ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 37 เมืองหลวงอัสตาน่า อาณาจักรเมฆาหวน

    การออกเดินทางไปยังอีกเมืองแม้จะอยู่ภายในอาณาจักรเดียวกันแต่ระยะเวลาที่ต้องเดินทางก็จัดว่าห่างไกลกันพอสมควรด้วยระยะทางจากเมืองเมฆาหมอกไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรจึงใช้เวลามากอยู่พอสมควร ผู้คนที่คิดจะย้ายถิ่นฐานจึงต้องตัดสินใจให้ดีเพราะระหว่างทางมีอันตรายอยู่นับไม่ถ้วนเช่นการดักปล้น จากพวกโจรภูเขา การถูกโจมตีจากสัตว์อสูร เป็นต้นซึ่งผู้เดินทางต้องเตรียมตัวให้พร้อมและรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้เฟิ่งหยูจึงได้เข้าร่วมกับกองคาราวานพ่อค้าที่จะเดินทางไปเมืองหลวง  โดยมีทหารรับจ้างเป็นผู้คุ้มกันเฟิ่งหยูยอมเสียหินวิญญาณไปถึง 50 ก้อนเพื่อแลกกับการเดินทางในครั้งนี้

     

                            วันเวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างช้า ๆพวกเขาออกเดินทางในตอนกลางวันและหยุดพักในตอนกลางคืนเพื่อพักฟื้นร่างกายและให้ม้าพักผ่อน วันนี้พวกเขาหยุดพักกันกลางป่าบริเวณใกล้กับสะพานข้ามแม่น้ำเฟิ่งหยูไม่กล้าที่จะผ่อนปรนความปลอดภัยไปได้เลยเพราะการเดินทางครั้งนี้ของเขาสงบจนเกินไป นับว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด

     

                            ลางสังหรณ์ของเฟิ่งหยูดูเหมือนจะเป็นความจริง ถัดออกไปมีกลุ่มคนจำนวน 5 คนแอบติดตามกองคาราวานแห่งนี้ตั้งแต่ออกจากเมืองเมฆาหมอกพวกมันเว้นระยะห่างอยู่พอสมควรจนในที่สุดคืนนี้วันที่พวกมันตัดสินใจลงมือ

     

                            เงาดำ5 สายค่อย ๆ ย่องเข้าใกล้ ๆ กับจุดที่พวกเขาตั้งแคมป์ ชุดสวมใส่ของชายทั้ง 5คนล้วนแปลกตาราวกับไม่ใช่คนพื้นเมืองในระแวกนี้ อาวุที่ถือเองก็ล้วนแปลกประหลาดพวกมันย่นระยะทางเข้ามาเรื่อย ๆ โดยทุกสายตาจับจ้องไปยังกลุ่มยามที่อ่อนแออาวุธเงื้อเตรียมพร้อม

             

            เกร้ง !!

     

                            เคียวที่ยืดออกถูกโต้กลับด้วยดาบเล่มหนึ่งมันกวาดตามองรอบ ๆ ก็พบว่ากลุ่มยามที่มันมองว่าอ่อนแอในตอนแรก ลุกขึ้นมาปัดป้องการลอบโจมตีของพวกมันได้ทั้งหมด

     

                            “พวกมันแข็งแกร่งกว่าพวกเรารีบเข้ามาร่วมกันตรงนี้ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทหารรับจ้างเป็นคนจัดการ”เสียงของชายหนุ่มผมดำที่ถือดาบในมือร้องตะโกน นักฆ่าทั้ง 5รู้ตัวแล้วว่าแผนลอบสังหารของพวกมันล้มเหลว บัดนี้ทหารรับจ้างออกมาจากที่พักทั้งหมดแล้ว

     

                            หมดสิ้นหนทางหนีมีเพียงต้องปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมา ต่อไปแม้ต้องสละชีพตัวเองก็ตามทีการสังหารองค์หญิงเซี่ยวเซียวจะต้องดำเนินการต่อ

     

                            หัวหน้าคณะพ่อค้าเรียกทุกคนให้มาอยู่รวมกันศัตรูที่โจมตีพวกเขาครั้งนี้เป็นนักฆ่ามืออาชีพนักฆ่าพุ่งเข้าใส่กลุ่มของพวกเขาในทันที ด้วยความเร็วและความรุนแรงที่เข้าปะทะอยู่เหนือระดับที่ทุกคนเคยเจอมาจนเทียบไม่ได้เลยจิตสังหารที่แผ่ออกมาคือของจริงจิตสังหารที่ที่แผ่ออกมาทำให้หลายคนในที่นี้รู้สึกกดดันจนแสดงออกทางสีหน้าและการยืนนักฆ่าผู้นั้นจับปฏิกิริยาได้ในทันทีมันเปลี่ยนเป้าหมายเข้าใส่หญิงสาวที่กำลังตื่นกลัว

     

                            เกร้ง  !

     

                            เฟิ่งหยูใช้กำลังทั้งหมดที่มีม้วนตัวพร้อมกับเอาดาบของตนพุ่งปัดเคียวของนักฆ่าผู้นั้นได้อย่างเฉียดฉิวเฟิ่งหยูกระโดดเข้าใส่พร้อมปล่อยหมัดนับไม่ถ้วนนักฆ่าที่โดนหมัดของเฟิ่งหยูอยู่ในอาการมึนเมา กำลังตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัวเฟิ่งหยูบรรจงปล่อยหมัดตรง ๆ ส่งนักฆ่าให้ลอยปลิวมาทางทหารรับจ้างกลุ่มหนึ่งจึงถูกกลุ่มทหารรับจ้างฆ่าตายอย่างง่ายดาย

     

                            การสังหารองค์หญิงเซี่ยวเซียวล้มเหลวโดยสิ้นเชิงนักฆ่า 4 คนถูกสังหาร เหลือเพียงอีกหนึ่งถูกจับได้ ในขณะที่กำลังจะหลบหนีหน้าที่การสืบสวนจึงตกเป็นหน้าที่ของทหารรับจ้าง ตลอดค่ำคืนแห่งการลอบสังหารไม่มีใครกลับเข้าไปนอนต่อได้อีกเลย เหล่าทหารรับจ้างและกลุ่มคาราวานพ่อค้าต่างนั่งกันอยู่หน้ากองไฟด้วยสายตาที่เคร่งเครียดเซี่ยวเซียวเองก็เช่นกัน เธอนั่งอยู่บนขอนไม้ขนาดใหญ่ใบหน้ามีความหมองคล้ำเล็กน้อยแม้เฟิ่งหยูจะขอให้เธอกลับไปนอนแต่เธอก็ปฏิเสธด้วยท่าทีที่อ่อนโยน

                            ส่วนนักฆ่าที่จับได้ในตอนแรกนั้นได้ชิงฆ่าตัวตายโดยการกินยาพิษที่ซ่อนอยู่ในสร้อยคอเพียงก้มศีรษะลงเล็กน้อยก็สามารถที่จะกัดยาพิษที่อยู่ในสร้อยคอได้แล้ว ทหารรับจ้างตรวจเช็คสภาพศพที่สังหารไปก็พบว่าทุกคนมีสร้อยแบบนี้เหมือนกันหมด

                            “ดูจากเสื้อผ้าที่พวกมันสวมใส่ล้วนมาจากเมืองทางตอนใต้ของอาณาจักรข้าคิดว่ามันคงเป็นคนของเมืองบูคาเรสต์ทหารรับจ้างนายหนึ่งเอ่ยขึ้นมา

                            สองวันต่อมาหลังจากการลอบสังหาร

                            ขบวนคาราวานเดินทางมาถึงเมืองอัสตาน่าเมืองหลวงของอาณาจักรเมฆาหวนทั้งสองจึงแยกทางจากขบวนคาราวานของพ่อค้า

                           

                            “ข้าคิดว่าเจ้าคงต้องเล่าความจริงทั้งหมดให้ข้าฟังแล้วหละว่าเจ้าเป็นใครกันแน่”เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้นหลังจากแยกทางจากกลุ่มคาราวานพ่อค้าได้สักระยะหนึ่ง เซี่ยวเซียวจึงหันมามองด้วยความสงสัยก่อนที่จะพยักหน้า

                            “ท่านต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่โกรธข้าและต้องช่วยบิดาของข้าด้วย” เซี่ยวเซียวเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าอมทุกข์

                            “ยังไงเจ้าก็ติดตามข้าก็เปรียบเสมือนคนของข้าอยู่แล้วมีเรื่องอะไรก็บอกมาเถอะข้าจะได้หาทางเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ได้”

                            เซี่ยวเซียวครุ่นคิดสักครู่

            “อื่ม ก็ได้ ข้าจะบอกความจริงให้กับท่าน”

                            เซี่ยวเซียวได้เล่าถึงตัวตนที่แท้จริงให้กับเฟิ่งหยูได้รับรู้และชื่อของเธอไม่ได้ชื่อเซี่ยวเซียวชื่อนี้เป็นชื่อปลอมที่เธอใช้ปกปิดตัวตนของเธอ ชื่อของเธอคือ หนิงเอ๋อ(ความงดงามแห่งสันติ) เมื่อได้รับทราบเรื่องราวต่าง ๆ ของหนิงเอ๋อเฟิ่งหยูก็ไม่ได้แปลกใจอะไรมากมายเพราะคิดไว้อยู่แล้วว่านางจะต้องปกปิดสถานะของตนอย่างแน่นอน

                            “เจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าองค์หญิง หรือเซี่ยวเซียวแล้วเจ้าเรียกข้าว่าหนิงเอ๋อก็พอ”

                            หนิงเอ๋ออยากให้เฟิ่งหยูยังคงสถานความสนิทสนมเหมือนเดิมไม่อยากให้เขาถือยึดติดกับยศตำแหน่งของตนเองและอีกอย่างตลอดเวลาที่นางอยู่กับเฟิ่งหยูทำให้นางก็ไว้ใจเฟิ่งหยูเป็นอย่างมาก

                            “ข้าคิดว่าองค์หญิงคงจะรู้ถึงตัวศัตรู ที่ลอบสังหาร”

    หนิงเอ๋อเมื่อได้ยิน สีหน้าครุ่นคิดก็ฉายออกมาในทันทีเธอใช้เวลาตัดสินในอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกล่าวกับเฟิ่งหยูว่าตนยังไม่อาจจะสงสัยใครได้ เพราะศัตรูของนางและบิดาอยู่ในที่มืดแต่หากนางสงสัยใครนางจะบอกกับเฟิ่งหยูเป็นคนแรก

     

                            “สมแล้วที่เป็นเมืองหลวง”เฟิ่งหยูเปลี่ยนเรื่องพูดเพื่อคลายกังวลให้กับหนิงเอ๋อเฟิ่งหยูเปรยตามองถึงบ้านเมืองที่เคลื่อนผ่านหากเป็นเมืองเมฆาหมอกบ้านเรือนจะตกแต่งให้ดูเรียบง่ายมต้นไม้ให้ความร่มเงาแก่บ้านเมืองทั้งสองให้อารมณ์ความเป็นอยู่คนละแบบ

     

                            รถม้าได้เคลื่อนตัวเข้าสู่เขตราชวังอันใหญ่โต  เมื่อรถม้าหยุดลงหน้าประตูนายทหารเข้ามาตรวจสอบเมื่อเจอกับองค์หญิงจึงรีบนำความเข้าไปบอกกับผู้นำจากนั้นไม่นานขบวนทหารมากกว่า 100 นายเข้ามาต้อนรับองค์หญิงทันทีที่องค์หญิงก้าวลงจากบันได ทหารจำนวน 100 นายต่างคุกเข่าลงกับพื้นอย่างพร้อมเพียงนับเป็นภาพที่ชวนตะลึงเป็นอย่างมาก

     

                            มีชายคนหนึ่งคอยท่าการกลับมาขององค์หญิงด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขชุดเกราะสีทอง กับผ้าคลุมสีแดงเพลิงช่างขับความน่าเกรงขามให้กับชายคนนี้เป็นอย่างดีองค์หญิงก้าวเท้าเข้าไปหาชายผู้นั้นอย่างช้าๆ ก่อนที่จะจุมพิตลงไปที่แก้มของชายคนนั้นเบาๆ กษัตริย์เหวินฉิงยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจก่อนที่จะเข้าสวมกอดลูกสาวตัวน้อยของเขาด้วยความอบอุ่น

     

                            “ดูเหมือนน้องสาวของพวกราจะโตเป็นสาวแล้วสินะ”ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งอยู่ด้านหลังกษัตริย์ องค์ชายแห่งอาณาจักรเมฆาหวน เทียนเหวินผู้ปกครองเมืองเยเลที่ห่างไกล

     

                            “เสด็จพี่เทียนเหวิน กลับมาถึงเมื่อไหร่เพคะ” องค์หญิงผละจากอ้อมอกของผู้เป็นพ่อก่อนจะเข้าสวมกอดพี่ชายของเธออย่างอบอุนเช่นเดียวกัน

                            “น้องสาวหนีออกไปเที่ยวเล่นต่างเมืองยาวนานแบบนี้มีหรือที่ข้าอยู่ห่างไกลจะอดเป็นห่วงไม่ได้”

               

                            องค์ชายเทียนเหวินผู้เป็นพี่ชายขององค์หญิงหนิงเอ๋อณ ปัจจุบันปกครองเมืองเยเล เมืองชายแดนที่โดดเดี่ยวเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำอุตสาหกรรมทำเหมืองแร่และการประมงให้กับอาณาจักรเป็นอันดับหนึ่งทั้งสามผู้เป็นใหญ่ในอาณาจักรพูดคุยกันอยู่นานจนในที่สุดหางตาก็ได้เหลือบมองยังเฟิ่งหยู ที่ยืนอย่างงุนงง หน้าราชวังอันใหญ่โตการมีอยู่ของเขาช่างเล็กกระจ้อยร่อยเสียเหลือเกิน

     

                            ใยกษัตริย์และองค์ชายจะปลายตามองถึงการมีอยู่ของเขาได้ละองค์หญิงหนิงเอ๋อที่ลืเขาไปเสียสนิทไดแนะนำเฟิ่งหยูให้เชื้อพระวงศ์ได้รับฟังอย่างละเอียดในเมื่อเฟิ่งหยูเป็นแขกคนสำคัญงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้จึงถูกจัดขึ้นโดยปริยายเมื่อพิธีการเสร็จสิ้นลง เฟิ่งหยูเตรียมตัวออกไปเดินชมรอบเมืองอัสตาน่า