๋ยวจับเด็กเดี๋ยวจับผู้หญิง เจ้านี่มันช่างด้านไร้ยางอายเสียจริง ”
ชายชุดขาว : “ ใครสนกันล่ะ ก็แค่มดปลวก ตายไปก็ไม่เกี่ยวกับข้า แต่ข้าได้ข่าวว่าองค์หญิงของพวกเจ้านางจิตใจดี มีหรือจะมองข้ามคนไร้ค่าพวกนี้ ”
หม่าซูซิน : “ นี่เจ้า! ”
หม่าซูซินได้ฟังก็พลันมีโทสะ เพราะนางรู้ดีว่าจุดอ่อนของสหายรักก็คือความเมตตาและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
หม่าซูซิน : “ เจ้าสิไร้ค่า เก่งเฉพาะกับคนไม่มีทางสู้แน่จริงมาสู้กันตัวต่อตัวกับข้าสิ ”
หม่าเสียนเย่จับแขนน้องสาวเพื่อให้นางระงับสติอารมณ์
หม่าเสียนเย่ : “ เจ้าคิดเหรอว่าทำแบบนี้แล้ว ข้าจะปล่อยให้เจ้าได้พบกับองค์หญิง อย่างไรเสีย เจ้าก็หนีไม่รอด ทันทีที่เรือเทียบท่า เจ้ารู้อยู่แล้วว่าต้องเจอกับอะไรเจ้าไม่ใช่จอมยุทธไป๋ และที่ทำไปทั้งหมดนี่ก็เพื่อใส่ร้ายคนและประทุษร้ายองค์หญิงคิดหรือว่าเราจะยอมแลกชีวิตนางกับคนอื่น ข้ามีสารพัดวิธีที่จะทำให้เจ้าตายไปอย่างเงียบๆ ไหน ๆ เราก็ติดอยู่บนเรือลำนี้ด้วยกัน มิสู้ยอมจำนนเสีย แล้วข้าจะขอร้องให้ท่านเจ้าเมืองเว้นโทษตายแก่เจ้าบอกมา.. ใครบงการเจ้า? ”
หม่าเสียนเย่ใช้วิธีหว่านล้อมแกมข่มขู่แต่ท่าทีของคนร้ายก็ยังไม่ยอมจำนน
ชายชุดขาว : “ หึ! บงการเหรอ เจ้าพูดเรื่องอะไร ข้าไม่เห็นเข้าใจ ข้าก็แค่ชาวบ้านธรรมดาที่อยากเรียกร้องความเป็นธรรมแล้วมันผิดตรงไหน!? ”
หม่าซูซิน : “ เฮอะ! เรียกร้องความเป็นธรรม สารเลวอย่างเจ้ามีหน้าพูดเรื่องความเป็นธรรมด้วยเหรอเจ้ากล่าวหาสกุลเหอสกุลหลินว่าทำลายครอบครัวเจ้า แล้วไหนล่ะหลักฐาน? ”
ชายชุดขาว : “ ขะ.. ข้า ข้ามีก็แล้วกัน ”
หม่าซูซิน : “ มีก็เอาออกมาสิ อย่ามัวแต่พล่าม ”
แววตาล่อกแล่กส่อพิรุธทว่ายังยืนกรานเยี่ยงกระต่ายขาเดียว
ชายชุดขาว : “ จะเอาออกมาไหมเมื่อไหร่ นั่นมันเรื่องของข้า หากนางไม่ยอมโผล่หัวออกมาข้าจะฆ่านางนี่ทิ้ง และจะฆ่าต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าเจ้าจะยอมส่งตัวนางให้ข้า ”
เมื่อถูกต้อนก็แสร้งทำฉุนเฉียวพรางข่มขู่และเอามีดจี้คอฉินอีอีจนมีเลือดซิบ
หม่าซูซิน : “ ชั่วช้าสารเลว จอมยุทธไป๋ไม่น่าช่วยเจ้าไว้เลย น่าจะปล่อยให้เดียรัจฉานอย่างเจ้าตายๆ ไปเสีย ”
คำเรียกร้องของคนชั่ว ณ เวลานี้ ทำให้สถานการณ์ดูย่ำแย่สองพี่น้องจึงกระซิบกระซาบกันเพื่อหาทางออก
หม่าเสียนเย่ : “ ก็รู้อยู่แล้วว่าเราไม่ยอมส่งตัวองค์หญิงออกไปแน่ดูแล้วคนคนนี้ไม่คิดจะรอดชีวิตกลับไป ”
หม่าซูซิน : “ เอาอย่างไรดีล่ะพี่เสียนเย่? นี่ก็ใกล้เวลาที่นางจะเดินทางมาถึงแล้วเราจะช้าอีกไม่ได้แล้วนะ ”
หม่าเสียนเย่ : “ ถ้านางรู้เข้า คงต้องยอมแลกตัวกับแม่นางฉินแน่”
หม่าเสียนเย่ถอนหายใจบนสีหน้าครุ่นคิด ความกังวลที่หมดของเขามีเพียงหลินเพ่ยหนิงแต่ระหว่างที่คิดอยู่นั้น สายตาพลันมองลงพื้นและรู้สึกถึงบางสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ฝ่าเท้า
หม่าเสียนเย่ : “ ซูซิน รู้สึกหรือไม่? ”
หม่าซูซิน : “ อะไรเหรอ? ”
หม่าเสียนเย่ : “ เรือยังแล่นอยู่ ”
หม่าซูซิน : “ เรือแล่น.. จริงด้วย! ”
หม่าเสียนเย่ : “ เราแสร้งยื้อเวลาอีกหน่อยอย่างน้อยก็ให้เรือแล่นผ่านตรงนี้ไปก่อน ข้างหน้าเป็นท่าประมง เวลานี้ท่านเจ้าเมืองออกคำสั่งปิดเมือง ห้ามคนเข้าออกทำการค้าเป็นเวลาหนึ่งวัน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลดอกไม้ไฟย่อมไม่มีคนพลุกพล่าน ถึงตอนนั้น ค่อยหาทางจัดการเขา จะให้องค์หญิงมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่ได้”
หม่าซูซินพยักหน้ารับ หลังจากที่หาข้อสรุปได้ แต่ทว่าเวลานี้กลับไม่มีใครสังเกตเห็นว่าภายในเรือลำยังมีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมายังคนสองคนผู้ยืนอยู่ด้านในด้วยความโกรธเกรี้ยวคนผู้นี้เป็นสตรีวัยกลางคนโพกผ้าปิดหน้าซีกซ้ายไว้ข้างหนึ่ง หลังมือมีแผลเป็นจากไฟลวกนางแอบลอบมองฉินอีอีกับคนร้ายจากด้านหลังกลุ่มนางรำด้วยสายตาอำมหิต ส่วนทางด้านแม่นางฉิน
ฉินอีอี : “ พี่ชาย ไม่มีประโยชน์หรอก ข้าเป็นเพียงนางรำต่ำต้อย มีแต่จะทำให้ท่านเสียเวลาเปล่าแต่หากท่านเกลียดหลินเพ่ยหนิงนักล่ะก็ ข้ามีวิธีช่วยท่าน ”
จากหญิงสาวผู้ตกเป็นเหยื่อและมีท่าทางหวาดกลัวบัดนี้ ฉินอีอีเริ่มมีแววตาเปลี่ยนไป
ชายชุดขาว : “ อย่างเจ้าน่ะเหรอจะช่วยข้า? ”
ฉินอีอี : “ ท่านไม่รู้อะไร ข้ามาที่นี่ก็เพราะนาง ความจริงแล้ว ข้าก็ไม่ต่างจากท่านก่อนหน้านี้ข้าเคยมีครอบครัว แต่วันนึง ข้ากลับต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อบังเกิดเกล้าตายในสนามรบเพราะตามอดีตเจ้าเมือง แม่ของนางไปทำศึก จากนั้นมาก็มีเพียงท่านแม่ที่เลี้ยงดูข้ามาอย่างยากลำบากต่อมาแม่ของข้ากลับหายตัวไป ตามหาเท่าไร่ก็หาไม่พบ ภายหลังถึงมารู้ว่านางถูกหลอกให้ไปเป็นข้ารับใช้ในจวนหลินนางแอบเขียนจดหมายมาหาข้า บอกว่าเรือนใหญ่ของทายาทสกุลเหอนั้นน่ากลัวยิ่งนัก ทั้งเหน็บหนาวและมืดมิดแถมยังปฏิบัติกับข้ารับใช้อย่างทารุณ ไม่นาน แม่ของข้าก็ล้มป่วย สุดท้ายนางก็จากไปอีกคนแต่จวนหลินกลับทำเรื่องที่ไร้ยางอาย ไร้ศีลธรรม พวกเขาไม่มีคำอธิบาย ไม่แม้แต่จัดงานศพให้นางบัดนี้ ร่างแม่ข้าถูกฝังอยู่ที่ใด ข้ายังไม่รู้ นางทำให้ข้าสูญเสียทุกสิ่งหากท่านว่าท่านเกลียดนาง ข้าเกลียดยิ่งกว่า เกลียดจนอยากจะฆ่าให้ตายคามือข้า ”
ชายชุดขาว : “ หึ! แต่งเรื่องเก่งดีนี่ ทำเอาข้าซาบซึ้ง เกือบน้ำตาไหล แต่แม่นางวิธีนี้ใช้กับข้าไม่ได้ผลหรอก ”
ฉินอีอี : “ หากท่านไม่เชื่อ โปรดดูนี่ ”
ฉินอีอีเปิดเสื้อตัวนอกของนาง ต่ำลงไปจากไหลขวาด้านหลังถูกตีตราคำว่าทาส
ชายชุดขาว : “ นี่เจ้า.. ”
ฉินอีอี : “ หลังจากได้รับจดหมายฉบับนั้น ข้าลอบเข้าไปในจวนหลิน แต่ที่ข้าไม่รู้เลยก็คือแม่ข้าปกปิดการมีตัวตนของข้ามาโดยตลอด เพราะนางไม่อยากให้ข้ามีชีวิตอยู่เยี่ยงทาสแต่โทษใครไม่ได้ ต้องโทษข้าที่โง่เขลา หลังจากนั้น ข้าก็ถูกจับได้ กลายเป็นทาสรับใช้อยู่ที่นั่นนานนับปีกระทั่งมีผู้ใจบุญท่านนึงช่วยชีวิตข้าไว้ ”
ชายชุดขาว : “ ผู้ใจบุญ มีเรื่องดีเช่นนี้ด้วยเหรอ? ”
ฉินอีอี : “ เขาคือผู้มีพระคุณต่อข้า แต่ตอนนี้ข้ายังบอกไม่ได้ว่าเขาคือใคร ”
ชายชุดขาว : “ ข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่าที่พูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง? ”
ฉินอีอี : “ นายท่าน ข้ากับท่านเพิ่งพบกัน ไยข้าต้องทุ่มเทสร้างเรื่องมากมายเพื่อโกหกท่านด้วย?ท่านเองก็เห็นแผลเป็นของข้า แผลเช่นนี้สร้างเองไม่ได้ หากท่านยังไม่เชื่อล่ะก็ วันนี้ข้าจะช่วยให้ท่านได้ออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัยและยังจะช่วยท่านกำจัดหลินเพ่ยหนิงด้วย ”
จอมยุทธตัวปลอมเริ่มมีท่าทีอ่อนลง เขาเริ่มเอนเอียงไปทางฉินอีอีหากแต่เวลานั้นกลับมีเข็มเงินเล่มหนึ่งพุ่งออกมาจากกลุ่มนางรำ มุ่งตรงไปยังคนทั้งสองเฉียดใบหูของแม่นางฉินเพียงนิดเดียวเท่านั้น เข็มพุ่งทะลุลำคอของชายผู้นั้นอย่างแม่นยำฉึก!
หม่าเสียนเย่ : “ นั่นใคร?! ”
หางตาของหม่าเสียนเย่เหลือบเห็นเงาของใครคนหนึ่งรีบเดินหลบลี้ออกจากด้านหลังเหล่าหญิงสาวชั่วพริบตา คนร้ายก็ทิ้งร่างล้มทั้งยืนลงไปต่อหน้าแม่นางฉิน
ติดตามตอนต่อไป