เอมิลิเฮม เดจา ราคุ
เธอดูราวกับเป็ซากมัมมี่แห้งเหี่ยวที่แทบจะไม่เหลืออะไรให้ย่อยสลายผ้าพันแผลของเธอเองก็ดูโบราณเสียจนรู้สึกราวกับจะกลายเป็ฝุ่นผงได้เพียงโดนลมพัด เอมิลผู้นี้คือสุดยอดผู้ใช้คำสาปและมนต์ดำของกลุ่ม แต่ถึงอย่างนั้นกรงเล็บกระดูกที่งอกออกมาจากมือและเท้าของเธอก็ยังดูอันตรายหากโดนโจมตีด้วยกรงเล็บนั่นเข้าไป ไม่ว่าใครก็คงจะรู้สึกเจ็บไม่น้อย
เอมิลมักจะกล่าวชื่นชมในความงดงามของมิเชลทุกครั้งที่ได้พบ ซึ่งในแต่ละครั้งมันก็ไม่เคยที่จะซ้ำกันเลยด้วยตัวเธอมักจะใช้คำพูดประมาณว่า ‘ข้าน้อย’ หรือ ‘ข้าน้อยผู้ต้อยต่ำ’ อยู่เสมอไม่ว่ามิเชลจะบอกห้ามยังไงเธอก็ไม่ยอม เธอเป็หนึ่งในคนที่มิเชลไม่สามารถมองออกแต่ก็ไม่ได้มีเพียงมิเชลเท่านั้น แม้แต่คนอื่นๆ เอง ก็ไม่สามารถมองเธอออกได้เช่นกันแต่ถึงอย่างนั้น เอมิลผู้นี้ก็ดูจะเป็คนที่ฉลาดที่สุดในกลุ่มอยู่ดี
“เ้ามีความคิดเห็นอะไรอย่างนั้นหรือ เอมิลิเฮม?”
“โถ่ โถ่ โถ่ ข้าอุสาห์เคยบอกไปตั้งหลายครั้งหลายคราแล้วยังไงหละเ้าค่ะ...ว่าให้เรียกข้าว่าเอมิลทั้งที่เมื่อก่อนท่านเองก็เรียกข้าแบบนั้นอยู่ประจำแท้ๆ กระซิก กระซิก”
เอมิลลู่คอ พร้อมทั้งปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง ทั้งที่ดูออกได้อย่างง่ายดายเลยว่าเป็เพียงการแสดงแต่กลับทำให้ก่อเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมาในส่วนลึกของจิตใจอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งมันก็น่าจะเป็ผลมาจากสกิลบางอย่าง ถึงกระนั้น ผู้ที่อยู่ภายในห้องตอนนี้ก็มีเพียงแค่มิเชลกับลูซิเซียเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากทั้งคู่นี้ไม่มีสกิลป้องกัน
ทางด้านมิเชล แม้ว่าเธอจะได้รับผลกระทบ แต่ก็ไม่มีใครรู้เธอไม่ได้แสดงมันออกมาให้เห็นทางสีหน้าส่วนหนึ่งก็เป็เพราะตัวเธอนั้นมีจิตใจเข้มแข้ง อีกทั้งยังฝึกปั้นหน้าอยู่หน้ากระจกอย่างสม่ำเสมออีกด้วยหากมิเชลไม่ได้พบเจอเข้ากับเื่ที่น่าใจริงๆ มันก็ยากที่จะทำให้มิเชลเปลี่ยนสีหน้าได้
ในทางกลับกันทางด้านของลูซี่นั้นแสดงอาการสงสารออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนชัดเจนเสียจนลูเซียที่มีจิตใจเข็มแข็งกว่าต้องออกมารับหน้าแทน เพื่อระงับอาการแต่ถึงอย่างนั้น แม้แต่ตัวของลูเซียเองก็ยังต้องกัดฟันอดทนเนื่องจากผลกระทบที่ได้รับนี้มันรุนแรงเกินกว่าที่เธอจะรับไหว
(ความสามารถในการชักจูงอย่างนั้นหรอ? เป็มนต์ดำ สกิลอื่น หรือว่าทั้งคู่ผสมกันกันนะ? เอมิลคนนี้ก็เป็เหมือนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับเราเราไม่ถูกกับคนแบบนี้จริงๆ แต่ว่าความสามารถในการชักจูงแบบนี้ก็ค่อนข้างที่จะมีประโยชน์เลยถ้าพาเธอออกไปโลกภายนอกได้ก็คงจะมีประโยชน์ในการหาข้อมูลจากสิ่งมีชีวิตที่สื่อสารกันได้หรือเธอคิดจะเสนอตัวไปกับเรากันนะ? เรามองจุดประสงค์ของเธอไม่ออกเลยจริงๆ)
มิเชลคิดพลางกล่าวขอโทษต่อเอมิล
“ข้าต้องขอโทษด้วยนะ เอมิลว่าแต่...ตัวเ้ามีความคิดเห็นอะไรอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าเพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้นเองเ้าค่ะแต่ข้าก็ขอน้อมรับคำขอโทษนั้นเอาไว้ด้วยความยินดี ละกันนะ เ้าคะ~”
เอมิลได้เงยหน้าขึ้นกล่าว ก่อนที่จะเอียงคอย่างน่ารัก เพียงแต่มันดูไม่ค่อยจะน่ารักซักเท่าไร เมื่อคนที่ทำนั้นเป็ซากมัมมี่พันปีอย่างเธอ
แอนนาผู้อยู่ใกล้ๆ ได้ส่งสายตาจิดกัดไปยังเอมิลทั้งที่มิเชลกล่าวขอโทษออกมา แต่เธอกลับบอกว่ามันเป็เพียงแค่การล้อเล่นแต่ถึงกระนั้นเอมิลก็ไม่สนใจ และกล่าวต่อ
“โดยส่วนตัวแล้ว ข้าน้อยผู้นี้คิดว่ามีอยู่สี่ตัวเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับสถานการณ์ในครั้งนี้แต่หากท่านมิเชลนั้น้านั้นเป็ผู้ช่วยรูปแบบมนุษย์ที่ไม่เตะตานักก็มีเพียงสาม”
เอมิลเว้น่ไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวต่อ
“หนึ่งเลยก็คือ หนึ่งในแวมไพร์ที่ท่านมิเชลนั้นใช้สกิลอัญเชิญมาเนื่องจากพวกนางนั้นไม่จำเป็ที่จะต้องดื่มเืและสามารถที่จะทานอาหารได้เหมือนกับคนปกติทั่วไปพวกนางจึงกลายเป็ตัวเลือกแรกๆ ที่ข้าน้อยนึกถึง”
เอมิลชูนิ้วกระดูกของเธอขึ้นมาพลางพูดไปด้วย
“สอง มากาเร็ต แม้ว่าหมวกทรงสูงของนางนั้นจะดูเตะตาไปบ้างทว่าแม่มดอย่างนางก็ดูคล้ายกับมนุษย์ ถึงแม้นางจะี้เีไปบ้างแต่หากเป็คำสั่งของท่านมิเชล ตัวนางนั้นจะต้องยอมทำตามอย่างแน่นอน~”
เมื่อกล่าวถึงมากาเร็ตน้ำเสียงของเอมิลก็ได้แปรเปลี่ยนเป็ซุกซนราวกับคนขี้แกล้ง ใจนึงเธอก็อยากจะให้มิเชลเลือกมากาเร็ตที่เอาแต่นอนออกไปทำภารกิจด้วยทว่าเธอก็ต้องระงับอารมณ์อย่างแกล้งมากาเร็ตเอาไว้เสียเนื่องจากเธอไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด
“สาม แพนโดรา แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่านางมีความสามารถอะไรแต่เนื่องจากนางนั้นเป็มนุษย์ จึงทำให้หลายๆ อย่างไม่น่าจะมีปัญหา”
เอมิลเว้น่อีกรอบ ก่อนที่จะหันไปมองบุคคลที่อยู่ไม่ไกลไปจากเธอ
“และสุดท้าย บุคคลที่จะสามารถทำประโยชน์ได้สูงสุดหากนางได้ออกไปกับท่านมิเชล...เดซี่ เดบบัค~”
“แล้วข้าไปเกี่ยวอะไรด้วยกันล่ะเนี่ย¿”
เดซี่กล่าวถามออกมาทันทีที่ชื่อของตนถูกเอ่ย ตัวเธอนั้นไม่เหมือนกับเผ่าพันธุ์ต้องสาปคนอื่นๆเนื่องจากเธอนั้นเป็ิญญาเต็มตัว ไม่ใช่การสิ่งสู่บางสิ่ง ถึงแม้ว่าเธอจะสามารถทะลุสิ่งกีดขวางได้แต่เธอก็ไม่สามารถทะลุบาเรียอันแปลกประหลาดนั่นออกไปได้อยู่แล้วยิ่งถ้าเธอไปนอนเป็ผักอยู่บนพื้น มิเชลผู้ที่ไม่สามารถััตัวเธอได้ก็ไม่อาจที่จะแบกเธอกลับได้ด้วยเช่นกันตัวเดซี่นั้นมองเห็นแต่ปัญหา ไม่เห็นประโยชน์เลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าทางมิเชลเองก็คิดเช่นเดียวกัน
(อ๊ะ! เดซี่เองก็อยู่ด้วยงั้นสินะ? ว่าแต่...ไม่เห็นจะเข้าใจเลยซักนิดอยากให้เอมิลอธิบายออกมาให้ชัดๆ กว่านี้หน่อยจัง...)
เมื่อน้ำเสียงอันแหบแห้งของเดซี่ได้ดังขึ้นมาก็ทำให้มิเชลระลึกถึงตัวตนของเดซี่ได้มิเชลไม่ได้ยินเสียงอันแหบแห้งของเดซี่มานานมากแล้วและเนื่องจากตัวเดซี่เองก็ไม่ยอมพูดยอมจาอะไรเลยั้แ่ที่ได้เข้ามาทำราวกับว่าตนเองนั้นไร้ซึ่งตัวตน นี่ถ้าเอมิลไม่ได้พูดขึ้นมามิเชลก็คงจะลืมไปแล้ว ว่าเดซี่นั้นอยู่ภายในท้องพระโรงแห่งนี้ด้วย
“เื่นั่นมันก็ง่ายนิดเดียวนั่นก็เป็เพราะ...ตัวเ้านั้นมีความสามารถในการเข้าสิงยังไงหละ~ นอกจากนี้เ้าก็ยังสามารถสะกดจิตได้อีกด้วย และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ หากท่านมิเชลเก็บเ้าใส่ขวดไวน์ก็จะสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวยสบายอีก~”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นมิเชลก็เข้าใจในทันที
(อย่างนี้นี่เอง!เรามัวแต่คิดเื่ความ้าของแต่ละคนมากเกินไปจนลืมนึกถึงคนที่มีประโยชน์และเอาออกไปได้ง่ายที่สุดอย่างเดซี่ไปเลย!คงจะเป็เพราะเรามัวแต่พยายามถามถึงความสมัครใจเกินไป เลยทำให้เรามองข้ามจุดๆนี้ไปเลยอย่างนั้นสินะ...)
เดซี่จ้องหน้าเอมิลพร้อมกล่าวถามต่อ
“ไอ้ตรงที่ข้าสามารถเข้าสิงและสะกดจิตได้ ข้าก็พอจะเข้าใจ¿แต่เ้ารู้ได้ยังไงกันว่าข้าเคยถูกผนึกเอาไว้ในขวดไวน์มาก่อน¿ ทั้งที่ในตอนที่ข้าถูกปลดปล่อยออกมาเ้าไม่ได้อยู่ด้วยไม่ใช่รึ¿”
ก่อนที่จะใช้สายตาอันน่ากลัวจ้องมายังมิเชลราวกับ้าจะพูดว่า ‘แกเองสินะ¿ ที่เป็คนบอกเธอ¿’ ทั้งๆที่แอนนากับยูเรียเองก็รู้เื่นี้ด้วยแท้ๆ ถึงตอนนั้นฟรานเชสก้าจะอยู่ด้วยแต่ทว่าตอนนั้นเธอยังเป็คงทารกอยู่ คงจะจดจำอะไรได้ไม่มาก
(เอ่อ...แล้วทำไมเธอถึงต้องใช้สายตาน่ากลัวแบบนั้นหันมามองทางนี้ด้วยหละ?แอนนากับยูเรียเองก็รู้เื่นี้ด้วยนะ เธอไม่คิดบ้างหรอว่าอาจจะเป็แอนนาหรือไม่ก็ยูเรียที่บอกเอมิลหนะ!)
ถึงแม้จะอยากบ่น แต่มิเชลก็ไม่ได้กล่าวออกมา เธอรู้อยู่แล้วว่ามันเป็ธรรมชาติของเดซี่ที่จะมีสายตาน่ากลัวแบบนั้น แต่ถึงอย่างนั้น การจ้องมองของเดซี่ในครั้งนี้ก็ได้ทำให้จิตใจของมิเชลหวั่นไหวไม่น้อยทว่าสีหน้าของมิเชลก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ยังแลดูเป็ผู้นำผู้ทรงเกียรติเช่นเคย
การจ้องมองของเดซี่ในครั้งนี้ ทำให้มิเชลย้อนนึกไปถึงอดีตอันขมขื่นมากมายที่เธอได้พบเจอกับสิ่งน่ากลัว
เมื่อเจ๊กปีก่อน หลังจากที่จบ Tutoreal พอลืมตาตื่นขึ้นมามิเชลก็พบเข้ากับเด็กทารกที่ถูกวางไว้บนบัลลังก์ เมื่อได้เห็นมิเชลก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเด็กคนนี้คือเผ่าพันธุ์ผู้ช่วยที่เธอได้เลือกเอาไว้ที่หน้าเมนู ความทรงจำของเธอได้หายไปเหลือเพียงแค่สามัญสำนึกและความรู้ธรรมดาทั่วไปเท่านั้น ความทรงจำที่เธอย้อนนึกกลับไปไกลสุดก็คือตอนที่มีคนกดกริ่งบ้านและมีพัสดุปริศนามาส่ง ถึงแม้มิเชลจะจดจำ่เวลานั้นได้ แต่กลับจำไม่ได้เลยว่าในตอนนั้นตัวเธอกำลังคิดอะไรอยู่บ้างจำได้เพียงแค่มีอะไรเกิดขึ้นบ้างก็เท่านั้น
มิเชลคิดว่าตัวเธอในตอนนั้นอาจจะรู้ว่าจะถูกส่งตัวมายังโลกใบนี้ไม่อย่างนั้นเธอคงจะไม่สุ่มกาชาราวกับคนบ้าติดเกมแบบนั้นหรอก หรือจริงๆแล้ว...เธออาจจะเป็เพียงแค่คนบ้าติดเกมก็ได้ น่าเสียดายที่เธอจดจำความคิดในตอนนั้นไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
กลับมาเื่ของเด็กทารก เนื่องจากอยู่ๆเด็กคนนั้นก็ร้องไห้ออกมาไม่หยุด มิเชลจึงคาดว่าเธอน่าจะหิวนม แม้จะไม่อยากยอมรับแต่ทว่าตัวเธอก็ได้กลายเป็ผู้หญิงไปแล้ว เนื่องจากตอน Tutoreal มิเชลได้สวมผ้าคลุมเอาไว้และตอนนั้นยังคงเป็เกมเธอจึงไม่รู้สึก แต่พอได้รับร่างกายนี้มา มิเชลก็รู้สึกได้ทันทีรู้สึกได้ว่าสิ่งสำคัญบางอย่างที่ที่หว่างขานั้นได้หายไปอดัมแอปเปิ้ลของเธอได้สาปศูนย์ไปแล้ว...
เด็กทารกได้ร้องไห้ดังขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสัญชาตญาณความเป็แม่มิเชลจึงได้เปิดหน้าอกเพื่อให้เด็กน้อยได้ดื่มนมแม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่ามันจะได้ผลหรือไม่ก็ตามทว่าเด็กทารกคนนั้นกลับกัดลงไปที่หน้าอกของเธอแทน ก่อนที่จะดื่มเือย่างช้าๆแม้มิเชลจะรู้ว่าเด็กคนนี้เป็แวมไพร์แต่ก็ไม่ได้นึกว่าเด็กคนนี้จะดื่มเืได้ั้แ่ยังเป็ทารกแถมดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะชื่นชอบเืของเธอมากเลยซะด้วยหลังจากที่ดื่มเืของมิเชลเสร็จ เด็กน้อยก็ยิ้มออกมาอย่างน่ารักก่อนที่จะผลอยหลับไป
ทว่าหลังจากนั้นไม่นานมิเชลก็เริ่มที่จะรู้สึกหิวขึ้นมาสุดท้ายแล้วเธอจึงจำใจต้องออกเดินทางออกสำรวจปราสาทเพื่อตามหาของกินมิเชลวางเ้าหนูตัวน้อยเอาไว้บนบัลลังก์ก่อนที่จะออกสำรวจแต่ทว่าเมื่อเธอเดินห่างออกมาแม่หนูน้อยคนนี้กลับร้องไห้โฮราวกับรู้ว่าเธอกำลังจะจากไป สุดท้ายก็ช่วยไม่ได้มิเชลจึงจำใจต้องแบกทารกไปพร้อมกับสำรวจปราสาทไปด้วย
ปราสาทแห่งนี้มีห้องมากมาย มิเชลเดินสำรวจอยู่หลายห้องจนได้มาพบกับห้องแปลกๆห้องหนึ่ง ห้องๆ นี้ดูน่าหวาดกลัวราวกับมีผีสิง เมื่อมิเชลได้เดินเข้าไปข้างในเธอก็ได้ยินเสียงเด็กพูดว่า ‘ออกไป...ออกไปไกลๆ’ ก่อนที่สิ่งของทุกอย่างภายในห้องนั้นจะปลิวว่อนไปทั่ว
มิเชลใกลัวจนแข็งค้างขยับไม่ได้ทว่าทารกที่เธออุ้มอยู่กลับหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ พร้อมทั้งพยายามเอื้อมมือไปคว้าวัตถุที่ลอยวนไปมาราวกับพายุทอร์นาโดขนาดย่อมนั่นคือความน่ากลัวในครั้งแรก
ต่อมามิเชลก็ได้ไปพบเข้ากับชุดเกราะเก่าๆ ภายในห้องๆ หนึ่งไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เธอไปััเข้ากับมัน และอยู่ๆเ้าชุดเกราะนั่นก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมาต่อหน้าต่อตาเธอ ก่อนที่จะพูดจาแปลกๆประมาณว่า ‘ถ้าหากจะให้ข้ายอมรับเ้าเป็นาย ก็จงเอาชนะข้าให้ได้เสียก่อน’และก็‘คิดจะใช้เด็กทารกเป็โล่อย่างนั้นหรือ?เ้าช่างมีนิสัยต่ำทรามไม่สมกับน่าตาเลยจริงๆ’ จนทำให้มิเชลต้องฝากเด็กทารกเอาไว้กับตุ๊กตาที่ดูเหมือนกับมนุษย์ข้างหลังก่อนที่จะใช้ดาบสุดโกงที่ได้รับมาจากการสุ่มกาชาทำให้เธอสามารถที่จะเอาชนะมาได้อย่างง่ายดาน นอกจากนี้เด็กทารกที่ดูการต่อสู้อยู่ก็ยังหัวเราะชอบใจเป็อย่างมากด้วยนั่นคือความน่ากลัวในครั้งที่สอง
ครั้งต่อไปก็คือในตอนที่มิเชลได้ไปพบเข้ากับห้องที่มีการตกแต่งอันแปลกประหลาดแม้มิเชลจะจำไม่ได้ว่ามันเรียกว่าอะไรแต่เธอก็มองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ดูคล้ายกับโลงศพอยู่กลางห้องเนื่องจากมิเชลได้เคยพบเจอกับความน่ากลัวมาแล้วถึงสองครั้งเธอจึงเชื่อว่าในครั้งนี้จะต้องมีอะไรโผล่ออกมาอีกแน่ๆมิเชลกะว่าในครั้งนี้เธอจะไม่ใง่ายๆ อีกต่อไป
โลงศพได้ถูกเปิดออกซากมนุษย์ในพันแผลที่นอนอยู่ได้ลุกขึ้นมายืนอย่างพรวดพราดอย่างแม้มิเชลกะว่าจะไม่ใกลัวอีกแต่ทว่ากรงเล็บกระดูกที่ยื่นยาวออกมาอยู่เฉียดดวงตาของเธอไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นตุ๊กตาสาวนั้นกำลังอุ้มเด็กทารก ชุดเกราะได้ช่วยเปิดโลงที่หัวโลงส่วนมิเชลนั้นดันซวยเองที่มาอยู่ตรงท้ายโลง นั่นคือความน่ากลัวในครั้งที่สาม
และครั้งสุดท้าย ครั้งที่ทำให้มิเชลรู้สึกหวาดกลัวมากถึงมากที่สุดหลังจากที่มิเชลได้พบเจอกับความกลัวในครั้งที่สามเธอก็ได้ใช้ความพยายามอยู่นานในการสงบใจในครั้งนี้เธอตั้งมั่นว่าจะไม่ใกลัวอีกต่อไป ทว่าพอถึงเวลาจริงเพียงแค่มิเชลได้เห็นเพียงเปลือกนอก ก็เล่นทำเอาซะเธอแข็งค้างไปแล้วมิเชลจ้องมองไปยังขวดไวน์ที่มีรูปใบหน้าคนหลับตาอยู่รางๆ ทำใจซักพักก่อนที่จะก้าวเดินไปเปิดขวด
ขวดไวน์ก็ได้ถูกเปิดออก เปรี่ยง! สิ่งที่ปรากฏออกมานั้นคือิญญาร้ายที่ดูน่าหวาดกลัว!ตัวมิเชลที่กะว่าจะไม่ใอีกก็ได้แข็งค้างไปอีกรอบเป็ที่เรียบร้อยแม้แต่อัศวินผู้กล้าหาญที่อยู่ข้างหลังเธอก็ยังร้องออกมาเสียงหลงแล้วแบบนี้ตัวเธอจะไปเหลืออะไร?
ทว่าสุดท้าย ิญญาร้ายตนนั้นกลับยกมือขึ้นมาปิดดวงตาซะงั้นราวกับว่ากำลังมองเห็นบางสิ่งที่เจิดจ้าเสียจนมองตรงๆไม่ได้
นั่นคือความหวาดกลัวที่สุดเท่าที่มิเชลได้พบเจอหลังจากที่ถูกส่งมายังโลกใบนี้ หากเป็คนอื่นบางทีอาจจะพากันหัวใจวายตายกันไปหลายรอบแล้วก็ได้
กลับมาที่บัจจุบัน เอมิลได้อธิบายให้เดซี่ฟังต่อ
“แหม แหม แหม ก็เ้าเป็คนไปป่าวประกาศเองมิใช่หรือ ว่าที่เ้านั้นเก่งในเื่การบ่มไวน์ก็เป็เพราะตัวเ้านั้นเคยถูกผนึกเอาไว้ในขวดไวน์รสเลิสน่ะ? พอดีตัวข้านั้นมีเส้นสายกับหัวหน้าแม่ครัวคามิล่านิดหน่อย แพรบ~ข้าก็เลยได้รับข่าวสารมาจากหลายๆ ทางเลยหละ~”
เอมิลได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงยียวน หากว่าตอนนี้เธอเป็มนุษย์เธออาจจะทำท่าทางเซ็กซี่พร้อมเลียริมฝีปากไปแล้วเป็แน่ เมื่อเห็นดังนั้นยูเรียที่อยู่ใกล้ๆ ก็ได้จ้องมองไปที่เอมิล แม้ว่ายูเรียนั้นจะไม่มีดวงตา แต่มันก็ดูราวกับว่าเธอกำลังจ้องมองไปที่เอมิลด้วยสายตาดูถูกเหมือนกับกำลังมองบางสิ่งที่ต่ำตม แต่กระนั้นเอมิลก็ไม่สะทกสะท้านเธอไม่สนใจสายตาของยูเรียที่มองมายังเธอเลยแม้แต่น้อย
มิเชลที่ฟังบทสนทนาของทั้งสองก็ได้จับใจความบางอย่างได้
(คนที่ทำไวน์ออกมาให้เราดื่มทุกมื้อใน่นี้คือเดซี่เองงั้นหรอกหรอ!คงจะต้องขอให้เธอหยุดซะแล้วรู้อย่างนี้เราน่าจะบอกแอนนาไปซะตั้งนานแล้ว ว่าเราไม่ถูกกับไวน์—)
“ข้าบ่มไวน์ออกมาให้ท่านมิเชลดื่มด้วยความบริสุธิ์ใจ¿ ซักวันนึง¿ ข้าจะทำไวน์ที่ท่านมิเชลยอมรับออกมาให้จงได้¿”
เมื่อพูดถึงเื่ไวน์เดซี่ก็ได้กล่าวใจจริงออกมาด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
(—คิดอีกทีแล้วไม่ดีกว่าดูเหมือนว่าเราคงจะต้องเริ่มฝึกดื่มไวน์ซักหน่อยแล้ว...)
เมื่อนึกถึงตอนที่ตนเองบอกให้เดซี่เลิกทำไวน์มาให้ตนจากนั้นก็โดนเดซี่จ้องมองด้วยสายตาอาฆาต ความคิดนั้นได้ทำให้มิเชลรู้สึกสั่นสะท้านไปถึงทรวงจนเธอถึงกับทำให้ใบหน้าของเธอกระตุกเล็กน้อย แค่เล็กน้อยจริงๆ ทว่าความเปลี่ยนแปลงอันเล็กน้อยนี้ย่อมไม่มีทางพลาดสายตาอันเฉียบคมของแอนนาไปได้
“อะ แฮ่ม เอาละ กลับมาเข้าเื่กันดีกว่าที่เอมิลพูดมานั้นก็มีเหตุผล แต่ว่านะ เดซี่เ้าจะยอมกลับไปอยู่ในขวดไวน์หลังจากที่ได้รับอิสรภาพมาแล้วงั้นหรือ?ข้าไม่ได้คิดที่จะบังคับเ้าหรอกนะ แต่หากเ้าไม่้าข้าก็จะยอมรับในการตัดสินใจของเ้า”
“โอ้ท่านมิเชล¿ ท่านคือผู้มีพระคุณของข้า¿เ้าหมอผีชั่วนั่นได้กักขังข้าเอาไว้นานแสนนาน¿ ปล่อยให้ข้าต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ภายในขวดไวน์นั่นชั่วกัปชั่วกัลป์¿ หากแต่ข้าได้พบเจอกับมันเข้าอีกครั้งหละก็...ข้าจะฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿ ฆ่า¿”
คลายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูซิเซียเมื่อครู อยู่ๆดวงตาของเดซี่ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปจากสีดำไปเป็ที่แดงแห่งความอาฆาตแค้นเดซี่จ้องมองมาที่ใบหน้าของมิเชลโดยที่กล่าวคำว่า ‘ฆ่า!’ ไปด้วยถึงมิเชลจะรู้ว่าเป้าหมายจิตสังหารที่เดซี่ปล่อยออกมานั้นไม่ใช่เธอทว่ามันก็ยังทำมิเชลรู้สึกเสียวสันหลังวาปอยู่ดีแต่ธอรู้ดีว่าเดซี่นั้นไม่ใช่ศัตรู
เดซี่ เดบบัค เธอเป็วิญญาญพยาบาทที่มีความอาฆาตแค้นแต่ทว่าก็ไม่อาจนำเธอไปเทียบกับิญญาพยาบาททั่วๆ ไปได้ นั่นก็เป็เพราะความอาฆาตแค้นของเธอนั้นมีสูงมากถึงมากที่สุดและความอาฆาตแค้นเ่าั้จะไม่มีทางจางหายไป นอกเสียจากว่าจะได้รับการชำระแค้น
“อะ แฮ่ม เอ่อ เดซี่?”
“อ๊ะ¿ต้องขอประทานโทษด้วยค่ะ¿ท่านมิเชล¿ข้าดันปล่อยให้ความอาฆาตแค้นเข้าครอบงำเสียได้¿ ทั้งที่กำลังอยู่ต่อหน้าท่านแท้ๆ¿ช่างหน้าอายเสียจริง¿”
เดซี่ก้มหัวอย่างอายๆ พร้อมทั้งลูบเส้นผมของเธอไปด้วยหากเธอไม่ได้บอกว่ากำลังอายอยู่ คนอื่นๆ ก็คงจะดูไม่ออก ว่าตัวเธอนั้นกำลังรู้สึกอย่างไรอยู่
“อ่า ไม่เป็ไร เดซี่ ข้าไม่ถือหากเ้าไม่ต้องที่การจะกลับเข้าไปอยู่ในขวดไวน์ งานนี้ก็คงจะต้องให้แพนโด—”
ผ่าง!
เดซี่เงยหน้าขึ้นมาอย่างกระทันกัน
“ไม่เลยค่ะท่านมิเชล!¿ตัวท่านนั้นคือผู้มีพระคุณที่ปลดปล่อยข้าออกมาจากกรงขังอันน่าชิงชังนั่น¿ หากแต่เป็คำสั่งของท่าน ตัวข้าก็จะทำตามอย่างไม่ลังเล¿ข้าเพียงแค่เผลอย้อนนึกกลับไปถึง่เวลาอันขมขื่นในอตีดก็เท่านั้น¿ ต่อจากนี้ไปข้าจะระวังและควบคุมตัวเองให้ได้มากกว่านี้¿”
แม้ว่าเดซี่จะไม่มีขาแต่เธอก็ลงไปคุกเขาเพื่อแสดงความจงรักพักดีให้มิเชลได้เห็น แต่ทว่ากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆกลับมาจากมิเชลเลยแม้แต่น้อย
“ท่านมิเชล¿”
“ท่านมิเชล มีอะไรรึเปล่าค่ะ?”
แม้ว่าคนอื่นๆ จะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาแทรกการสนทนาคนที่มีความกล้าและอำนาจมากพอก็คงจะมีเพียงแค่แอนนาผู้เป็เมดส่วนตัวของมิเชลเท่านั้น
“อ่า ต้องขอโทษด้วยนะแอนนา เดซี่พอดีว่าข้ากำลังคิดอะไรกับตัวเองอยู่หนะ”
“ไม่เป็ไรค่ะ¿”
“ค่ะ”
หลังจากที่ได้ยินดังนั้น ทั้งสองต่างก็เงียบและรอฟังผลสรุปจากความคิดของมิเชล
การที่มิเชลเงียบไปนั้นก็ไม่ใช่เพราะอะไรแต่เธอดันย้อนนึกกลับไปถึงอตีดเมื่อราวๆ เจ็ดปีก่อน ในตอนที่ปลดปล่อยเดซี่ออกมาจากขวดไวน์เป็ครั้งแรกความรู้สึกที่มิเชลได้รับเมื่อกี้นี้กับเมื่อนานแสนนานนั้นมันช่างคล้ายคลึงกันเสียเหลือเกิน
ในตอนที่เดซี่ก้มหน้าลงด้วยความเอียงอายมิเชลก็ไม่ได้คิดอะไรมากแต่ในตอนที่เธอเงยหน้าขึ้นมาเท่านั้นแหละ....ราวกับว่าเดซี่นั้นจงใจถึงแม้ว่าเธอน่าจะกระทำมันลงไปโดยไม่รู้ตัวก็ตาม
“เอาหละ ขอบใจสำหรับการเสียสละของเ้ามาเลยนะ เดซี่ ถ้าเช่นนั้นเ้าจะเป็ผู้ที่ถูกเลือกออกไปทำภารกิจที่โลกภายนอกกับข้าในครั้งนี้แต่ข้าก็ขอถามซ้ำอีกครั้ง ตัวเ้านั้นไม่ปัญหาอะไรใช่ไหม?”
“ตัวข้านั้นไม่มีปัญหาอะไรและพร้อมรับคำสั่งค่ะ¿”
เดซี่กล่าวตอบกลับมาอย่างตื่นเต้นและมั่นใจ
“งั้นรึ ถ้าเช่นนั้นก็ดี ส่วนเอมิลความคิดเห็นที่เ้าเสนอออกมานั้นนับว่าโดดเด่น หากมีอะไรที่เ้า้า—”
“ข้าผู้ต้อยต่ำผู้นี้ ไม่ได้กระทำไปเพื่อหวังสิ่งตอบแทน แพรบ~”
เอมิลเว้นจังหวะการพูดซักพัก ก่อนที่จะหันไปจ้องมองลูซี่ในแบบแปลกๆลูซี่ที่เห็นดังนั้นก็หน้าแดงพร้อมก้มหน้าลงไป การกระทำในนี้ของเอมิลคงจะทำให้ลูซี่นึกถึงการสนทนาที่ได้พูดคุยกันที่หน้าประตูก่อนหน้านี้เป็แน่
“อีกทั้ง ข้าน้อยคิดว่า ท่านมิเชลเองก็คงจะเล็งเห็นถึงประโยชน์สูงสุดสำหรับการนำเดซี่ออกไปที่โลกภายนอกอยู่แล้วด้วยเพียงแต่ท่านกำลังรอคอยให้เดซี่นั้นเสนอตัวออกมาเอง ใช่ไหมหละ เ้าค่ะ~”
“เื่นั้นมัน—”
“เป็เช่นนั้นเองหรอกรึ¿ อ้า¿ข้าต้องขอโทษท่านมิเชลเป็อย่างยิ่งที่ข้าพูดขัดขึ้นมา¿ แต่ความจริงแล้ว¿ท่านไม่จำเป็ที่จะต้องให้ความสนใจกับความรู้สึกของข้า¿แล้วสั่งข้ามาตรงๆ เลยก็ได้¿หากแต่เพียงเป็คำสั่งของท่าน¿ข้าจะยอมทำตามอย่างไม่คิดชีวิต¿”
เป็ความจริงที่มิเชลนั้นใส่ใจในความรู้สึกของทุกคนในที่แห่งนี้แต่ทว่า เื่ที่ว่านั้นเดซี่เคยถูกผนึกเอาไว้ในขวนไวน์ตัวมิเชลเองกลับลืมเลือนเื่นี้ไปนานมากแล้วเนื่องจากว่ามันเป็ความทรงจำที่ไม่ค่อยน่าอภิรมณ์เท่าไหร่ส่วนเหตุผลนั้นก็ไม่จำเป็ต้องพูดถึง
มิเชลกะจะบอกว่าตนเองไม่ได้นึกถึงเื่นั้นเลยแต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว ก็คงมีแต่ต้องตามน้ำไปเท่านั้น
“อ่า ก็ราวๆ นั้นล่ะนะ สำหรับเื่สำคัญต่อไป ลูซี่”
“เอ๋! เอ่อ ค่ะ”
มิเชลริบหยิบยกประเด็นสำคัญต่อไปมาพูดเพื่อพยายามเปลี่ยนเื่แต่ทว่า...
(เอ่อ...แล้วคุณเธอจะเอามือมาปิดเป้ากางเกงทำไมหละนั่น?ฉันอุสสาห์ลืมไปแล้วนะ ว่ากางเกงเธอเปียกอยู่หนะ! อ๋ะอย่าร้องนะ อย่าเพิ่งร้องไห้ออกมานะฉันไม่ได้คิดที่จะเอาเื่กางเกงเปียกของเธอมาประจานซักหน่อยเป็เื่สำคัญเื่อื่นต่างหากหละ!)
เมื่อถูกเรียกชื่อ ลูซี่ก็รีบเอามือมาปิดเป้ากางเกงของตนเองในทันทีพร้อมทั้งขยุกขยิกไปมาอย่างเอียงอาย โดยหารู้ไม่ว่า การทำเช่นนี้จะยิ่งทำให้ทุกอย่างมันเลวร้านไปยิ่งกว่าเดิม
ลูซี่นั้นกำลังใส่ชุดผ้ายืดสีดำรัดรูปที่ดูคล้ายกับชุดว่ายน้ำแต่จริงๆแล้วมันคือเป็ชุดใส่ทั่วไปแบบยืดหยุ่นพิเศษที่ติดตัวเธอมาั้แ่ตอนที่ถูกมิเชลอัญเชิญแต่ประเด็นหลักเลยก็คือ ชุดนั่นมันมีสีดำ หากมันเปียกก็จะมองเห็นได้ยาก
ในกลุ่มผู้คนทั้งหมดที่อยู่ในท้องพระโรงตอนนี้มิเชลกับฟรานเชสก้านับว่ามีสายตาดีที่สุด จึงน่าจะสังเกตเห็นได้อย่างไม่ยากเย็นสำหรับแอนนาที่มีอาชีพนักสืบ ตัวเธอเองก็คงจะสังเกตเห็นมันแล้วเช่นกัน ส่วนทางด้านเอมิลถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้มีสายตาหรือว่าประสาทััเป็เลิศเหมือนกับคนอื่นๆทว่าเธอก็รู้สึกถึงมันได้ั้แ่ตอนที่มีกลิ่นหอมหวานอันแสนคุ้นเคยลอยโชยออกมาจากตัวลูซี่แล้ว ทางด้านิญญาอย่างเดซี่เองก็ไม่เคยคิดที่จะสนใจอะไรอยู่แล้ว
จึงเหลือเพียงแค่ยูเรียคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้รู้เื่รู้ราวอะไรกับคนอื่นเขาเลย เพียงแต่หลังจากที่ได้เห็นลูซี่ทำท่าที่แปลกๆ เช่นนั้นออกมา แม้จะเป็คนที่ซื่อตรงที่สุดในโลกก็น่าจะพอคาดเดาอะไรบางอย่างได้บ้าง
“อะ แฮ่ม เอ่อ ลูซี่ ข้านั้นมีงานสำคัญบางอย่างให้เ้าทำ”
“ค่ะ คะ?”
เมื่อได้รู้ว่ามิเชลกำลังจะมอบหมายหน้าที่ให้ น้ำตาที่กำลังจะไหลรินออกมาก็ได้จางหายไปในทันทีจากลูกแมวน้อยผู้น่าสงสาร ก็ได้แปรเปลี่ยนไปเป็ลูกสุนัขผู้ภักดี
“ข้ามีงานหลักๆ สองอย่างให้เ้าทำในฐานะที่เ้าเป็หัวหน้าของเหล่าความขัดแย้งทั้งเจ็ดและในฐานะที่เ้าเป็หัวหน้าเมดด้วย”
“ท่านมิเชลประสงค์สิ่งใด โปรดสั่งข้าผู้นี้มาได้เลยค่ะ!”
ลูซี่ลงได้ไปคุกเขากับพื้น ถึงแม้ปกติมิเชลจะไม่ชอบให้ใครมาคุกเข่าให้แต่เมื่อเห็นใบหน้าอันแสนจริงจังของลูซี่ มิเชลจึงไม่ได้คิดที่จะต่อว่าอะไร
“งานแรกนี้ถือเป็งานสำคัญข้า้าจะใช้ความสามารถในการเล่นแร่แปรธาตุของมากาเร็ตในการผลิตโพชันบางชนิดหากเป็ไปได้ ข้าก็อยากให้ผลิตออกมาเป็จำนวนมาก”
“รับทราบแล้วค่ะ ถึงแม้ว่ามากาเร็ตเธอจะี้เีไปบ้างแต่หากเป็คำสั่งของท่านมิเชลผู้อัญเชิญของพวกเรามากาเร็ตนั้นจะต้องทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งแน่นอนเลยค่ะ!”
ความขัดแย้งทั้งเจ็ดที่มิเชลกับลูซี่พูดถึงอยู่นี้ประกอบไปด้วยบุคคลทั้งหมดแปดคน แต่หากจะให้นับลูซิเซียที่มีสองบุคลิคไปด้วยทั้งหมดก็จะรวมเป็เก้าพวกเธอทุกคนมีความสามารถที่ไม่เหมือนกันและเป็เผ่าพันธุ์ที่แตกต่างแต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันเลยก็คือ พวกเธอล้วนแล้วแต่ถูกอัญเชิญมาโดยเทวรูปแห่งบาปที่มิเชลบังเอิญไปเจอเข้าในคลังสมบัติ
เทวรูปแห่งบาปทั้งเจ็ด ประกอบไปด้วยเทวรูปอันเล็กๆที่สลักมาจากไม้เจ็ดอันซึ่งแต่ละอันนั้นมีรูปลักษณ์ของปีศาจที่น่าหวาดกลัวแกะสลักไว้ ในตอนนั้นมิเชลก็คิดว่าเจอของดีเข้าซะแล้วแต่พอหลังจากการอัญเชิญออกมา กลับมี ซักคิวบัส เด็กฝาแฝดที่มีเขางอกบนหัวก้อนเยลลี่สีฟ้า??? ก้อนบอลสีดำที่มีหนวดระยางหยึกหยึย หนอนแมลง???หญิงสาวผู้ใส่หมวกทรงสูง และสุดท้าย เด็กสาวธรรมดา ผู้ที่สวมชุดซานต้า
ราวกับถูกหลอก ไอ้ปีศาจน่ากลัวที่ถูกแกะสักเอาไว้มันหายไปไหนจอมซาตานผู้ชั่วร้ายเหตุใดจึงได้กลายเป็สาวน้อยผู้ใส่ชุดซานต้าไปได้(ซาตาน=ซานต้า Satan=Santa)แบบนี้มันก็เหมือนกับความรู้สึกของการซื้อหนังบางอย่างกลับมาดูที่บ้านแต่เนื้อหาข้างในมันกลับไม่ตรงกับปกการอัญเชิญในครั้งนั้นมันให้ความรู้สึกผิดหวังถึงขนาดนั้นเลยทีเดียว
พวกเธอทั้งหมดที่ถูกอัญเชิญมาพร้อมกันนั้นยอมรับนับถือผู้อัญเชิญอย่างมิเชลเป็นายอย่างสุดหัวใจ แม้ว่าทุกคนๆ จะไม่มีความทรงจำก่อนถูกอัญเชิญทว่าทุกคนนั้นก็ล้วนมีชื่อกันอยู่แล้วนั่นนับว่าโชคดีที่มิเชลไม่จำเป็ต้องไปไล่ตั้งชื่อใหม่ให้กับแต่ละคน
ลูซิเซีย ออบซูควีโอส
เธอเป็หัวหน้าของเหล่าความขัดแย้งทั้งทั้งเป็ตัวแทนของบาปแห่งความหยิ่งยะโส ถึงกระนั้นมิเชลก็ยังไม่เคยเห็นเธอแสดงความหยิ่งยะโสออกมาให้เห็นเลยซักครั้ง
“ถ้าเช่นนั้นก็ดี ข้าขอฝากฝังภาระหน้าที่นี้เอาไว้กับเ้า ลูซิเซียออบซูควีโอส”
หลังจากที่พูดจบ มิเชลก็ได้หยิบกระเป๋าเล็กที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาก่อนที่จะล้วงมือเข้าไป ทั้งที่มันดูคล้ายกับกระเป๋าใส่เศษเหรียญเล็กๆแต่มือของมิเชลกลับล้วงลึกเข้าไปได้ราวกับไร้ก้นบึ้ง นั่นก็เป็เพราะกระเป๋าใบนั้นเป็กระเป๋ามิติเก็บของนั่นเอง
มิเชลได้ล้วงหยิบขวดโพชันสีชมพูเล็กๆ ออกมา แอนนาที่รู้หน้าที่ดีก็ได้ใช้พลังจิตของเธอส่งขวดโพชันในมือมิเชลลอยตรงไปหยุดตรงหน้าของลูซิเซีย
“พวกข้าทั้งสอง[จะทำให้ดีที่สุด]เลยค่ะ!”
“ดีมาก ต่อไปนั้นเป็งานของเ้าในฐานะหัวหน้าเมดในระหว่างที่ข้าไม่อยู่ ไม่ว่าเมดคนใดก็ห้ามเข้าไปใกล้กับคลังสมบัติเป็อันขาดที่แห่งนั้นมัน— ไม่สิ คิดอีกทีแล้ว ไม่ว่าใครก็ห้ามเข้าใกล้อย่างเด็ดขาดแม้จะมีฝุ่นก็ไม่จำเป็ต้องเข้าไปทำความสะอาด ต่อแต่นี้เป็ต้นไปคลังสมบัติใต้ดินจะกลายเป็เขตหวงห้าม เอาเป็ว่าข้าอยากจะให้เ้าคอยจัดเวรยามเมดคอยเฝ้าระวัง เผื่อใครที่คิดจะฝ่าฝืนเลยแล้วกันภายในนั้นมันอันตราย ถ้าเป็ไปได้ข้าก็ไม่อยากที่จะให้ใครต้องล้มตายหรือว่าาเ็”
“รับทราบแล้วค่ะข้าจะเตรียมเวรยามเมดคอยปกป้องเส้นทางไปสู่คลังสมบัติใต้ดินอย่างแ่าหากใครคิดจะฝ่าฝืน ข้าก็คงจะต้องใช้มาตราการขั้นเด็ดขาด!”
ลูซี่กล่าวออกมาอย่างจริงในขณะที่จ้องเอมิลไปด้วยส่วนเอมิลเองก็ทำเพียงแค่ยักไหล่อย่างไม่รู้ไม่ชี้
แม้มิเชลจะเห็นเช่นนั้น แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากมิเชลคิดแค่ว่าเอมิลกับลูซี่นั้นดูท่าทางสนิทสนมกันดีก่อนที่จะพยักหน้ารับคำกล่าวของลูซี่
“ดีมาก สำหรับคนอื่นๆ...”
มิเชลกล่าวออกมาพลางกวาดสายตาไปรอบๆ มีเพียงแค่ยูเรียเท่านั้นที่ดูกระตือรือร้นมากกว่าคนอื่นเป็พิเศษแต่ดูเหมือนว่าความรู้สึกนั้นของเธอจะส่งไปได้ไม่ถึงมิเชล
“สำหรับคนอื่นๆ ที่ไม่ได้รับหน้าที่อะไรพวกเ้าก็สามารถที่จะใช้ชีวิตกันต่อไปได้อย่างปกติสุข ่เวลาที่ข้าไม่อยู่ก็ขอให้พวกเ้าเชื่อฟังคำของแอนนาโดยคิดซะว่านั่นเป็คำพูดของข้า...มานี่สิแอนนา”
“ค่ะ”
แอนน่าได้มาคุกเข่าต่อหน้ามิเชล ที่ข้างบัลลังก์นั้นมีแท่นวางหนังสือมิเชลได้หยิบสือเล่มนั้นมา ก่อนที่จะยื่นมันให้กับแอนนาทางแอนนาเองก็น้อมรับมันเป็อย่างยินดี
หลังสือเก่าแก่ที่มีรูปร่างประหลาดเล่มนี้นั้นไม่ใช่หนังสือธรรมดาแต่มันคือ ‘หนังสือแห่งการปกครอง’ จะเรียกมันว่าเป็แผงความคุมระบบของสถานที่แห่งนี้เลยก็ว่าได้ภายในหนังสือนั้นมีข้อมูลบอกค่าความคงทนของสถานที่แต่ละแห่ง จำนวนประชากรปัจจุบันประเภทของแร่ที่ค้นพบในเหมือง ซึ่งสิ่งที่ยังไม่ค้นพบก็จะเป็สัญลักษณ์???เรียกได้ว่ามันเป็หนังสือที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของปราสาทราตรีทมิฬต้องสาปแห่งนี้เอาไว้เลยก็ว่าได้ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปแบบเรียวทามและไม่มีทางที่จะผิดพลาด
นอกจากนี้ตัวหนังสือเองยังมีระบบปฏิบัติการอื่นๆ ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกมากอย่างเช่น ฟังก์ชั่นผังเมืองที่สามารถโยกย้ายอาคารและสิ่งต่างๆได้ตามใจนึก แม้จะเป็เหมืองแร่ที่ขุดลงไปใต้ดินก็ตาม
ข้อมูลปราสาททั้งหมดเองก็อยู่ภายในหนังสือเล่มนี้ ทั้งเื่ของกับดักแผนผังทางลับ เขตอันตรายของปราสาท เรียกได้ว่าภายในหนังสือเล่มนี้นั้นมีบอกหมด
“หันหลังมาสิ”
หลังจากที่ได้ยินที่มิเชลกล่าว แอนนาก็ได้หันหลังให้กับมิเชลฟรานเชลก้าที่ยื่นอยู่ใกล้ๆ นั้นรู้ถึงความหมายของสิ่งนี้ดีเธอจึงแสดงความริษยาออกมาให้เห็นทางสีหน้าเล็กน้อย
ที่คอของมิเชลนั้นห้อยสร้อยคอเอาไว้อยู่สองเส้นซึ่งพวกมันเป็สร้อยจี้รูปกางเขนสีดำที่เหมือนกันเป๊ะๆ ทั้งคู่ พวกมันคือ‘สร้อยกางเขนปราสาทดำ’เป็หนึ่งในไอเทมพิเศษเหมือนกับหนังสือก่อนหน้านี้
ตามคำอธิบายของไอเทม มันระบุเอาไว้ว่าของสิ่งนี้สมควรที่จะมอบให้กับเผ่าพันธุ์ผู้ช่วย ซึ่งในที่นี้ก็คือฟรานเชสก้าแต่ทว่าฟรานเชสก้านั้นยังไม่ถึงวัยที่จะได้รับสืบทอดจึงต้องให้แอนนาเป็คนดูแลมันไปก่อนแทน
มิเชลหยิบสร้อยหนึ่งอันมาสวมให้กับแอนนา แม้มันจะดูแปลกๆที่จะให้เผ่าพันธุ์ต้องสาปมาห้อยจี้รูปกางเขนไว้ทว่ามันก็ดูเข้ากับแอนนาได้เป็อย่างดี
เมื่อเสร็จสิ้น แอนนาจึงได้หันมาก้มหัวให้มิเชลอย่างงดงามก่อนที่จะกลับไปยังที่ของตน
“เื่ทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ เดซี่ เ้าจงไปรอข้าอยู่ที่ทะเลสาบในอีกสี่ชั่วโมงข้าจะไปถึงในราวๆ นั้น เอาหละ ถ้าไม่มีเื่อะไรแล้วและก็...แยกย้ายได้!”
พรึบ
ร่างของมิเชลบนบังลังก์ได้หายไปเธอได้ใช้หนึ่งในความสามารของ ‘สร้อยกางเขนปราสาทดำ’ซึ่งก็คือการเทเลพอทไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระภายในปราสาทแห่งนี้ โดยที่จุดหมายปลายทางของมิเชลในครั้งนี้ก็คือ คลังสมบัติใต้ดิน