บทที่ 19 โรงฝึกหมัดเหล็ก
พอตกเย็น สมาชิกชมรมประวัติศาสตร์โบราณทั้งหน้าใหม่ และหน้าเก่า ที่อยู่ในชมรมวันนี้ ก็พากันนั่งแท็กซี่ ไปยังสถานที่ตามคำบอกของจินเต๋อ
รถแท็กซี่สองคัน ขับตามกันไปด้วยความเร็วประมาณ หกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง เข้า่วงแหวนที่สาม โซนที่อยู่อาศัย เลี้ยวเข้าซอยสอง่ถนนก็มาถึงสถานที่ปลายทาง พอหวังเฟิงลงจากรถ หันมอบไปรอบ ๆ สายตาก็สุดเข้ากับป้ายหนึ่ง
[ โรงฝึกหมัดเหล็ก ]
แค่เห็นชื่อโรงฝึกแบบนี้ ก็รู้สึกเืลมพลุ่งพล่านขึ้นมาแล้วไหม น้องใหม่ !” จินเต๋อที่กำลังกังวลว่าน้องใหม่หน้าหล่อจะรู้สึกกังวลเลยรีบเข้ามาตบไหล่หนึ่งที “เมื่อนายสมัครเข้าชมรมอย่างเป็ทางการแล้ว ก็ถือว่าเป็คนในชมรม นี่ถือเป็กิจกรรมน้องใหม่ที่นายต้องเข้าร่วม ฉันจะพามาดูว่าชมรมของเรา เป็ชมรมที่ศึกษาในด้านไหนอย่างจริงจัง”
พูดจบ จินเต๋อก็เดินนำหน้าทุกคนผ่านซุ้มป้ายโรงฝึกไป ด้านสมาชิกคนอื่นในชมรมก็เดินตามไปอย่างไม่รอช้า ทั้งยังชักชวนหวังเฟิงให้ติดตามมาด้วยอย่างกระตือรือร้น
‘ชมรมนี้มีแต่คนแบบนี้เหรอเนี่ย...’ หวังเฟิงชักอยากจะกุมขมับขึ้นมา
พ้นจากซุ้มป้ายโรงฝึก ก็จะพบกับบันไดหินที่ทอดตัวยาวขึ้นไป้า พอขึ้นมาจนสุดก็จะพบกับอาคาคชั้นเดียวแบบในร่ม ดูไม่เก่าไม่ใหม่ แต่มีความสะอาดและเรียบร้อยดี ด้านในได้ยินเสียงะโ หนึ่ง ! สอง ! สาม ! มาเป็ระยะ ๆ
พอเข้าไปด้านในก็เห็นคนสวมชุดวอร์มสีดำสามคน กำลังทำท่านั่งม้า แต่ละคนอยู่ห่างกันประมาณหนึ่งเมตร ด้านหน้าของพวกเขาทั้งสามคน มีคนสวมชุดวอร์มเสื้อสีขาว กางเกงสีดำ คอยควบคุมการฝึก ใบหน้าของคน ๆ นี้ คล้ายคลึงกับจินเต๋ออย่างมาก แม้แต่ทรงผม ก็ยังเป็ทรงสกินเฮดเหมือนกัน
“พ่อ ผมพาเพื่อน ๆ ในชมรมมาด้วย”
จินเจ๋อ เ้าของโรงฝึกหมัดเหล็ก สังเกตเห็นลูกของตัวเองนานแล้วแต่ไม่ได้สนใจ เขานำการฝึกจนจบหนึ่งรอบ แล้วค่อยสั่งแยกย้าย
“สวัสดีครับ พี่ ๆ” จินเต๋อ ทักทายคนในโรงฝึก
“เ้าลูกข่างกลับมาแล้ว !”
“อย่าไปเรียกชื่อนั้นของจินเต๋อต่อหน้าเพื่อน ๆ สิ”
“ฮ่า ๆ มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเ้าจินเต๋อ มีฉายาว่าเ้าลูกข่าง”
จินเต๋อ ได้รับการต้อนรับอย่างดี จากลูกศิษย์ทั้งสามคนของจินเจ๋อ ทักทายกันอยู่คำสองคำ ทั้งสามคนก็แยกตัวออกไป
“มาถึงกันแล้ว ลูกก็รีบพาเพื่อน ๆ เปลี่ยนชุดเถอะ” เสียงเคร่งขรึมของจินเจ๋อดังขึ้น
“ครับพ่อ” จินเจ๋อตอบรับอย่างแข็งขัน จากนั้นก็หันหน้ามาหาคนในชมรม “พวกเราไปเปลี่ยนชุดกัน”
ในตอนนี้หวังเฟิงก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว บ้านของจินเต๋อเปิดโรงฝึก คนในชมรมเองก็รับรู้ และดูเหมือนจะให้ความสนใจมากด้วย จุดที่สร้างความสงสัยให้กับหวังเฟิงก็อยู่ตรงนี้เอง โรงฝึกหมัดเหล็ก แห่งนี้มีความพิเศษอะไร ถึงได้ให้คนในชมเกิดความสนใจได้ ?
เปลี่ยนชุดเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็มายืนเรียงหน้ากระดานสองแถวอยู่ตรงหน้าของจินเจ๋อ ที่เป็ผู้นำฝึก ตำแหน่งของหวังเฟิงอยู่ลำดับสุดท้าย ในแถวที่สอง
จินเจ๋อ มองเหล่านักศึกษาเพื่อนร่วมชมรมของลูกชายตัวเองอยู่ในท่าทางที่เป็ระเบียบเรียบร้อย ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ แล้วพูดขึ้น “ก่อนที่จะเริ่มฝึกในวันนี้ ฉันขอแสดงอะไรให้เพื่อนใหม่ของเราดูกันก่อน... เสี่ยวเต๋อ !”
แค่เรียกชื่อ จินเต๋อก็รู้ได้ทันทีว่าพ่อของตนเอง้าอะไร เขาวิ่งไปทางด้านหลัง เข้าไปในห้องเก็บของแล้วหยิบแผ่นหินที่มีความหนาประมาณหนึ่งนิ้ว หนักราวสิบกิโลกรัมออกมา จินเต๋อถือหินก้อนนั้นไว้เดินผ่านหน้าเพื่อนร่วมชมรมทุกคน จนมาหยุดอยู่ที่หน้าหวังเฟิง
“ลองถือดู”
หวังเฟิงรับหินก้อนนั้นต่อจากมือจินเต๋อ เพียงแค่ััแรก หวังเฟิงก็รู้ได้ทันทีว่าหินนี้เป็ของจริง และไม่ได้มีเล่ห์กลใด ๆ ในหินก้อนนี้
“ไปด้านหน้ากับฉัน”
จินเต๋อ เดินนำหวังเฟิงที่ถือหินอยู่ไปที่ด้านหน้า จากนั้นก็วางหินลง พร้อมกับถอยออกไปสามก้าวตามคำบอก
“จับตาดูให้ดี”
จินเจ๋อไม่พูดอะไรมากความ เขาก้าวเท้าซ้ายไปข้างหนึ่งก้าว พร้อมกับย่อตัวลงกำหมัด หมัดขวาเหนี่ยวรั้งไว้ด้านหลัง รวบรวมสภาวะเอาไว้ จากนั้นก็ชกลงไปบนกึ่งกลางแผ่นหิน
ปึก !
พอจินเจ๋อ ถอนหมัดออกมา ก็พบว่าบนผิวของแผ่นหิน ปรากฏเส้นสายของรอยหมัดอยู่เล็กน้อย พอทุกคนเห็นภาพนี้ก็รีบปรบมือชมเชยออกมา แน่นอนว่า... ยกเว้นหวังเฟิง
“อาจารย์เจ๋อ เจ๋งมาก”
“ดูกี่ครั้งก็ยังสุดยอด”
“นี่แหล่ะ ที่เขาเรียกว่าพลังภายใน !”
ทุกคนต่างปรบมือ ร้องชมเชยอย่างตื่นเต้น ลองดูพวกนักคาราเต้ดาษ ๆ พวกนั้นสิ เวลาจะโชว์ก็แค่โชว์เตะไม้ ดีหน่อยก็ฟันกระเบื้อง แต่แล้วยังไงล่ะ ? สู้อาจารย์เจ๋อได้ที่ไหนกัน ! ต่อยหินจนเกิดรอยได้แบบนี้ เจ๋งที่สุดแล้ว
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” จินเจ๋อลุกขึ้นยืนในท่วงท่าเตรียมพร้อมอีกครั้ง สายตาจ้องมองลงไปยังแผ่นหิน “อย่างที่ฉันเคยบอกไป สิ่งที่ฉันทำไปเป็เพียงแค่ความสามารถเล็กน้อย ยังสู้คนฝึกที่แท้จริงไม่ได้”
หวังเฟิงประเมิณด้วยสายตา ฝีมือของจินเจ๋อ น่าจะเป็รองคนคุ้มกันชั้นนำของตระกูลหวังอยู่ประมาณหนึ่ง หรือสองขั้น
“สำหรับพวกเธอ การจะทำแบบฉันได้ คงจะกินเวลาหลายสิบปี แต่ถ้าฝึกเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ปกป้องตัวเองในยามคับขันก็เป็อีกเื่หนึ่ง เอาล่ะ ทุกคนประจำที่ เราจะเริ่มฝึกด้วยการวอร์มร่างกายเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อน”
การวอร์มร่างกายในแบบกังฟูนั้น จะเป็การวาดแขน ย่อขาในลักษณะมุมที่แตกต่างกัน การเปลี่ยนจากท่าหนึ่ง ไปเป็อีกท่าหนึ่งจะทำด้วยความเร็วที่เชื่องช้า ต่างกับการวอร์มร่างกายของตะวันตกที่จะมีจังหวะที่รวดเร็วกว่า
พ้นจากการวอร์มร่างกาย ก็จะเป็ท่าการฝึกอย่างจริงจัง แต่เพียงแค่ท่านั่งม้าง่าย ๆ แค่สิบนาที พวกคนในชมรมก็แทบจะไปไม่รอดแล้ว ขาสั่นอย่างกับเทพเ้าเข้าสิง ส่วนคนที่ฝึกเป็ประจำอย่างจินเต๋อ กับหวังเฟิง ยังปกติสุขอย่างกับว่านั่งอยู่บนเก้าอี้ ซึ่งเื่นี้สร้างความประหลาดใจให้กับจินเจ๋ออย่างมาก
และถ้าเกิดสังเกตดูอย่างละเอียด จะพบว่าท่านั่งม้าของหวังเฟิง เป็ไปอย่างถูกต้องทุกระเบียดนิ้ว และดูเหมือนจะดีพอ ๆ กับตอนตนเองทำเสียด้วย
“วันนี้ พอเท่านี้ก่อน ทุกคนเก่งมาก อืม... เธอที่มาใหม่ ช่วยตามฉันมาหน่อยได้ไหม ?”
“ได้ครับ”
จินเต๋อ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพ่อถึงเรียกน้องใหม่อย่างหวังเฟิงให้เข้าไปคุยในห้องส่วนตัว แต่ดูท่าจะเป็เื่สำคัญ
“นี่ ๆ ประธาน ทำไมอาจารย์เจ๋อ ถึงได้เรียกน้องใหม่เข้าไปล่ะ” หลี่น่า สาวผมสั้นขาเมาท์ประจำชมรมถามขึ้น\
“ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน” เวลานี้จินเต๋อ อยากจะให้ตัวเองแปลงร่างกลายเป็หนูได้ จะได้ไปแอบฟังว่าทั้งสองคนคุยอะไรกัน
อีกด้านหนึ่งภายในห้อง จินเจ๋อ เชื้อเชิญให้หวังเฟิงนั่งลงก่อน จากนั้นเขาก็ยกชาที่เตรียมไว้มา รินใส่แก้วให้หวังเฟิงหนึ่งแก้ว แล้วก็รินให้ตัวเองหนึ่งแก้ว
“ขอแนะนำตัวอีกครั้ง ฉันจินเจ๋อ ผู้สืบทอดวิชาฝ่ามือเหล็ก ฉายาเจ๋อหมัดเหล็ก”
หวังเฟิงสูดกลิ่นหอมของชา ตัวเขาไม่มีความรู้เื่ชามากนัก แต่ก็พอจะรู้ได้ว่าชาไหนดี ชาไหนไม่ดี ชาที่จินเจ๋อยกมาเสริฟนี้ อยู่ในเกณฑ์ไม่ดี ไม่แย่ เขาจิบชาเข้าไป รสหอม หวานอ่อน ๆ ที่ส่งผ่านลิ้นไหลลงสู่ลำคอ ช่วยให้จิตใจของเขาสดชื่นขึ้น
“ผมหวังเฟิง ขออภัยด้วยที่ผมไม่สามารถบอกสังกัด สำนักได้”
จินเจ๋อพยักหน้า บอกเป็นัยว่าเข้าใจ ตามกฎของโลกเื้ั มีบางสำนักที่เคร่งครัด ถึงขนาดตรากฎเอาไว้ว่า หากฝึกวิชาไม่สำเร็จ ห้ามบอกว่าตนเองมาจากที่ไหนเด็ดขาด “ฉันเข้าใจ ดูเธอแล้ว พื้นฐานไม่เลวจริง ๆ ดีกว่าอาเต๋อ ลูกฉันซะอีก”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ว่าแต่ลุงจินเชิญผมมาที่นี่ มีอะไรที่ต้องให้ผมช่วยหรือเปล่าครับ?”
รอยยิ้มที่หาได้ยาก ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจินเจ๋อ “ไม่เชิงหรอก เพียงแค่... เธอสนใจเข้าร่วมงานชุมนุมของโลกเื้ัที่จะจัดขึ้นเร็ว ๆ นี้ หรือเปล่า ?”