ต้นหลิวปลิวลิ่วสู่วังหลวง
บทที่ 2
ในที่สุดเฉิงลี่หลินก็ตัดสินใจดึงขนมบัวหิมะสีขาวจั๊วะชิ้นโตที่ตอนนี้รอบๆก้อนขนมมีรอยแดงจากสีปากของนางกำนัลชราประทับอยู่ออกให้ก่อนที่จะช่วยพยุงนางขึ้นมาแล้วพาไปนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกล
“ท่านยาย ข้าขอโทษนะาเ็ตรงไหนหรือไม่เ้าคะ”
เฉิงลี่หลินสำรวจร่างกายของนางกำนัลพัลวันจนนางต้องทำมือบอกให้หยุดแม่นางน้อยจึงหันไปรินน้ำชาใส่ถ้วยส่งให้นางแทน นางกำนัลชราถอนหายใจแล้วจึงรับถ้วยชาไปตอนนี้สีหน้าของแม่นางน้อยกระโปรงบานแสดงความรู้สึกผิดออกมาอย่างชัดเจน
นางกำนัลชราจิบน้ำชาเล็กน้อยแล้วจึงวางถ้วยลงมองพิจารณาเฉิงลี่หลินด้วยสายตาที่กังวลแต่เปี่ยมด้วยเมตตาก่อนที่จะค่อยๆเอ่ยขึ้นมา
“พระสนมไม่ต้องกังวลข้าน้อยมิได้เป็อะไร เอ่อ...ข้าทราบมาว่าเดือนหน้าจะเป็วันเกิดอายุครบสิบสี่ปีของท่านใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วเดือนหน้าเป็วันเกิดของข้า พวกท่านพี่บอกว่าจะพาข้าไปเที่ยวในเมืองหาของอร่อยๆกินกันท่านพ่อกับท่านแม่จะยอมให้ข้าเลี้ยงสุนัขด้วย แต่พอดีว่า...”
เฉิงลี่หลินตอบหญิงชราด้วยน้ำเสียงสดใสแต่ตอนท้ายประโยคกลับดูเศร้าสร้อยผิดหวัง
“เฮ้อ...ยังเด็กนัก แต่อย่างไรก็มีราชโองการลงมาแล้วท่านคงต้องเข้าวังตามกำหนดการ ในสมัยรัชกาลก่อนก็เคยมีสนมที่เข้าวังตอนอายุเพียงสิบสี่สิบห้าปีเช่นเดียวกับท่านต่อมาพวกนางให้กำเนิดองค์ชายองค์หญิงจนตอนนี้ก็เป็ไท่เฟยใช้ชีวิตบั้นปลายสุขสบายอยู่ในวังหลวงท่านเอง...ก็สามารถเป็ดังเช่นพวกนางได้ขอให้ตั้งใจถวายปรนนิบัติฝ่าาและประพฤติตัวให้ดีก็เพียงพอแล้ว ข้าน้อยพูดเช่นนี้พระสนมเฉิงเข้าใจหรือไม่เพคะ”
นางกำนัลชราค่อยๆพูดกับเฉิงลี่หลินภาพที่เห็นตรงหน้ามิใช่ภาพของพระสนมกับนางกำนัล กลับเหมือนเป็ภาพบรรยากาศท่านยายที่กำลังอบรมสั่งสอนหลานสาวมากกว่า
“แต่ข้าไม่อยากเข้าวังข้าไม่อยากเป็พระสนม”
ยังไม่ทันสิ้นประโยคดีนางกำนัลชราก็รีบเอามือมาปิดปากเฉิงลี่หลินทันที
“สิ่งที่พระสนมพูดออกมาเมื่อสักครู่ขอให้เป็ครั้งสุดท้ายที่เอ่ยออกมา อย่าได้ไปพูดจาเช่นนี้ที่ไหนอีก มีหญิงสาวอีกมากมายที่อยากเข้าวังและการที่ฮ่องเต้มีรับสั่งให้เข้าวังถวายตัวนั้นถือเป็เกียรติสูงสุดของตนเองและวงศ์ตระกูลการพูดจาเช่นเมื่อกี้ถือว่าเป็การิ่พระเกียรติและขัดต่อราชโองการหากใครมาได้ยินเข้าคงไม่เป็การดีอย่างแน่นอน ท่านเข้าใจหรือไม่”
เฉิงลี่หลินพยักหน้าทั้งที่ยังมีมือของหญิงชราปิดปากเมื่อปล่อยมือออกจากปากของแม่นางน้อยแล้วนางก็พูดต่อ
“ต้องขออภัยที่ข้าน้อยบังอาจชี้แนะเพียงแต่ข้าน้อยรู้สึกถูกชะตากับท่านการที่เราได้มาเจอกันวันนี้คงเพราะมีวาสนาต่อกัน และด้วยความที่ท่านยังอายุน้อยนักข้าน้อยจึงไม่นึกอยากให้มีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นกับท่านสักเท่าไหร่”
“ข้าเข้าใจแล้วขอบคุณท่านยายที่สอนสั่งเ้าค่ะ”
เฉิงลี่หลินตอบรับพร้อมกับยิ้มสดใสนางกำนัลชรายิ้มอ่อนเอ็นดู แต่ก็ต้องรีบเตือนเฉิงลี่หลินว่าต้องวางตัวให้เหมาะสมกับที่เป็เ้านายนางเป็เพียงนางกำนัลเล็กๆเท่านั้น ต้องเลือกคำพูดคำจาให้ดีกว่านี้
ไม่นานนักฉีกูกู่ก็กลับมานางเดินเข้ามาด้วยท่าทีสงบราบเรียบน่าเกรงขามเช่นเคยแม้เส้นเืที่ขมับยังปูดนูนอยู่ก็ตามนางไม่พูดถึงเื่ความชุลมุนที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ ประหนึ่งว่าไม่เคยเกิดเหตุอันใดขึ้นจากนั้นก็เริ่มต้นการอบรมด้วยหัวข้อถัดไปเลย
ระหว่างการอบรมก็มีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติสลับกันไปแม้เฉิงลี่หลินจะไม่ได้ซุกซนหรือแอบเอาขนมขึ้นมากินแล้วแต่ก็ต้องขอบอกว่าเป็การอบรมที่ไม่ราบรื่นเอาเสียเลย
หากฉีกูกู่บรรยายนานหน่อยนางก็จะผล็อยหลับหรือบางทีมีนกมีผีเสื้อบินเข้ามาสมาธิของนางก็พลันหดหาย แล้วหันไปยิ้มร่ากับนกและผีเสื้อแทนเวลาให้ทวนสิ่งที่เรียนมาก็แทบจะลืมเสียหมดสิ้น แม่นางน้อยคนนี้ช่างสมาธิสั้นจริงๆ
ส่วนภาคปฏิบัตินั้นก็ช่างไม่เอาไหนโดยเฉพาะเื่กิริยามารยาท แม้นางจะไม่ได้ทำกิริยาชั่วร้ายแต่ก็ห่างไกลกับคำว่าสวยงาม สงบเสงี่ยม และสำรวม
จะได้คะแนนดีหน่อยก็วิชามารยาทการกินเนี่ยแหละเพราะว่าฉีกูกู่ให้ยกสำรับอาหารคาวหวานเข้ามาฝึกกันจริงๆ มีอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิดละลานตาไปหมดเฉิงลี่หลินเห็นแล้วไม่อยากพลาดสักเมนูจึงตั้งใจเรียนหัวข้อนี้เป็พิเศษ
ตลอดการอบรม อาหลิวรู้สึกว่าแรกๆฉีกูกู่จะพยายามขับเคี่ยวให้เฉิงลี่หลินต้องทำให้ได้ตามเกณฑ์ของนางหากทำไม่ได้ก็จะไม่ยอมผ่านหัวข้อนั้นๆไป แต่พอหลังๆเหมือนฉีกูกู่เริ่มจะไม่สนใจว่านางทำได้ดีหรือไม่แม้กระทั่งบางครั้งที่เฉิงลี่หลินสัปหงกจนหัวแทบโขกโต๊ะ แต่ฉีกูกู่ก็หาได้สนใจไม่ ยังคงบรรยายต่อไปประหนึ่งว่ามีคนกำลังฟังอย่างตั้งอกตั้งใจและสำหรับเฉิงลี่หลินเองก็ไม่ได้มีคำถามหรือข้อสงสัยใดๆอยู่แล้วการอบรม่หลังๆจึงดูราบรื่นแบบแปลกๆ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วเมื่อการอบรมมาถึงหัวข้อสุดท้าย พระอาทิตย์ด้านนอกก็คล้อยต่ำลงไปมากไม่นานนักก็ต้องจุดตะเกียงเพิ่มแสงสว่าง อาหลิวที่ทั้งวันตั้งใจอบรมจดทุกอย่างพยายามสังเกตทุกสิ่งเท่าที่ทำได้ก็เริ่มจะรู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนกัน ส่วนเฉิงลี่หลินก็นั่งพิงเก้าอี้หงายหน้าหลับสบายน้ำลายไหลย้อยไปนานแล้ว
พอฉีกูกู่เห็นดังนั้นจึงเก็บม้วนหนังสือแล้วหันไปคุยกับนางกำนัลชรา และในทันทีที่ได้รับคำสั่งนางก็เดินปรี่อ้อมผนังไม้ซี่มาที่อาหลิว
“เชิญเ้าตามข้ามาที่ห้องด้านนี้”
ได้ยินดังนั้นอาหลิวก็รีบวางพู่กันแล้วตามนางกำนัลชราเข้าไปยังห้องโถงใหญ่ทันทีเมื่อได้เจอฉีกูกู่แล้วจึงโค้งคำนับนางพยักหน้ารับก่อนที่จะเดินไปนั่งที่เก้าอี้แล้วยกน้ำชาขึ้นมาดื่มดูท่าทางจะเหนื่อยไม่น้อยเหมือนกัน
ฉีกูกู่จิบน้ำชาไปได้สองอึกแล้วจึงวางถ้วยลงขยับนั่งหลังตรงวางสีหน้าน่าเกรงขาม
“เ้าชื่อว่าอะไร”
“ข้าน้อยชื่ออาหลิว”
ฉีกูกู่มองพิจารณาอาหลิวอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นมา
“ข้าเพิ่งจะเข้าใจว่าทำไมใต้เท้าเฉิงและฮูหยินจึงได้ขอร้องให้ข้าอนุโลมเป็กรณีพิเศษเพื่อให้เ้าได้เข้าร่วมอบรมด้วยดูจากหน้าตาท่าทางของเ้าแล้วมีแววฉลาดและไหวพริบดี คาดว่าหากเข้าวังไปแล้วคงจะช่วยเหลือคุณหนูของเ้าได้เป็อย่างดีเพียงแต่...คิดว่าคงจะเหนื่อยไม่น้อยเลย”
อาหลิวเข้าใจดีว่าที่ฉีกูกู่พูดนั้นหมายถึงอะไรไม่ทิ้ง่นานฉีกูกู่ก็เริ่มพูดต่อ ซึ่งอาหลิวคิดว่านางอยากจะบ่นระบายเสียมากกว่า
“ข้าอบรมสนมมาก็มากส่วนใหญ่แล้วก็มาจากตระกูลขุนนางแทบทั้งสิ้น มีบ้างที่มาจากสามัญชนคนทั่วไปที่เหล่าบรรดาเชื้อพระวงศ์ไปต้องพระทัยเข้าแต่ถึงกระนั้น...พวกนางก็ยังมีพื้นฐานกิริยามารยาทแบบคุณหนูที่ผ่านการอบรมมาเบื้องต้นแล้ว
ทว่าพระสนมเฉิงลี่หลินทำข้าแปลกใจนักสกุลเฉิงเป็ตระกูลขุนนางรับราชการมาช้านานคุณหนูตระกูลนี้ถวายตัวเข้าวังก็หลายรุ่น ดังพระสนมเฉิงลู่เอินพี่สาวแท้ๆของนางอย่างไรเล่าทำไม...ช่างไม่เหมือนกันเลย แตกต่างกันราวฟ้ากับ...”
ดูเหมือนฉีกูกู่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองบ่นมากเกินไปแล้วแม้อาหลิวไม่ค่อยอยากนึกตำหนินางสักเท่าไหร่เพราะเห็นความเป็ไปตลอดการอบรมที่ไม่ค่อยจะราบรื่นนี้แต่ก็อดที่จะหน้าชานิดหน่อยไม่ได้ อย่างไรเสียอาหลิวก็ยังคงเป็คนในบ้านตระกูลเฉิงหากเปรียบเทียบกับตอนทำงานก็คล้ายกับการที่ลูกค้าเรียกไปตำหนิในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อแต่ต้องรับหน้าแทนบริษัทไว้ก่อน
“ช่างเถอะการอบรมวันนี้เ้าเห็นเป็อย่างไรก็ไปรายงานใต้เท้าเฉิงกับฮูหยินตามสมควรละกันแต่ที่ข้าต้องเรียกเ้าเข้ามา...”
พอถึงตรงนี้สายตาของกูกู่ก็มองเหยียดไปยังเฉิงลี่หลินที่กำลังทำปากจั๊บๆตาหลับพริ้มอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือฉีกูกู่ส่ายหน้าระอาอย่างไม่ปิดบัง แล้วจึงหันมาพูดคุยกับอาหลิวต่อ
“นั่นเพราะว่าอย่างไรเสียการอบรมวันนี้ก็เป็เพียงแค่ส่วนเดียวในวันนี้ข้าเลือกแต่หัวข้อที่สำคัญและจำเป็ต้องฝึกปฏิบัติมาสอนเท่านั้น เวลาก็มีน้อยเหลือเกินอีกทั้งคุณหนูของเ้ายัง... เฮ้อ...ช่างเถอะๆ
พวกข้าได้รับมอบหมายภารกิจเร่งด่วนให้มาอบรมพระสนมที่จำเป็ต้องเข้าวังในอีกไม่กี่วันเล็งเห็นแล้วว่าไม่สามารถถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างได้ภายในวันเดียวดังนั้นพวกข้าจึงอดตาหลับขับตานอนเรียบเรียงตำราขึ้นมาใหม่ ซึ่งก็คือเล่มนี้...”
ฉีกูกู่ชูหนังสือที่ชื่อ‘ว่าด้วยเื่กฎแห่งวังหลวง สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำกิจวัตรที่ต้องปฏิบัติ และสิ่งต้องห้าม - ฉบับคู่มือสนมนางใน’ ขึ้นมาให้อาหลิวดูซึ่งเป็เล่มที่หนาที่สุดในบรรดาหนังสือสามเล่มที่ได้รับมา
“ก่อนจะถึงวันเข้าวัง พระสนมควรอ่านตำราเล่มนี้ให้จบแต่จากที่ข้าได้อยู่กับพระสนมมาหลายชั่วยาม อย่าว่าแต่อ่านให้แตกฉานเลยแค่จะเปิดหนังสือขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะคาดหวังมากเกินไปหรือไม่ ข้านั้นเป็กูกู่ที่ไทเฮาทรงส่งมาจะทำเสียชื่อไม่ได้ ดังนั้น อาหลิว...ถ้าเ้าไม่อยากให้พระสนมลี่หลินและสกุลเฉิงต้องอับอายขายหน้าโดยมีเหตุจากสกุลบกพร่องการอบรมสั่งสอนกิริยามารยาทเฉกเช่นคุณหนูตระกูลผู้ดีแล้วละก็...”
อือหือ...นี่หมายถึงพ่อแม่ไม่สั่งสอนใช่มั้ยฉีกูกู่แรงอะ
“ในฐานะที่จะต้องติดตามนางเข้าวังหลวงด้วยเ้าจงรับหน้าที่อ่านตำราทั้งหมดแทนพระสนมเสีย แล้วคอยควบคุมดูแลนางให้ดีจงจำไว้ว่าภายในรั้วของวังต้องห้ามนั้น กฎระเบียบคือสิ่งสำคัญที่สุด จะได้ดีก็เพราะความประพฤติแต่จะตายสิ้นลมหายใจไร้ดินกลบหน้า...ก็เพราะความประพฤติเช่นกันวันนี้สิ้นสุดหน้าที่ของข้าแล้ว หลังจากนี้ก็สุดแล้วแต่พวกเ้าเถิด”
พอฉีกูกู่พูดจบ อาหลิวถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคอดูเหมือนว่าการไม่ตั้งใจอบรมของพระสนมลี่หลินอาจส่งผลกระทบต่อความเป็อยู่ในวังหลวงในภายภาคหน้าได้อีกทั้งฉีกูกู่ยังพูดเื่เป็ๆตายๆบวกกับที่ิเคยดูหนังจีนหนังเกาหลีเกี่ยวกับเื่รักๆใคร่ๆในวังหลวงก็รู้สึกว่าสิ่งที่ฉีกูกู่พูดเตือนมานั้นคงไม่หนีความจริงสักเท่าไหร่
แค่เื่ของตัวเองยังงงๆอยู่เลยนี่ยังต้องมารับผิดชอบดูแลชีวิตของแม่นางน้อยที่ดูไฮเปอร์และสมาธิแสนสั้นคนนี้ด้วยอีกหรือนี่?
จะไหวมั้ยเนี่ยยยย?
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน