ตอนที่ 2
สตีฟนั่งรถไฟใต้ดินก่อนจะต่อด้วยรถบัสประจำทางอีกต่อในที่สุดก็มาถึงโรงเรียนฮีโร่ สาขานิวยอร์ค สตีฟทำเรื่องขอเข้าไปในโรงเรียนที่ทางเข้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปในโรงเรียนพร้อมกับอาหารในถุงผ้าที่ถือมาด้วย
ตอนนี้ก็ใกล้เวลาเที่ยงแล้ว สตีฟเดินไปรอที่หน้าห้องพักอาจารย์ แน่นอนสตีฟเคยมาที่นี่บ่อยๆ เพราะบางทีซาร่าก็รีบออกไปทำงานทำให้ลืมข้าวกล่องบ่อยๆนั่นเอง จึงต้องเป็นสตีฟที่นำมันมาส่งให้ (ซาร่าติดอาหารของสตีฟมากจึงไม่ค่อยกินอาหารนอกบ้าน)
สตีฟนั่งรอไม่นานก็เห็นอาจารย์สามท่านเดินมาที่ห้องพักอาจารย์พร้อมๆกันสตีฟพอจะคุ้นเคยกับอาจารย์ทั้งสามท่านนี้อยู่บ้างซึ่งพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงานของซาร่า อีกทั้งสามท่านนี้ยังเป็นคนเอเชีย รู้สึกว่าจะมาจากประเทศไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อน ซึ่งอาจารย์ทั้งสามท่านนี้เป็นอาจารย์อาวุโสของโรงเรียนแห่งนี้
“อ้าวคุณสตีฟ มารออาจารย์ซาร่าเหรอครับ” อาจารย์ท่านแรกทักทายสตีฟ
“ครับอาจารย์เอียนพอดีผมเอาข้าวกล่องมาส่งให้ซาร่าน่ะครับ” สตีฟพูดอย่างเป็นกันเองเขาพอจะคุ้นเคยกับอาจารย์ท่านนี้อยู่บ้าง อาจารย์ท่านนี้นั้นเป็นอาจารย์จากประเทศไทย สตีฟจำได้ว่าซาร่าเคยเล่าให้ฟังว่าอาจารย์ท่านนี้มาเที่ยวนิวยอร์คพร้อมกับเพื่อนๆอีกสองคน ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ยุคสัตว์กลายพันธ์นั้นอาจารย์ท่านนี้เคยเป็นพ่อครัวชื่อดังมาก่อน
“แหมน่าอิจฉาอาจารย์ซาร่าจังเลยนะคะ มีสามีเอาข้าวกล่องมาส่งถึงที่โรงเรียนเลย” อาจารย์ผู้หญิงอีกท่านหนึ่งที่อยู่ข้างหลังอาจารย์เอียนพูด
“แหมอาจารย์ไก่ ไม่เห็นจะต้องอิจฉาเลยนี่ครับ แฟนอาจารย์ก็ทำอาหารเก่งไม่ใช่เหรอครับ ผมจำได้ว่าแฟนอาจารย์ทำอาหารจากจีนเก่งนี่ครับ” สตีฟแซว
“โอยนั่นมันเรื่องเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้วอาจารย์สตีฟ ตอนนี้พวกเราเป็นฮีโร่เต็มตัวไปแล้วนะ ที่สำคัญตอนนี้พวกเราก็เสียความสามารถในการทำอาหารไปแล้วด้วยที่สำคัญพวกเราตอนนี้อายุก็แก่หง่อมจนไม่มีแรงแม้แต่จะจับอุปกรณ์ทำอาหารแล้ว” อาจารย์ท่านสุดท้ายพูดทำให้อาจารย์เอียนและอาจารย์ไก่มีสีหน้าเศร้าๆไป
“นั่นสินะถูกอย่างที่อาจารย์ป้อมพูด พวกเราน่ะเสียความสามารถการทำอาหารไปแล้วเพราะอาการบาดเจ็บ แต่ก็ยังดีนะที่พวกเรายังทำงานที่นี่ได้อยู่” อาจารย์เอียนพูดขึ้นมาทำให้สตีฟรู้สึกผิดที่พูดเรื่องนี้จึงพูดเปลี่ยนเรื่อง
“แล้วนี่ซาร่าไปไหนเหรอครับ” สตีฟถามเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
“เห็นว่ามีอุบัติเหตุระหว่างการฝึกที่ในคาบของอาจารย์ซาร่าน่ะ คงพาลูกศิษย์ไปรักษาอยู่มั้ง อาจารย์สตีฟก็เข้ามานั่งรอข้างในสิ” อาจารย์เอียนพูดก่อนจะเปิดประตูห้องพักอาจารย์เข้าไปด้านใน เมื่อสตีฟเข้าไปด้านในก็สะดุดตาเข้ากับรูปภาพๆหนึ่งที่โต๊ะอาจารย์เอียนทันที
“นั่นรูปของอาจารย์เอียนเมื่อตอนหนุ่มๆสินะครับ” สตีฟพูดพลางมองรูปภาพที่อยู่บนโต๊ะ
“ใช่ นั่นเป็นรูปภาพที่ถ่ายเอาไว้ที่ไทยสมัยหนุ่มๆน่ะ ตอนอัดรายการเชฟกระทะ......” อาจารย์เอียนพูดพลางหยิบรูปขึ้นมาดูซึ่งเป็นรูปหมู่ที่ถ่ายรวมเพื่อนๆเอาไว้ซึ่งทุกคนใส่ชุดเชฟกันหมด
“คงอยากกลับไปที่ไทยสินะครับ” สตีฟถาม
“อืม..อยากกลับไปดูน่ะว่าป่านนี้พวกนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง” อาจารย์เอียนพูดสิบปีมานี้เขาไม่ได้กลับไปบ้านเกิดเมืองนอนเลย เพราะกว่าการเดินทางด้วยเครื่องบินจะใช้งานได้ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว
“คิดถึงจังเลยนะ ไม่รู้ว่าป่านนี้เจ้าพวกนั้นจะทำอาชีพอะไรกันอยู่ พวกนั้นจะแปลกใจหรือเปล่านะที่พวกเราทิ้งเส้นทางการทำอาหารมาเป็นอาจารย์แบบนี้” อาจารย์ป้อมพูดซึ่งตอนหนุ่มๆเขาเองก็เป็นถึงเชฟชื่อดังเรื่องอาหารจีน ส่วนอาจารย์ไก่ก็เป็นเชฟชื่อดังเรื่องขนมหวาน อาจารย์เอียนนั้นก็เป็นเชฟชื่อดังเรื่องอาหารแนวผสมผสาน
“เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้วนะพี่ป้อม เราเองก็เกษียนเรื่องการทำอาหารมาตั้งแต่หกสิบกว่าแล้วนะ แต่นึกไม่ถึงว่าพวกเราตัดสินใจมาเที่ยวกันหลังเกษียนจะเป็นการเห็นเมืองไทยครั้งสุดท้ายไปซะได้” อาจารย์ไก่พูดตอนนั้นเองซาร่าก็เดินเข้ามาในห้อง
“อ้าวสตีฟมาแล้วเหรอ ไหนล่ะข้าวกล่อง” ซาร่าเมื่อเห็นสตีฟอยู่ในห้องก็ทวงถามทันที
“นี่ครับข้าวกล่องคงจะหิวสินะครับ ก็เมื่อเช้าไม่ได้กินข้าวเลยนี่นา ขอโทษนะครับที่เมื่อเช้าเตรียมให้ไม่ได้” สตีฟพูดออกมาพลางหยิบคัตสึด้งที่อยู่ในถุงผ้ายื่นให้ซาร่า
“อืม..มันเป็นเหตุสุดวิสัยนี่ ได้ข่าวว่ามีคนตายด้วยใช่มั้ย” ซาร่าพูดเพราะหลังจากเธอมาที่โรงเรียนช่วงสายๆเธอก็ได้ข่าวว่ามีคนตายแถวๆคอนโดเธอ
“ใช่ครับไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าสัตว์กลายพันธ์เลเวลสูงขนาดนั้นมาโผล่กลางเมืองได้ยังไง” สตีฟพูดอย่างสงสัย
“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ว่าแต่ทำอะไรมาเนี่ยกลิ่นหอมจังเลย” ซาร่าพูดออกมาพลางดมกลิ่นที่ลอยออกมาจากห่อข้าวกล่อง
“กลิ่นนี้มัน คิดถึงจังเลย” อาจารย์เอียนพูดออกมาพลางสูดกลิ่นเข้าไปเต็มๆปอด
“หืออาจารย์เอียนแค่ได้กลิ่นก็รู้เลยงั้นเหรอว่าเป็นอาหารอะไร” ซาร่าพูดขึ้นอย่างแปลกใจ
“ใช่มันเป็นอาหารเอเชียน่ะ ตอนอยู่ที่นั่นน่ะ เมนูนี้ช่วงนั้นนิยมมากเลยนะ” อาจารย์เอียนพูด
“ว้าวได้ยินอาจารย์เอียนพูดแบบนี้ยิ่งอยากรู้แล้วสิว่าเป็นอะไรขอเปิดเลยได้มั้ย” ซาร่าหันมาถามสตีฟ
“ได้สิครับก็นั่นข้าวกล่องของซาร่านี่นา” สตีฟยิ้มออกมาจากนั้นซาร่าก็เริ่มแกะห่อผ้าออกก่อนจะเห็นชามใบใหญ่ ที่มีฝาปิดเอาไว้อยู่
“นี่ครับซาร่า” สตีฟรีบหยิบช้อนออกมาให้ซาร่าทันที
อึก !! ซาร่ารับช้อนมาก่อนจะกลืนน้ำลายอึกใหญ่เพราะขนาดยังไม่เปิดฝาออกกลิ่นหอมยังลอยออกมาเลย ส่วนอาจารย์เอียน อาจารย์ไก่ และอาจารย์ป้อมเองก็ยืนล้อมดูอย่างใจจดใจจ่อ
และเมื่อเปิดฝาออกซาร่าก็พบกับประกายแสงสีทองโผล่ออกมา
“ว้าวยังกับแสงอาทิตย์ตอนเช้าแหนะ !!” ซาร่าพูดออกมาอย่างตื่นเต้น
“ข้าวหน้าหมูทอดจริงๆด้วย แถมยังสมบูรณ์แบบมากสีของเนื้อหมูสุกกำลังดี ไข่บนหน้าหมูทอดเองก็เกาะหมูทอดจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน” อาจารย์เอียนวัยเจ็ดสิบกว่าปีพูดออกมาพลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่หางตา เขานึกว่าจะไม่เห็นอาหารจากฝั่งเอเชียอีกซะแล้วเพราะตั้งแต่โลกเปลี่ยนไป วัฒนธรรมการทำอาหารของฝั่งตะวันตกและตะวันออกก็ถูกตัดขาดจากกันเพราะเรื่องวัตถุดิบ ที่ไม่สามารถหาได้นั่นเอง
“นั่นสินะอาจารย์เอียนแต่รู้สึกว่าเนื้อที่ใช้จะไม่ใช่เนื้อธรรมดานะ” อาจารย์ป้อมพูดกับอาจารย์เอียนเบาๆ
“อืม..ดูจากลายเนื้อแล้วเหมือนหมูดำคุโรบุตะมากเลย แต่ที่นี่จะมีงั้นเหรอ มันน่าจะสูญพันธ์ไปหมดแล้วมั้งทางฝั่งโลกตะวันตกน่ะ” อาจารย์เอียนพูดออกมาซึ่งเนื้อหมูดำนั้นแต่ก่อนมีเลี้ยงที่ฝั่งประเทศตะวันออกเท่านั้นหรือก็คือประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง
“มันน่ากินมากเลยสตีฟ นี่เรียกว่าข้าวหน้าหมูทอดงั้นเหรอ” ซาร่าถามเพราะเธอไม่เคยกินมันมาก่อน
“ใช่ครับ รู้สึกว่าชื่อดั้งเดิมของมันจะชื่อ....” สตีฟยังไม่ทันพูดชื่อเมนูออกไปก็โดนอาจารย์ไก่แย่งพูดซะก่อน
“คัตสึด้ง !! มันคือคัตสึด้ง” อาจารย์ไก่พูดออกมา
“คัต-สึ-ด้ง ???” ซาร่าพยายามออกเสียง
“ใช่คัตสึด้ง ลองกินตอนร้อนๆสิอาจารย์ซาร่า” อาจารย์ไก่พูดเพราะเสน่ห์ของอาหารจานนี้นั้นคือต้องกินตอนร้อนๆนั่นเอง
“ค่ะอาจารย์ไก่” ซาร่าพยักหน้าก่อนจะใช้ช้อนตักลงไปทันที
ทันทีที่ช้อนตักลงไปหมูทอดนุ่มๆก็ถูกตักขึ้นมาทันที
“นุ่มมาก ฝีมือคุณสตีฟไม่ธรรมดาจริงๆ” อาจารย์เอียนอดพูดออกมาไม่ได้เขาเคยได้ยินมาก่อนว่าสามีของอาจารย์ซาร่านั้นมีฝีมือเรื่องทำอาหารมาก
“คุณสตีฟน่ะ ได้สกิลเกี่ยวกับการทำอาหารมา แต่น่าเสียดายที่ดันไม่มีสกิลการต่อสู้เลย ถ้าจำไม่ผิดปัจจุบันยังเลเวลหนึ่งอยู่เลยสินะคะ” อาจารย์ไก่พูดเธอเคยถามอาจารย์ซาร่าว่าสามีเธอทำงานอะไร จึงได้รู้ว่าสามีของอาจารย์ซาร่านั้นเป็นแค่พ่อบ้านเท่านั้นเพราะไม่มีสกิลเกี่ยวกับการต่อสู้เลย
“แบบนั้นก็ลำบากแย่เลยสินะในยุคแบบนี้” อาจารย์เอียนพูดอย่างเห็นใจเพราะในยุคนี้ถ้าไม่มีสกิลเกี่ยวกับการต่อสู้ล่ะก็จะไม่ได้บรรจุที่สมาคมฮีโร่ ทำให้การหาการหางานทำยากขึ้นนั่นเอง
ส่วนซาร่าก็จ้องข้าวหมูทอดในช้อนของเธออย่างหลงไหนก่อนจะใช้ปากเป่าให้มันเย็นลงเล็กน้อยและงับเข้าปากทันที
งั่บ !! เสียงช้อนถูกงับเข้าปากซาร่าค่อยๆหลับตาก่อนจะเคี้ยวมันอย่างนิ่มนวลที่สุดเสมือนว่ามันเป็นสิ่งล้ำค่าที่ต้องค่อยๆเคี้ยว
“เป็นยังไงบ้างครับซาร่า บอกตรงๆผมพึ่งเคยทำครั้งแรกเลยนะครับ ตอนสมัยเรียนผมเคยกินมันอยู่ครั้งหรือสองครั้งเอง” สตีฟพูด
“อร่อยมากเลยล่ะสตีฟ หมูที่ใช้นุ่มมาก ไข่เองก็เคลือบอยู่บนเนื้อหมูเป็นอย่างดีแถมความสุกนั้นกำลังดี เนื้อหมูทอดชุ่มฉ่ำ ด้านนอกกรอบนิดหน่อย เข้ากับไข่ที่เป็นวุ้นๆแบบนี้หวานมากเลย แถมข้าวเองก็หอมและนุ่มมากๆ” ซาร่าบรรยายออกมาทำให้อาจารย์ที่เหลือทั้งสามท่านได้แต่กลืนน้ำลายสตีฟที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา
“อาจารย์ทั้งสามท่านจะลองกินด้วยมั้ยครับพอดีผมทอดหมูไว้เยอะไปหน่อย ตอนแรกกะว่าจะเอาไว้ให้ซาร่ากินเล่นตอนบ่ายน่ะครับ” สตีฟพูดก่อนจะล้วงเข้าไปในถุงผ้าที่มีกล่องใส่หมูทอดเปล่าๆอยู่อีกกล่อง
“ดะ ดะ ได้เหรอ” อาจารย์เอียนพูดขึ้นอย่างเกรงใจ
“ได้มั้ยครับซาร่า” สตีฟลองถามภรรยาดู
“ได้สิ เพราะตอนมาเป็นอาจารย์ใหม่ๆได้อาจารย์เอียน อาจารย์ไก่ และอาจารย์ป้อมช่วยไว้มากเลย” ซาร่าพยักหน้าจากนั้นสตีฟก็วางกล่องหมูทอดเปล่าลงตรงหน้าทั้งสามคนทันที
“นี่ครับช้อน” สตีฟหยิบช้อนออกมาจากไหนอีกไม่รู้สามคันก่อนยื่นให้ทั้งสามคนก่อนจะเปิดกล่องหมูทอดออก
“หอมมาก !!!x3” ทั้งสามคนพูดออกมาพร้อมๆกันหลังจากฝากล่องถูกเปิดออกจากนั้นก็เป็นอาจารย์เอียนคนแรกที่ใช้ช้อนตัดหมูทอดออกให้พอดีคำก่อนจะตักเข้าปาก ตามด้วยอาจารย์ไก่ และอาจารย์ป้อม ทั้งสามคนกินมันอย่างเอร็ดอร่อย
สตีฟใช้เวลาอยู่ที่นั่นพักใหญ่ก่อนจะขอตัวกลับคอนโด เพราะต้องกลับไปทำความสะอาดอีก
สตีฟออกมาจากโรงเรียนฮีโร่ในตอนบ่ายก่อนจะรอรถบัสประจำทาง ไม่นานรถบัสก็มาสตีฟรีบขึ้นไปทันที
“รอบนี้ผู้โดยสารน้อยจังแฮะ” สตีฟเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจเพราะผู้โดยสารบนรถบัสมีแค่สองคนเท่านั้นรวมตัวของสตีฟด้วย รสบัสประจำทางสมัยนี้นั้นไม่ต้องใช้คนขับแล้ว ซึ่งมันเป็นระบบอัตโนมัติวิ่งตามรอบ ค่าโดยสารก็ฟรีไม่ต้องเสียเงินแล้วด้วยต่างจากเมื่อก่อน
ระหว่างรถแล่นไปเรื่อยๆสตีฟก็มองสองข้างทางไปเรื่อยๆ นิวยอร์คในทุกวันนี้ช่างเงียบเหงา ผิดจากเมื่อก่อนที่ครั้งหนึ่งเคยขึ้นชื่อว่าเมืองที่ไม่เคยหลับไหลทุกวันนี้อาชีพนั้นไม่ค่อยมีให้เลือกมากนัก คนส่วนใหญ่นั้นเป็นฮีโร่กันหมด บ้างก็เข้ากับกรมตำรวจ บ้างก็เป็นอาจารย์ ส่วนโรงเรียนอื่นๆนั้นพากันปิดตัวกันหมด เพราะมันไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว ทุกวันนี้เด็กๆนั้นต้องเข้าเรียนที่โรงเรียนฮีโร่ทุกคน เด็กจบมาส่วนใหญ่ก็ประกอบอาชีพฮีโร่ อาชีพนี้นั้นสามารถหาเงินได้มากมายจากการล่าสัตว์กลายพันธ์
ตอนนั้นเองผู้โดยสารอีกคนบนรถบัสก็เดินมาหยุดอยู่ข้างๆสตีฟ ทำให้สตีฟหันไปมองที่ผู้โดยสารคนนี้เล็กน้อยก่อนจะเห็นว่าเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุน่าจะราวๆสิบขวบได้
“มีอะไรรึเปล่าหนูน้อย หรือว่านั่งรถเลยป้าย” สตีฟถาม
“ไม่ค่ะ แต่ขอนั่งด้วยได้มั้ยคะคุณลุง นั่งคนเดียวแล้วมันเหงาๆน่ะค่ะ” เธอพูดออกมา
ฉึก !!! เหมือนมีลูกศรพุ่งมาปักเข้าที่หน้าอกของสตีฟกับคำเรียกของเด็กสาวที่เรียกเขาว่าลุง
“ดะ ดะ ดะ ได้สิ” สตีฟพยายามตอบกลับไปเธอยิ้มออกมาก่อนจะนั่งลงข้างๆสตีฟทันที
“ว่าแต่หนูชื่ออะไรล่ะ พี่ชื่อสตีฟนะ” สตีฟเรียกตัวเองว่าพี่
“หนูชื่อแอนนาค่ะ ลุงสตีฟ” เด็กสาวตอบ
ฉึก !! สตีฟรู้สึกเหมือนถูกแทงเข้าที่หน้าอกอีกครั้ง
“ละ ละ ลุงอีกแล้วเหรอ” สตีฟเอ่ยกับตัวเองเบาๆ นี่เขาหน้าแก่ขนาดนั้นหรือไงถึงอายุจะใกล้เลขสามแล้วแต่หน้าตาเขาใครๆก็บอกเหมือนคนอายุยี่สิบต้นๆอยู่เลย
“แล้วนี่หนูแอนนากำลังจะไปไหนงั้นเหรอ ทำไมถึงมาคนเดียวล่ะ” สตีฟถาม
“หนูก็ไม่รู้กำลังจะไปไหนเหมือนกันค่ะ แค่หนีออกจากบ้านและก็เดินมาเรื่อยๆก่อนจะขึ้นรถมาน่ะแหละค่ะ” แอนนาพูด
“หนีออกจากบ้าน !!!!” สตีฟเอ่ยขึ้นอย่างตกใจตอนนั้นเองจู่ๆสตีฟก็ได้ยินเสียงดังตู้มก่อนจะรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังหมุนไปหมด
ตู้ม !!!!!!!!!!!!!!!! เสียงบางอย่างกระแทกเข้าที่ข้างรถบัสก่อนรถบัสจะหมุนกลิ้งไปกับถนน
จบ... ปล. ถ้าชอบหรือถูกใจยังไงฝากกดติดตาม กดใส่ชั้นหนังสือ ฝากรีวิวเป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยนะครับขอบพระคุณครับ