ร่างสูงของชายหนุ่มผู้หนึ่งวิ่งฝ่าสายฝนเข้ามาตามซอยแคบ ๆ
ฝนเทกระหน่ำไม่หยุด ส่งผลให้ชายหนุ่มคนดังกล่าวเปียกปอนไปทั่วทั้งร่าง
สมายด์ใช้มือที่เปียกชื้นไปด้วยหยดน้ำหยิบกุญแจจากกระเป๋าเสื้อนักศึกษาแล้วไขประตูบ้านเข้าไปเสียงถอนหายใจดังออกมาแ่ ๆ เพราะความหงุดหงิด อีกนิดเดียวก็จะทันแล้วแท้ ๆแต่ฝนเ้ากรรมก็ดันเทลงมาตอนเขาลงจากรถสองแถวพอดีเสียนี่ !
“กลับมาแล้วหรือ”
เสียงของ หมี่หยก ชายหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็น้องชายของเขาดังขึ้น
ทำไมถึงใช้คำว่า ‘ผู้มีศักดิ์เป็น้องชาย’ แทนที่จะใช้คำว่า ‘น้องชาย’ ไปเลยนั่นก็เพราะว่าหมี่หยกเป็บุตรเพียงคนเดียวของเ้าของบ้านแต่ตัวของสมายด์นั้นเป็บุตรบุญธรรมที่เ้าของบ้านเมตตารับอุปการะ
สมายด์ถูกมารดาใจั์พาไปทิ้งไว้เพียงลำพังที่ตีนสะพานลอยแห่งหนึ่งโชคดีที่มีพลเมืองดีไปพบและให้การช่วยเหลือซึ่งบิดาและมารดาของหมี่หยกได้อยู่ในเหตุการณ์และได้ตกลงใจกันที่จะรับสมายด์มาเป็บุตรบุญธรรม
สมายด์มีอายุมากกว่าหมี่หยกราว ๆ หนึ่งปีได้ในตอนที่บิดามารดาบุญธรรมรับเขาเข้ามา หมี่หยกยังเล็กอยู่มาก อย่างน้อยก็ยังเล็กกว่าเขาอยู่หลายเดือนวันคืนหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วสมายด์ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเพราะความรักที่ได้รับจากครอบครัวนี้หากแต่ตัวเขากับหมี่หยกไม่ค่อยสนิทสนมกันมากนัก
...คงจะเป็เพราะไม่ใช่พี่น้องแท้ ๆ ล่ะมั้ง ?
“อืม”
ตอบกลับไปแค่นั้น ได้ยินหมี่หยกพูดต่อ
“แล้วทำไมไม่กลับพร้อมกัน อยู่มหา’ลัยเดียวกันแท้ ๆไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องเปียกม่อลอกม่อแลกมาแบบนี้”
“พอดีไปหาหนังสือที่หอสมุดกับเพื่อนอยู่น่ะไม่คิดว่าฝนจะตกตอนขากลับนี่”
“เพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชาย ?”
สมายด์มองหน้าหมี่หยกอย่างแปลกใจกับคำถาม แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรตอบกลับไปเป็เื่ปกติ
“ผู้หญิง”
หมี่หยกหยิบผ้าขนหนูสะอาดผืนหนึ่งมาเช็ดผมให้
“ผู้หญิงหรือ”
“ใช่”
“ใครน่ะ คนที่ชื่อวิวหรือ”
“วิวนั่นแหละ”
วิว คือเพื่อนที่สมายด์สนิทที่สุด หล่อนเป็สาวห้าวเล็ก ๆแต่ก็แอบมีความหวานอยู่ในตัว หมี่หยกนึกภาพของผู้หญิงผมซอยสั้นชอบใส่แว่นตากรอบขาวลอยเข้ามาในความคิด
“ไปแต่กับวิว ไม่เห็นไปกับฉันบ้างเลย”
เสียงหวานพ้อนิด ๆสมายด์ฟังแล้วคิดว่าหมี่หยกคงจะงอนที่ไม่ยอมกลับบ้านพร้อมกัน เลยไม่ได้ติดใจอะไร
“เราอยู่บ้านเดียวกัน เจอกันทุกวันอยู่แล้ว ไม่เห็นแปลกตรงไหนนี่”
“...”
แม้จะพูดได้ว่าทั้งสองไม่สนิทสนมกัน ‘มาก’แต่หมี่หยกก็ดีต่อสมายด์เสมอ
...เผลอ ๆ จะดีกว่าที่สมายด์ดีต่อตัวเขาเองด้วยซ้ำ ข้อนี้หมี่หยกรู้ดี
เช้าวันหนึ่งในเดือนกรกฎาคม ขณะที่หมี่หยกกำลังเตรียมตัวจะไปมหาวิทยาลัยเมื่อมองไปที่ประตูห้องของสมายด์ซึ่งปิดสนิทหันซ้ายหันขวามองนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังแล้วก็ต้องแปลกใจ
‘หรือวันนี้สมายด์จะไม่ไปมหา’ลัย?’
คิดดังนั้นเขาจึงหมุนตัวเดินลงบันไดไปพลางะโถามมารดาซึ่งเตรียมอาหารเช้าอยู่ในครัว
“แม่ ๆ”
“ว่าไงลูก”
นางสมัยซึ่งกำลังสาละวนอยู่กับการชงโกโก้และกาแฟร้อนส่งเสียงตอบ
“สมายด์ไม่ไปมหา’ลัยหรือไง สายแล้วนะ”
“อ้าว ไม่รู้สิจ๊ะ พี่มายด์ไม่สบายหรือเปล่า ลูกเข้าไปดูพี่เขาทีซิ”
“...”
เมื่อนางสมัยพูดแบบนี้จึงช่วยไม่ได้ที่หมี่หยกต้องเดินกลับขึ้นมาที่ชั้นสองอีกครั้งเขาเคาะประตูเป็เชิงบอกกล่าวก่อนจะหมุนลูกบิดเข้าไป
“สมายด์...”
ร่างของสมายด์นอนขดอยู่บนเตียงหมี่หยกมองไม่เห็นใบหน้าของคนที่กำลังหลับชัดเจนนักเพราะสมายด์เล่นห่มผ้ามาจนถึงใบหน้าอีกนิดเดียวแทบจะคลุมโปงอยู่แล้ว
“เปิดแอร์หนาวอย่างกับอยู่ขั้วโลกแล้วมานอนขดแบบนี้เนี่ยนะ”
บ่นพึมพำไปนั่น แต่มือของหมี่หยกก็เข้าไปดึงผ้าห่มออกจึงได้เห็นว่าสมายด์หลับอยู่จริง ๆ
ร่างบางถอนหายใจออกมา เขย่าตัวคนที่กำลังหลับอย่างไม่ละความพยายามแต่เมื่อแตะลงบนตัวของสมายด์ หมี่หยกถึงได้รู้ว่าพี่ชายบุญธรรมไม่สบาย !
“อือ...”
สมายด์ครวญเสียงแ่แล้วดึงผ้าห่มกลับหมี่หยกทำใจกล้าถือวิสาสะวางมืออังหน้าผากของอีกคนเสียเลย
“สมายด์ ตัวร้อน ๆ นี่ไม่สบายหรือเปล่า ถ้าสบายดีล่ะก็ตื่นได้แล้วแม่ให้มาปลุกไปมหา’ลัยได้แล้วนะ”
“...”
สมายด์ไม่ตอบแถมยังพลิกตัวหนีไปอีกทาง
‘อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้วยังทำตัวเป็เด็ก ๆ อีก’
หมี่หยกคิดซึ่งก็ได้แค่คิดเพราะเขายังคงพยายามปลุกชายหนุ่มอีกคนอยู่อย่างนั้น
เขาเขย่าตัวจนสมายด์รำคาญลุกพรวดขึ้นมาหมี่หยกผละถอยไปด้วยไม่ทันตั้งตัว สมายด์มองหน้าเขาอย่างหงุดหงิดใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงหน้านิ่วคิ้วขมวด
“อย่ายุ่งได้ไหม ถ้าฉันตื่นก็ตื่นเองตั้งนานแล้วที่ไม่ลุกก็แปลว่าไม่ไปมหา’ลัย !”
เสียงซึ่งปกตินุ่มนวลและสุขุมบัดนี้พูดกระแทกใส่ หมี่หยกงงแค่นี้ก็ต้องตวาดกันด้วย
“พูดดี ๆ ก็ได้”
น้องบุญธรรมว่าห้วน ๆ สมายด์ไม่สนใจดึงผ้าห่มมาคลุมโปงต่อ ทำเหมือน ณที่ตรงนี้ไม่มีคนชื่อหมี่หยกอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ร่างบางไม่ละความพยายามเขาต้องทำให้สมายด์จอมี้เีลุกออกจากเตียงให้ได้ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะถูกนางสมัยตำหนิได้
บิดาและมารดาของหมี่หยก... นายประภาษและนางสมัยนั้นรักสมายด์มากเหมือนกับเป็บุตรในไส้แท้ ๆ ทั้งสองมักจะกำชับกับหมี่หยกอยู่เสมอว่าให้ดีกับพี่ให้มากๆแต่บางครั้งทั้งสองกลับแสร้งทำเป็มองไม่เห็นว่าสมายด์เองนั่นแหละที่ไม่ค่อยจะดีกับบุตรชายของตน
“สมายด์ ลุกขึ้นเถอะ ไปมหา’ลัยกัน”
“ฉันไม่ไปพร้อมกับนายหรอก”
“ไม่ไปกับฉันก็ได้ แต่ลุกขึ้นเถอะ แม่เขาเตรียมอาหารเช้าไว้แล้วนะ”
“...”
“สมายด์ !”
“โอ๊ย ! ก็บอกว่าไม่ต้องมายุ่งไม่ไปเรียนสักวันแม่ไม่ด่าหรอกน่า ออกไปได้แล้วไป รำคาญว่ะ”
ไม่พูดเปล่า แต่สมายด์ที่นอนอยู่กลับใช้เท้าถีบอีกคนออกไปอย่างแรงหมี่หยกซึ่งไม่ทันได้ตั้งตัวถูกอีกฝ่ายถีบจนตกเตียงดังแอ้ก
ด้วยพื้นที่ที่จำกัดระหว่างเตียงนอนและกำแพงทำให้หลังของร่างบางกระแทกกับผนังอย่างแรงหมี่หยกงอตัวด้วยความเจ็บ มือเอื้อมไปจับแผ่นหลังของตนเองแล้วประท้วงออกมา
“สมายด์ ฉันเจ็บนะ...”
สมายด์ยังคงไม่รู้ร้อนรู้หนาวสักพักจนกระทั่งหมี่หยกเงียบไปเขาไม่ได้ยินเสียงลูกบิดประตูก็แปลว่าหมี่หยกยังอยู่ในห้องคิดได้ดังนั้นสมายด์จึงดึงผ้าห่มออกแล้วผุดลุกจากเตียงอย่างเสียไม่ได้ร่างสูงเดินเข้าไปกระชากแขนหมี่หยกอย่างหงุดหงิด
“มันจะเจ็บอะไรนักหนา สำออยไปหน่อยมั้ง”
สายตามองมาอย่างอารมณ์เสียสุด ๆ แล้วแต่เมื่อหมี่หยกเงยหน้าขึ้นมามองสมายด์ก็ถึงกับทำหน้าไม่ถูก
...เพราะใบหน้าหวาน ๆ ของอีกคนมองเขาอย่างเศร้าสร้อยราวกับว่าเขาไปทำร้ายอะไรสักอย่างเข้า
“พูดดี ๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องทำกับฉันแบบนี้เลย”
หมี่หยกพ้อ ยันกายลุกขึ้นจนสำเร็จ แม้ความจริงแล้วจะยังเจ็บอยู่ก็ตาม
สองขาก้าวเดินไปช้า ๆ ผ่านหน้าสมายด์ไป ั์ตาของชายหนุ่มร่างสูงมองเห็นร่างบางเดินกะเผลกๆ ก็รู้สึกผิดนิด ๆ แต่วูบเดียวความคิดนั้นก็หายไป
หมี่หยกเดินลงบันไดกลับมาที่โต๊ะอาหารก็พบว่าผู้เป็มารดาเตรียมอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“อ้าว แล้วมายด์ล่ะ”
นางสมัยเลิกคิ้วสงสัย ในขณะที่นายประภาษผู้เป็บิดามองลอดแว่นเป็เชิงตั้งคำถามด้วยอีกคน
“สมายด์บอกว่า... วันนี้ไม่ไปมหา’ลัยครับ”
พูดไปแบบนั้นพลางเดินช้า ๆ มานั่งที่โต๊ะ
“แล้วนี่ลูกเป็อะไรฮึ เดินกะเผลก ๆ”
นายประภาษถาม
“ผม… สะดุดล้มตรงเชิงบันได…”
หมี่หยกโกหกอีกครั้ง ในใจนึกถึงแต่เื่ที่สมายด์ถึงกับต้องถีบเขาเสียกระเด็นเพียงแค่เขาเข้ามาปลุกด้วยความเป็ห่วงแท้ ๆ
...หลายครั้งที่หมี่หยกเองก็ไม่เข้าใจ ั้แ่เล็กจนโตเขาเพียรพยายามทำดีต่อสมายด์มากมาย แต่ก็เหมือนจะเป็เขาอยู่ฝ่ายเดียว
สมายด์ไม่เคยดีกับเขาจากใจจริงเลย เวลาอยู่ต่อหน้าบิดามารดากับเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังแค่สองคน มันก็เหมือนกับหนังคนละม้วน