ไม่รู้ว่าเขาต้องอ่านเอกสารตั้งกี่ฉบับแต่ก็ต้องขอบคุณเอกสารเ่าั้ที่ทำให้เอียนจำได้ขึ้นใจจนถึงทุกวันนี้ั้แ่ความสามารถของอาร์ติแฟกต์ รูปร่าง ตลอดจนตระกูลเ้าของที่ถือครอง
ตระกูลม็อคเลียน...เหมือนจะมีแหวนหรือเปล่านะ
อาร์ติแฟกต์ระดับล่างที่มีชื่อว่า‘แหวนแห่งม็อคเลียน’ เขาจำได้ว่ามันเป็วัตถุที่กระตุ้นการทำงานของมานาฮาร์ต
ถึงตอนนั้นมันจะใช้อะไรไม่ได้แล้วก็เถอะ
เอียนในตอนนั้นไม่ต่างอะไรกับปีศาจแห่งมานาถึงขนาดมีชื่อเล่นว่า ‘ลูกครึ่งั’ หรือ ‘ฮาล์ฟดราก้อน’
แต่ตอนนี้เื่มันต่างออกไปแล้ว
สำหรับตอนนี้แม้มานาเพียงเล็กน้อยเขาก็ยังเสียดาย
อาร์ติแฟกต์ที่ว่าจึงกลายเป็สิ่งที่เจอในเวลาเหมาะเจาะพอดี
ปัญหาก็คือจะไปเอามันมาได้อย่างไรนี่สิ
คนเ่าั้ยังไม่รู้เื่การมีอยู่ของอาร์ติแฟกต์พวกเขารู้เพียงว่ามันเป็มรดกตกทอดของตระกูลที่มีมาอย่างยาวนานเท่านั้น
จะให้ไปขอมาเฉย ๆ ก็คงไม่มีทางยกให้หรือจะขอซื้อก็คงจะไม่ขาย
“อืม”
เอียนนึกแผนการเด็ด ๆ ไม่ออกเลย
ยังต้องใช้เวลาคิดมากกว่านี้
“ทะ...ท่านจอมเวท! ท่านจอมเวท!”
ในตอนนั้นเอง ใครบางคนก็วิ่งเข้ามาในลานฝึกเขาคือพ่อบ้านชราประจำตระกูลม็อคเลียนผู้มีผมขาวโพลน
เสียงที่อีกฝ่ายเรียกเอียนนั้นเต็มไปด้วยความร้อนรน
เดี๋ยวก็ล้มหรอก
ตอนนี้พื้นของลานฝึกปกคลุมไปด้วยนํ้าแข็งเพราะเอียนเพิ่งจะร่ายะเิเยือกแข็งไว้
“เฮือก!”
ตามที่คาดไว้
ขืนปล่อยไว้แบบนี้แม้แต่เอวที่เสื่อมสภาพไปตามอายุก็คงจะไม่เหลืออีกต่อไป
“ร่วงหล่นดุจขนนก”
เอียนรีบร่าย ‘ร่วงหล่นดุจขนนก’คาถาที่ทำให้หล่นลงช้า ๆ ประหนึ่งขนนก
ร่างกายของพ่อบ้านชราล้มลงราวกับขนนกที่พลิ้วไหว
“มีเื่อะไรหรือ”
“...อ๊ะ! ทะ...ท่านจอมเวท!ได้โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิด!”
พ่อบ้านชราตั้งสติแล้วรีบตอบคำถามของเอียน
จู่ ๆ ก็บอกว่าขอให้ช่วยอย่างนั้นหรือช่วยเื่อะไรกัน
“ท่านเ้าเมือง ท่านเ้าเมืองหายตัวไปขอรับ!”
“หายตัวไปอย่างนั้นหรือ”
“คะ...คือว่าเขาออกไปล่าสัตว์ในูเาม็อคเลียน...”
สรุปจากคำพูดของพ่อบ้านชราแล้วเื่มีอยู่ว่าเ้าเมืองมักจะออกไปล่าสัตว์เป็ประจำสิ่งที่เขาล่าไม่ใช่สัตว์ป่าทั่วไปแต่เป็มอนสเตอร์แห่งหุบเขาม็อคเลียนอย่างไรก็ดี เ้าเมืองออกไปล่าสัตว์ั้แ่เช้าแล้ว ทว่ายังไม่กลับมาเสียที
รวมถึงอัศวินบางส่วน ทหารหลายสิบนาย และราวีม็อคเลียน ด้วย
หุบเขาแห่งม็อคเลียนสินะ
มอนสเตอร์ที่ปรากฏตัวที่นั่นเป็แค่พวกก็อบลินเหล่าอัศวินกับทหารเนี่ยนะจะโดนก็อบลินไล่ต้อน
พวกมันมีรูปร่างเล็ก กล้ามเนื้ออ่อนแอ สมองทึบทั้งยังขี้กลัวถึงขั้นที่ไม่มีทางเป็ฝ่ายโจมตีมนุษย์ก่อน เท่านั้นยังไม่พอพวกมันจะไม่อยู่รวมกันเป็ฝูงด้วย
ถึงจะรวมตัวกัน อย่างมากสุดก็สิบห้าตัวเห็นจะได้
คงเพราะเป็สิ่งมีชีวิตที่ล่าง่ายก็เลยออกไปล่ากัน
“เราได้ระดมทุกคนั้แ่อัศวิน ทหาร คนตัดไม้สุนัขล่าเนื้อจนถึงนายพรานแต่ว่ายังไม่ได้ข่าวอะไรเลยนอกจากร่องรอยการต่อสู้เล็กน้อย...”
แพ้ให้กับฝูงก็อบลินกันจริง ๆ น่ะหรือ
ยังไม่ถึงเวลาตายสักหน่อย
เ้าเมืองใหญ่มาร์คัส ม็อคเลียนจะเสียชีวิตในภายหลัง ดวงชะตากำหนดให้เขาถูกมือสังหารของฝ่ายศัตรูฆ่าตายก่อนารวมจักรวรรดิครั้งที่หนึ่ง
และไม่ใช่เวลาตายของลูกชายเขาเหมือนกัน
ถ้าเป็ราวี ม็อคเลียน แล้วละก็เอียนจำอีกฝ่ายได้แม่น
ไอ้หน้าโง่ที่หนีหัวซุกหัวซุนทันทีที่าเริ่มต้นขึ้นทอดทิ้งอาณาเขตม็อคเลียน และดูเหมือนว่าหลังจากาสิ้นสุดลงเขาจะถูกตัดศีรษะเพราะความผิดนั้นด้วย
ถ้าออกล่าเป็ประจำละก็...
ชาติก่อนก็ต้องมีเื่การล่าหลุดออกมาด้วยสิ
ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่ผลจากปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก[1]ที่เป็เพราะเอียนย้อนเวลากลับมา
เดี๋ยวก็คงรอดชีวิตกลับมา
อนาคตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวมันเองดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เื่ใหญ่สักเท่าไร
“นอกจากข้าแล้ว ท่านมาร์โกก็อยู่ไม่ใช่หรือ”
จอมเวทประจำอาณาเขตคนนั้นมีชื่อว่า มาร์โก
ในชาติก่อนเขากับอัศวินผู้พิทักษ์อาจจะเป็คนช่วยชีวิตเ้าเมืองเอาไว้ชาตินี้ก็ควรจะปล่อยให้มันเป็ไปแบบนั้นเหมือนกัน
“ตอนนี้ท่านจอมเวทประจำอาณาเขตอยู่นอกอาณาเขต...”
ออกไปนอกอาณาเขตอย่างนั้นหรือ
เป็สิ่งที่ค่อนข้างคาดไม่ถึง
นี่เป็ผลจากการย้อนเวลาหรือเปล่านะ
การส่งตัวจอมเวทประจำอาณาเขตออกไปนอกอาณาเขตนั้นเป็กรณีที่หาได้ยากเอียนรู้ดีเพราะเขาเคยเป็จอมเวทประจำอาณาเขตมาก่อน
แม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ก็พอจะรู้ว่าคงจะเกี่ยวกับตน อย่างเช่นอีกฝ่ายอาจกำลังไปส่งรายงานลับให้ผู้นำหอคอยงาช้าง
อาจมีความเสี่ยง
การตายของเ้าเมืองที่ถูกเร่งให้เกิดเร็วขึ้นอาจจะเปลี่ยนแปลงอนาคตเขาต้องหยุดมันให้ได้
เพราะความสามารถในการทำนายอนาคตคืออาวุธที่เหนือชั้นที่สุดสำหรับเอียนพอ ๆ กับพลังเวท ไม่สิบางทีอาจจะมากกว่านั้นด้วยซํ้า
“ฉะนั้นข้าจึงถือวิสาสะมาหาท่านข้าคิดว่าถ้าเป็ท่านจอมเวทละก็คงจะหาทางออกได้แน่...พวกเราไม่มีวิธีไม่มีวิธีที่ดีไปกว่านี้แล้ว”
จอมเวทเป็สิ่งมีชีวิตลึกลับและน่าทึ่งสำหรับคนธรรมดาทั่วไปเื่เล่าจากปากคนที่ได้เห็นเวทมนตร์ของเอียนก็แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง
การที่พวกเขาจะมีความคาดหวังในตัวเอียนจึงไม่ใช่เื่แปลกยิ่งเป็สถานการณ์ที่มองไม่เห็นทางออกอย่างนี้แล้ว ความคาดหวังนั้นก็ยิ่งทวีคูณ
“ที่ไหน”
“เอ๋?”
“ข้าจะช่วยตามหา”
เอียนกล่าวด้วยนํ้าเสียงมั่นใจ
จะต้องตามหาและช่วยเ้าเมืองที่หายตัวไปตลอดจนทายาทของตระกูลให้รอดชีวิตกลับมาครบสามสิบสองเพื่อรักษาความเป็ไปของอนาคตไว้ให้สมบูรณ์
ตีนเขาของหุบเขาม็อคเลียนอยู่ติดกับด้านหลังปราสาทของอาณาเขต
เป็สถานที่ที่ดึงดูดสายตาผู้คนมากกว่าปกติ
ไม่เพียงแต่เหล่าทหารและอัศวินที่ไม่ได้ไปล่าสัตว์เท่านั้นแม้แต่สมาชิกตระกูลทุกคน นับั้แ่ภรรยาเ้าเมืองตลอดจนลูกสาวคนสุดท้องต่างก็ออกมาสวดภาวนาขอให้เ้าเมืองและทายาทกลับมาอย่างปลอดภัย
“เอียนหรือ”
เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งเรียกชื่อเอียน
ท่านแม่นั่นเอง ดูเหมือนว่าเธอจะตามคนอื่น ๆออกมา
“ข้าได้ยินทุกอย่างหมดแล้วท่านเ้าเมืองหายตัวไปในูเา...”
“ข้าก็เลยบอกพวกเขาว่าจะช่วยค้นหา”
“จะ...เ้าหรือ...”
เวเนสซ่าใบหน้าซีดเผือดกับคำตอบของเอียน
“มันอันตรายมากเลยไม่ใช่หรือ! เ้ายังเด็กอีกอย่าง...”
“ไม่เป็ไรขอรับ ท่านแม่ลืมไปแล้วหรือตอนนี้ข้าก็เป็จอมเวทเหมือนกัน”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...”
เป็ธรรมดาที่เธอจะเป็ห่วงแม้ว่าเขาจะเป็จอมเวทที่มีพร์มากแค่ไหนก็ยังเป็แค่ลูกชายตัวน้อยในสายตาคนเป็แม่
“อย่าเป็ห่วงไปเลย ต่อให้คนอื่น ๆ กลับมาไม่ครบแต่ข้าจะกลับมา เข้าใจไหมขอรับ”
หลังจากที่เอียนทำให้แม่สบายใจแล้วเขาก็ออกไปพร้อมกับอัศวินและเหล่าทหาร
หน่วยค้นหาที่หนึ่งแสดงอาการอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัดจากการค้นหาครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้
กลุ่มคนที่แม้จะมีจำนวนน้อยกว่ามากแต่ยังมีพลังเหลืออยู่คือหน่วยค้นหาที่สอง
“อันดับแรกช่วยพาไปยังสถานที่ที่เจอร่องรอยได้ไหมขอรับ”
อัศวินาุโของหน่วยค้นหาที่สองทำตามคำขอของเอียน
“ผลจากการค้นหาครั้งที่หนึ่ง ร่องรอยโดยรอบถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์ไม่มีเบาะแสไหนชี้ชัดไปกว่าความจริงที่ว่าพวกเขาถูกก็อบลินจำนวนมากโจมตี...”
“ข้ามีวิธีของข้า ฉะนั้นขอให้พวกท่านทำตามด้วย”
อัศวินชะงักไปชั่วขณะเมื่อถูกคำพูดของเอียนซึ่งเป็เด็กน้อยขัดจังหวะ
“...เข้าใจแล้วขอรับ”
เขาตั้งสติและตอบในทันที
อีกฝ่ายเป็ถึงจอมเวทเป็จอมเวทที่จะร่วมเดินทางกลับไปกับองค์รัชทายาทเป็การส่วนตัว
อันที่จริงแล้วอายุไม่ใช่ประเด็นสำคัญถ้าพวกขุนนางมีฐานะ จอมเวทก็มีทั้งฐานะและอำนาจ แม้พวกเขาจะมีจำนวนเพียงน้อยนิดแต่อำนาจนั้นก็เพียงพอที่จะครองโลกได้
ข้าจะรอดูว่าเวทมนตร์ของเ้ายิ่งใหญ่แค่ไหน
อัศวินาุโไม่เชื่อเอียน
พร์ก็คงมีเพราะองค์รัชทายาทถึงกับต้องมารับด้วยตนเอง
[1] ปรากฏการณ์ที่ใช้อ้างถึงทฤษฎีโกลาหล ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบตามมา