ค่ำวันนั้น...
“ไหนมึงบอกจะเลิกกินปิ้งย่างแล้วชวนกูมากินปิ้งย่างทำไมวะ?” ไอ้ต้องยิงคำถามที่ไม่ได้อยากรู้คำตอบ เขารู้จักโจดีมากพอที่จะรู้ว่าโจรู้สึกอย่างไรกับข่าวการโยกย้ายงานเมื่อเช้านี้
“ไอ้ต้อง มึงแม่งจะทิ้งกูไป ปิ้งย่างมื้อนี้เลี้ยงส่งมึงไง จากนี้ไปกูเลิกกินแล้วโว้ย ไม่มีมึงแล้วกูจะกินกับใครวะ?” เขายกมือขึ้นและหันไปเรียก“น้องครับ ขอหมูสามชั้นเพิ่มอีกถาดนะครับ”
“เห้ย เห้ย เห้ย ใจเย็นเพื่อนกูยังไม่ได้จะไปวันนี้พรุ่งนี้ ญี่ปุ่นก็แค่ปากซอย พูดอย่างกะกูหายไปาบ้าป่าววะ” ต้องส่ายหน้า
สำหรับโจ เขาเบื่อระอากับการเมืองในองค์กร การใช้เส้นสายการเลียแข้งเลียขาเ้านาย เขาไม่เล่นการเมือง ไม่เลือกข้าง มีจุดยืนในความคิดซึ่งบ่อยครั้งก็ขวางโลก เพราะเหตุนี้ เขาจึงมีเพียงเพื่อนร่วมงาน แต่ไม่มี“เพื่อน” ในที่ทำงาน ยกเว้นก็แต่ไอ้ต้องเพียงคนเดียว ที่เติบโตในองค์กรนี้มาด้วยกันั้แ่ยังเป็พนักงานตัวเล็กๆ จนกระทั่งทั้งสองต่างก็เป็หัวหน้าฝ่ายขายในวันนี้
“ต้องให้กูบอกมึงกี่ครั้งวะไอ้โจ ทำดีแล้วประชาสัมพันธ์มันไม่ใช่เื่ไม่ดี มึงไม่ต้องเอาหน้า แต่เลิกคิดไปเลยว่ามึงตั้งใจทำงาน ผลงานดีแล้วคนจะมาค้นเจอเพชรในตม ห่าเอ้ย มึงแม่งดีหลบในมาเป็สิบปีแล้วนะเว้ย นอกจากกูแล้วมีใครเห็นความดีมึงยังวะมึงทำดีได้ ไม่ต้องปิดทองหลังพระ กล้าพูด กล้าเถียง แต่นุ่มนวลหน่อย มันไม่ใช่การเลียตูดนายมึงต้องเข้าใจว่าคนเขาไม่ได้สนใจว่าเนื้อหาที่มึงพูดคืออะไรแต่เขาจำได้ว่ามึงพูดเื่นั้น ๆ “อย่างไร” มึงเข้าใจมั้ย น้ำเสียง สีหน้า แววตาท่าทาง อ่ะ หัดควบคุมอารมณ์บ้าง เอะอะก็ชักสีหน้า ไม่ได้นะโว้ย”
ก็นั่นไง โจถึงยกให้ได้ต้องเป็ไลฟ์โค้ชของเขา
“กูยังจำได้ ตอนเข้ามาใหม่ ๆ มึงกับกูทำแบบทดสอบลักษณะนิสัยที่ฝ่ายบุคคลแม่งให้ทำแล้วผลการทดสอบออกมาว่ามึงแม่งเป็ตุ๊กตาหมี ฮ่า ๆ ตลกฉิบ อบอุ่น เป็เพื่อนที่ดีแต่มึงแม่งกระจอก คนอื่นเขาจับมึงไปวางตรงมุมไหน เอาตีนเขี่ย มึงแม่งก็ไม่ตอบโต้ โดนรังแกคนอื่นแย่งเครดิตแย่งเอาหน้า มึงแม่งก็ไถนาทำงานหนักต่อไป เชื่อในความดีปิดทองหลังพระ รอคนมาค้นพบเพชรในตม อย่างงี้ไม่ใช่ตุ๊กตาหมีแล้วเว้ยอย่างงี้เรียกควาย ไอ้โจ มึงอ่ะควาย”
“ไอ้เหี้ย กูไม่ได้มาเลี้ยงปิ้งย่างมึงให้มึงมาด่ากูนะเว้ย”
“ไอ้โจ มึงฟังกูให้ดีนะ เดี๋ยวเดือนหน้ากูก็ไปแล้ว มึงฟังและคิดตามนะ”
“เออ กูฟังอยู่ มึงนี่แม่งไหว้ครูนานจริง จะชกก็ชกเลยอารัมภบทอยู่ได้” เขาบ่นไปแบบนั้น แต่รู้ดีเสมอมา ว่าคำแนะนำที่จริงจังต่อจากการเกริ่นเช่นนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาได้ เหมือนในหลายครั้งที่เคยเป็มา
“มึงเป็ตุ๊กตาหมีน้อยต่อไปไม่ได้มึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เื่งานก็เหมือนกัน มึงต้องปรับปรุงการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานหน่อยเนื้องานมึงรู้ดีอยู่แล้ว มึงไม่ค่อยมีปัญหากับลูกค้า แต่ส่วนใหญ่มึงมีปัญหากับคนในปรับปรุงหน่อย โต้กลับบ้าง อย่าปล่อยให้เค้าเอาตีนมาเหยียบหน้ามึงเฉย ๆ โต้กลับแบบนุ่มนวลอย่าปล่อยให้ใครมาขโมยเครดิตแย่งเอาหน้า แค่นี้มึงก็หลุดพ้นจากการเป็ตุ๊กตาหมีน้อยในที่ทำงานแล้ว”
“แล้วไงต่อวะ?”
“อีกเื่ อันนี้มึงรู้ดีอยู่แล้ว เราเคยคุยกันบ่อยแล้วมึงต้องมีแหล่งรายได้มากกว่าแค่รอรับเงินเดือน ตอนนี้มึงกับกูยังโอเค แต่มึงดูกูดิความไม่มั่นคงในงานมีอยู่เสมอ กูถึงต้องย้ายไปญี่ปุ่น มึงเองก็เหมือนกัน หวังว่ามึงจะไม่โดนลดเงินเดือนแต่อย่าลืมหาทางเพิ่มแหล่งรายได้เสมอนะมึง ตามแผนเกษียณที่เราเคยคุยกัน ความมั่นคงต้องสร้างด้วยตัวเองไม่มีใครสร้างให้เราได้”
“เออ อันนี้กูซึ้งแล้ว กูทำตามที่มึงแนะนำมานานแล้ว” โจพยักหน้ารับ
“แต่ที่สำคัญกว่า ไม่ใช่เื่งาน แต่เป็เื่ชีวิต”ต้องพูดต่อด้วยท่าทีจริงจัง “มึงต้องเลิกเป็ตุ๊กตาหมีน้อยในด้านอื่น ๆ ของชีวิตด้วยสุดท้ายแล้ว สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิตคนเรา คือการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่รักเราและเรารักเค้ากูไม่เถียงว่าการเป็โสดไม่ใช่เื่แย่ ความรักระหว่างคนในครอบครัวเพื่อนที่ดีเติมเต็มตรงนี้ได้ และคนที่เลือกจะโสดก็มีความสุขแบบอิ่มเต็มได้แต่มึงไม่ควรขาดโอกาสที่จะสร้างความสัมพันธ์ดี ๆ เพียงเพราะมึงไม่กล้าเพียงเพราะมึงเป็ตุ๊กตาหมีน้อยที่นั่งอยู่ตรงมุม ไม่เคยก้าวออกมาจะด้วยเพราะกลัวการโดนปฏิเสธหรืออะไรก็ตาม อย่าได้คิดว่าตัวเองไม่มีดีพอ ให้โอกาสผู้หญิงเค้าได้ปฏิเสธมึงบ้างที่ผ่านมาเค้าไม่เคยมีโอกาสปฏิเสธมึง เพราะมึงชิงปฏิเสธตัวเองก่อน” ต้องร่ายยาว
การมีความรักความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในชีวิตส่วนตัวของต้องทำให้เขาเข้าใจเื่นี้เป็อย่างดีหากไม่ใช่เพราะอยู่ระหว่างการเรียนปริญญาเอกที่รัฐเท็กซัสเธอก็คงมานั่งอยู่ตรงนี้ข้าง ๆ ต้องในวันนี้ ต้องรู้จักโจเป็อย่างดี เขาจึงพูดเหมือนนั่งอยู่ในใจโจด้วยรู้ดีว่าที่ผ่านมาโจเลือกที่จะไม่ก้าวออกมาจากมุม เพื่อที่จะได้ไม่ต้องโดนชก
“เห้ย กูไม่ได้เป็อย่างนั้น ที่ผ่านมากูก็แค่...”โจพยายามอธิบาย
“ก็แค่...อะไรวะ?” ต้องไม่รอให้เพื่อนจบประโยค“ก็แค่...เป็คนดีที่มีแต่เพื่อน ซึ่งถ้านับกันจริง ๆ ก็คือกูเพียงคนเดียวเท่านั้นและมึงจีบสาวครั้งสุดท้ายคือตอนอนุบาล 2 มึงแม่ง 35 แล้วนะโว้ย ยังไม่เคยจีบสาว บ้าป่าววะมึงขับรถออกจากบ้านก็มีความเสี่ยงแล้ว ถ้ามึงจะไม่ทำอะไรเลยเพราะกลัวความเสี่ยงมันก็เสี่ยงอยู่ดี เสี่ยงที่มึงจะต้องพูดว่า “รู้งี้” “ถ้าเผื่อว่า... จริง ๆแล้วตอนนั้น... ไปตลอดชีวิต” ต้องมีสีหน้าจริงจังมากขึ้น
“ชีวิตมันก็เหมือนเข้าบ่อนไปวางเดิมพันที่โต๊ะพนันนั่นแหล่ะมึงจะซ้อมทอยลูกเต๋าอยู่แต่ที่บ้านไม่ได้นะเว้ยจะชนะสักกี่ตามึงก็ไม่ได้เงินรางวัล มึงต้องออกจากบ้านและไปยืนที่โต๊ะโน่นที่โต๊ะพนันเท่านั้น ที่มันจะมีการได้เสียจริงเว้ย เจ็บจริง แต่ถ้าถึงคราวของมึงมึงก็ได้จริงเว้ย” ต้องเสียงดังขึ้น อย่างคนที่อารมณ์ร่วมในเนื้อหาที่พูด
“มึงไปอยู่ไหนมาวะ เดี๋ยวนี้พนันออนไลน์ออกเยอะแยะพนันเงินจริงได้เว้ย มึงไม่ต้องออกจากบ้านด้วยซ้ำ” โจแซวเขา แต่ก็เข้าใจอุปมาอุปมัยของเพื่อนผู้ซึ่งไม่เคยแตะ้าพนันแม้แต่ครั้งเดียว
“ริบอาย 2 ถาด และหมูสามชั้นครับ” พนักงานเสิรฟ์ลั่นระฆังพักยกวางถาดเนื้อที่สั่งเพิ่มบนโต๊ะ บทสนทนาของสองเกลอยังคงดำเดินต่อไป บาง่แทรกด้วยเสียงหัวเราะดังลั่นและบาง่ก็เติมด้วยคำสบถหยาบคายพร้อมรอยยิ้ม
“มึงต้องก้าวออกจากมุม เลิกเป็ตุ๊กตาหมีน้อยเปลี่ยนตัวเองให้เป็เสือ ออกล่าเหยื่อ ชีวิตจริงไม่ใช่สวนสัตว์นะเว้ย ไม่มีใครมาให้อาหารมึงทุกๆ วัน อย่ารอจนพร้อมแล้วค่อยเริ่ม อย่ามัวแต่นั่งทอยลูกเต๋าอยู่บ้านออกไปยืนที่โต๊ะแล้ววางเดิมพันซะ” ต้องกล่าวปิดงานราตรีปิ้งย่าง “อีก 2 ปีเจอกันเพื่อน แต่อย่าให้กูกลับมาเจอตุ๊กตาหมีน้อยนะมึง”
โจยิ้มรับพรจากไลฟ์โค้ช จริงสินะเขาควรต้องก้าวออกจากมุมบ้างแล้ว ออกไปปล่อยหมัดบ้าง จะชกลมหรือพลาดเป้าบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็ไร
“น้องครับ คิดเงินด้วยนะครับ”ตุ๊กตาหมีน้อยเป็เ้าภาพมื้อนี้
ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไปเขาจะไม่มัวนั่งทอยลูกเต๋าอยู่บ้านอีกต่อไปแล้ว
***************