จักรพรรดิเพลิงทะยานสวรรค์

    ตอนที่ 32 หลินลู่เฟย 1


    หลังจากที่ทั้งสองใช้เวลาเดินทางจากเมืองซูสือมาเป็นเวลา 5 วันเต็มในที่สุดตอนนี้พวกเขาก็เดินทางมาจนใกล้จะถึงเมืองเหยียนจิ้งที่เป็นเป้าหมายของพวกเขาแล้ว


    ปัจจุบันฉินหยางนั่งพักผ่อนอยู่บนกิ่งไม้ของต้นไม้ต้นหนึ่งบนภูเขาที่อยู่ห่างออกไปจากเมืองเหยียนจิ้งไม่ไกล หลังจากที่เร่งรีบเดินทางติดต่อกันมาหลายวันและในระหว่างที่เขากำลังพักผ่อนอยู่ในตอนนั้นได้มีชาย 2 คน เดินผ่านมาบริเวณดังกล่าวและได้มีการพูดถึงเรื่องราวบางอย่างขึ้น


    "นี่เจ้ารู้หรือไม่..สำนักอัคคีสวรรค์จะจัดงานประลองเพื่อคัดเลือกศิษย์ที่จะเข้าร่วมสำนักขึ้นที่เมืองเหยียนจิ้งแห่งนี้ล่ะ"


    จู่ ๆ ชายคนหนึ่งก็เอ่ยเปิดเรื่องสนทนาขึ้น


    "สำนักอัคคีสวรรค์? นั่นมันสำนักอันดับหนึ่งของแดนดาราใต้ที่ 4 เลยไม่ใช่รึ? เหตุใดถึงได้มาเปิดรับศิษย์ในที่ชนบทเช่นนี้กัน?"


    เสียงของชายอีกคนที่เดินมาด้วยกันตอบกลับน้ำเสียงของเขาดูตกใจไม่ใช่น้อย


    "เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่รู้ แต่เห็นว่างานประลองจะจัดขึ้นอีก 7 วันหลังจากนี้ เจ้าไม่สังเกตุรึว่าในเมืองเหยียนจิ้งตอนนี้เริ่มมีผู้คนจากเมืองต่าง ๆ เดินทางมายังเมืองเหยียนจิ้งเพื่อรอเข้าร่วมงานประลองแล้ว"


    ชายคนแรกกล่าวอธิบายข้อมูลเสริม


    "เช่นนี้นี่เอง ถ้าเช่นนั้นข้าสมัครลงประลองด้วยดีหรือไม่ หากข้าถูกรับเลือกให้เข้าเป็นศิษย์ในสำนักอัคคีสวรรค์ละก็..."


    ชายคนที่สองกล่าวพลางเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนด้วนสีหน้าเพ้อฝัน


    "เจ้าละเมออยู่หรืออย่างไร.. เกณฑ์ของการสมัครเข้าประลองคือต้องเป็นผู้วิเศษที่มีพลังระดับหลอมรวมลมปราณขึ้นไป ผู้วิเศษระดับดูดซับลมปราณเช่นเจ้ากับข้าไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมเพราะฉะนั้นอย่าได้คิดเพ้อฝันไปเลย


    ชายคนดังกล่าวพูดตัดบทชายก่อนหน้าด้วยน้ำเสียงเจียมเนื้อเจียมตัวก่อนจะเดินหายลับไปในป่าป่าลึก


    "สำนักอัคคีสวรรค์? การประลองคัดเลือกศิษย์เข้าร่วมสำนัก? มาได้ถูกจังหวะพอดีสินะ"


    ฉินหยางที่นั่งอยู่บนต้นไม้ใหญ่ได้ยินบทสนทนาของชายทั้งสองคนเมื่อครู่ก็พึมพำขึ้นเสียงเบาและเผยรอยยิ้มจาง ๆ ประดับใบหน้า


    "เจ้าคิดจะเข้าร่วมกับสำนักอัคคีสวรรค์เช่นนั้นงั้นรึ?"


    ร่างโปร่งใส่ของเสวี่ยอวี๋ที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้ข้างกายฉินหยางเอ่ยถามขึ้น


    "เรื่องนั้น..คงต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับสำนักอัคคีสวรรค์ที่ว่านั่นก่อนว่าคู่ควรให้ข้าเข้าร่วมหรือไม่หลังจากนั้นข้าจะตัดสินใจอีกที"


    ฉินหยางส่ายศีรษะเบา ๆ พร้อมกล่าวตอบเสียงเรียบ แต่หากว่ามีคนอื่นมาได้ยินประโยคที่เขาพูดเมื่อครู่คงโดนผู้คนด่าทอและทุบตีเป็นแน่


    แต่ว่า..สิ่งที่ฉินหยางเอ่ยมานั้นหาใช่การหลงตัวเองแต่อย่างใด แต่มันคือความทะนงตนที่ใช้เวลาสังสมมาอย่างยาวนานนับพันนับหมื่นปีและความสามารถที่เขามีก็มากพอที่จะกล่าวคำเหล่านั้นออกมา


    หลังจากพูดจบก็เหมือนเขาจะฉุกคิดบางอย่างได้ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยอีกครั้งว่า


    "จริงสิแล้วแคว้นดาราใต้ที่ 4 มันคือสิ่งใดกัน จะว่าไปตั้งแต่ที่ข้าเกิดใหม่ในโลกนี้ ข้าเองก็ยังไม่รู้ เรื่องอะไรเกี่ยวจะโลกใบนี้เลยแม้แต่อย่างเดียว"


    "อาจจะเป็นอาณาจักรกระมังข้าเองก็ไม่รู้..แต่ว่าหากเข้าไปในเมืองแล้วสอบถามจากผู้คนที่นั่นคงรู้ได้ไม่ยากรวมถึงเรื่องของสำนักอัคคีสวรรค์นั่นด้วย"


    "ก็จริงของเจ้า..ถ้าเช่นนั้นเราเดินทางเข้าไปภายในเมืองกันก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันในภายหลัง"


    "อื้ม..ตกลง" 


    เสวี่ยอวี๋พยักหน้ากล่าวเห็นด้วยก่อนร่างกายของเขาจะเรืองแสงสว่างวาบและหายลับไปอีกครั้ง


    ฉินหยางเห็นว่าเสวี่ยอวี๋กลับเข้าไปในลูกแก้วจิตวิญญาณแล้วก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ เขาก็ยันกายลุกขึ้นและกระโดดลงจากต้นไม้เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมือง  เหยียนจิ้งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลในทันที


    เขาเดินทางออกมาจากป่าได้ไม่นานก็สามารถมองสังเกตเมืองเหยียนจิ้งจากระยะไกลพบว่า ตัวเมืองเหยียนจิ้งมีลักษณะเป็นวงกลมล้อมรอบด้วยกำแพงสีขาวสูงราว 5 จั้ง ตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ราบที่ถูกรายล้อมไปด้วยภูเขาและเทือกเขาขนาดสูงใหญ่มากมายแตกต่างกันออกไป 


    ฉินหยางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเล็กน้อยก่อนเวลาจะผ่านไปอีก 1 กาน้ำชา ในที่สุดเขาก็เดินทางมาจนถึงบริเวณหน้าประตูทางเข้าเมืองที่มีผู้คนมากมายกำลังยืนต่อแถวเพื่อรอเข้าเมืองอยู่ในที่สุด


    โดยปกติแล้วแม้ว่าเมืองแห่งนี้จะมีผู้คนพลุกพล่านเข้าออกจนหนาตา แต่เนื่องจากจะมีการจัดงานประลองเพื่อค้นหาศิษย์ของสำนักอัคคีสวรรค์ จึงทำให้ผู้วิเศษมากมายจะทั่วทั้งสารทิศแห่กันมายังเมืองเหยียนจิ้งแห่งนี้กันอย่างเนืองแน่น 


    ฉินหยางยืนรอต่อเเถวเพื่อเข้าเมืองอยู่ราว 1 ก้านธูป จนในที่สุดก็สามารถเข้ามาภายในเมืองได้


    หลังจากนั้นเขาก็ก้าวเท้าเเินไปตามถนนเส้นหลักภายในเมืองพลางหันมองซ้ายขวาไปมาชมวิวทิวทัศน์สองข้างอย่างไม่รีบร้อน


    ตัวเมืองเหยียนจิ้งมีขนาดใหญ่โตเป็นอย่างมาก ขนาดของมันใหญ่โตมากกว่าเมืองที่ฉินหยางเดินทางผ่านมาอย่างเมืองซูสือหรือเฉินตู่ถึงสิบเท่า ยิ่งกว่านั้นภายในตัวเมืองยังถูกประดับตกแต่งอย่างหรูหรา สองข้างทางมีตึกราบ้านช่องที่ตั้งเรียงรายดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งยังมีรูปปั้นหินแกะสลักลวดลายต่าง ๆ แตกต่างกันออกไป ดูงดงามแปลกตายิ่ง วางประดับอยู่ตลอดทาง


    แต่ว่า..ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่นับว่าเป็นอันใดสำหรับฉินหยาง เขายังคงเดินไปตามถนนเส้นทางหลักของเมืองเรื่อย ๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางกวาดตามองหาโรงเตี้ยมที่จะใช้เป็นที่พักอาศัยภายในเมืองแห่งนี้ 


    เขายิ่งเดินห่างออกมาจากประตูเมืองยิ่งพบเห็นผู้คนเดินสัญจรไปมาบนท้องถนนมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีสิ่งหนึ่งที่ฉินหยางสังเกตเห็นคือคนเหล่านี้ล้วนเเล้วแต่เป็นผู้วิเศษด้วยกันทั้งสิ้นแทบจะไม่พบมนุษย์ธรรมดาอยู่เลยแม้แต่คนเดียว


    ฉินหยางเดินกลมกลืนไปกับฝูงชนไปตามทางเรื่อย ๆ และไม่รีบร้อน แต่จู่ ๆ ก็เกิดเสียงเอะอะโวยวายของผู้คนดังขึ้นมาจากทางฝั่งของประตูเมืองที่ฉินหยางเดินผ่านมาก่อนหน้านี้


    เสียงดังกล่าวค่อย ๆ ใกล้เข้ามาและชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ได้ยินว่าเป็นเสียงตะโกนของชายคนหนึ่งที่กำลังควบรถม้าอยู่พร้อมถือแส้ยาวในมือหวดใส่คนที่ยืนขวางทางอย่างอุกอาจ


    "หลีกไปซะ!! หลีกไปให้พ้น!!" 


    "หลีกทางข้าบอกให้หลีกทางอย่างไรล่ะ...นี่เป็นรถม้าของคุณชายหลินลู่เฟยสหายสนิทของคุณชายมู่เฉิน ได้ยินแล้วยังไม่รีบหลบกันอีกงั้นรึ?


    ชายคนขับรถม้าตะโกนก้องขึ้นด้วยน้ำเสียงวางอำนาจ


    ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์เดิมทีต่างรู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อได้ยินว่าภายในรถม้าคันดังกล่าวเป็นใครต่างก็พากันกล้ำกลืนความไม่พอใจและหลีกทางให้โดยไม่โต้ตอบสิ่งใด 


    ชายคนขับรถม้าเมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของผู้คนรอบบริเวณหลังจากที่ได้ยินคำพูดของตนก็ยกยิ้มพึงพอใจออกมาพร้อมทั้งแสดงสีหน้าดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่คิดปิดบัง


    ผู้คนรอบบริเวณแม้จะสังเกตเห็นสีหน้าของชายขับรถม้าและอยากด่าทอมากเพียงใดก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมาแม้แต่คนเดียว ได้แต่เก็บงำคำด่าทอไว้ในใจ


    "ท่านแม่..ท่านแม่ นั่นม้าล่ะ ม้าสวยมากเลย ข้าอยากเล่นกับม้า"


    ท่ามกลางความเงียบสงัดจู่ ๆ ก็มีเสียงเด็กคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างดีใจพร้อมวิ่งออกไปกลางถนนขวางทางรถม้าด้วยความใสซื่อ 


    "เฟยฉี รีบกลับมาเดี๋ยวนี้"


    มารดาของเด็กน้อยเมื่อเห็นการกระทำของบุตรก็ใจหายวาบพยายามวิ่งเข้าไปคว้าตัวแต่ก็ไม่ทันการ


    ชายคนขับม้าเห็นว่าจู่ ๆ ก็มีคนมาขวางทางรถม้าก็มีสีหน้ามืดทะมึนขึ้นมาทันที 


    "เด็กเวร!!..เกะกะหลีกไปซะ!!"


    ชายคนขับรถม้าตะโกนก้องพร้อมทั้งเร่งโคจรพลังปราณถ่ายเทไปยังแส้ยาวในมือหวดโจมตีไปทางเด็กน้อยคนดังกล่าวอย่างโหดเหี้ยม


    ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างแตกตื่นตกใจและนึกสงสารแต่ก็ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าช่วยแต่อย่างใด ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น


    "เพี๊ยะ!!"


    เสียงหวดเเส้ดังกระทบผิวหนังเกิดเป็นเสียงดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบ ผู้คนรอบบริเวณต่างพากันคิดว่าเด็กน้อยคนนั้นคงไม่รอดแล้วเป็นแน่ เเต่เมื่อพวกเขาลืมตาขึ้นมามองเหตุการณ์ตรงหน้าอีกครั้งก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยคนดังกล่าวยังคงปลอดภัยดีไม่ได้มีรอยขีดขวนใด ๆ 


    ก่อนจะพบว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งอายุราว ๆ 15-16 ปี สวมชุดคลุม ยาวสีแดงไว้ผมสีดำขลับยาวสลวย ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพเซียนยืนขวางกำแส้เส้นนั้นอยู่ในมือด้วยสีหน้าเรียบเฉย ซึ่งชายหนุ่มคนนี้ก็คือฉินหยางที่มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก่อนจะตัดสินใจพุ่งตัวเข้ามาช่วยอย่างทันท่วงที


    "เฟยฉี!! เฟยฉีลูกแม่!!ขอบคุณคุณชาย ของคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ"


    มารดาของเด็กน้อยเมื่อเห็นว่าบุตรของตนปลอดภัยดีก็รีบวิ่งเข้ามากอดบุตรของตนไว้ด้วยความโล่งอกและกล่าวขอบคุณต่อฉินหยาง


    "ท่านไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าหรอก รีบพาเด็กคนนี้ออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะ"


    ฉินหยางกล่าวพลางหันหน้าไปยิ้มให้เด็กน้อยคนดังกล่าวอย่างอ่อนโยน มารดาของเด็กน้อยหลังจากได้ยินคำแนะนำของฉินหยางก็รีบพาบุตรของเขาออกไปจากบริเวณนั้นทันที


    "แกเป็นใคร? กล้าดียังไงมายุ่งวุ่นวายเรื่องของข้า"


    ชายคนขับรถม้าตะโกนขึ้นด้วยความเดือดดานและพยายามดึงแส้ในมือกลับแต่ก็ไม่สามารถดึงกลับได้


    "ข้าเป็นใคร? เรื่องนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ แต่ที่เจ้าต้องรู้คือข้าเกลียดคนเช่นเจ้ามากที่สุด"


    ฉินหยางยังคงกล่าวตอบเสียงเรียบ


    "เกลียดคนเช่นข้า? เจ้าเกลียดคนเช่นข้าแล้วอย่างไร? เจ้าไม่รู้รึไงว่าข้าเป็น..."


    เพี๊ยะ!! "ตู้มม!!


    ชายคนดังกล่าวยังเอ่ยไม่ทันจบประโยคก็รู้สึกเหมือนโดนบางสิ่งบางอย่างกระแทกเข้าที่หน้าอย่างจังก่อนจะกระเด็นออกจากรถม้าพุ่งกระแทกเข้ากับรูปปั้นหินข้างทางจนแตกกระจาย และหมดสติไปในทันที


    เหล่าผู้คนที่ยืนดูอยู่โดยรอบที่มองเห็นเหตุการณ์ต่างก็พากันแตกตื่นฮือฮาเพราะไม่คิดว่าฉินหยางจะกล้าลงมือต่อคนของหลินลู่เฟยโดยไม่เกรงกลัวเช่นนี้จริง ๆ 


    ในขณะที่ผู้คนกำลังอื้ออึงกับการกระทำของฉินหยาง ภายในฝูงชนที่ชุนละมุนมีสายตาสองคู่กำลังจับจ้องไปทางฉินหยางอย่างตกตะลึงเช่นเดียวกัน


    "เด็กคนนั้น แข็งแกร่งมาก ข้าแทบจะมองตามการโจมตีเมื่อครู่ไม่ทันเลยด้วยซ้ำ หรือว่าเมื่อครู่เขาจะใช้เคล็ดวิชาต่อสู้บางอย่างงั้นรึ?"


    เจ้าของดวงตาคนแรกกล่าวขึ้นเสียงเบากับชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กันแต่ยังพอฟังออกว่าน้ำเสียงนั้นแฝงความประหลาดใจและตกใจอยู่ไม่น้อย


    "ไม่ใช่..เมื่อครู่เขาไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาต่อสู้ใด สิ่งที่เขาทำก็เพียงแค่ปะทุพลังปราณออกมาวูบหนึ่งและ ช่วงชิงแส้เส้นนั้นมาไว้ในมือก่อนจะถ่ายเทพลังปราณลงไปในแส้และสะบัดโจมตีออกไปแค่นั้น แต่ที่ทำให้ข้าตกตะลึงคือความรวดเร็วและไหลลื่นนั่นต่างหากแม้แต่ข้าเองก็มองเห็นเป็นเพียงภาพเลือนลางผ่านตาเท่านั้น"


    ชายอีกคนกล่าวอธิบายในสิ่งที่ตนเห็นแต่แววตาของเขาก็ปรากฏความตกตะลึงออกมาไม่ต่างกัน


    "แค่นั้นงั้นรึ? นั่นมันจะไม่น่ากลัวเกินไปหน่อยหรืออย่างไร""


    ชายเจ้าของดวงตาคู่แรกกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ


    "อื้ม..ถ้าไม่เห็นกับตาข้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีคนควบคุมพลังปราณได้ไหลลื่นเช่นนี้อยู่ อีกทั้งคน ๆ นั้นยังเป็นเพียงเด็กที่ดูแล้วอายุน่าจะราว ๆ  15-16 ปีเท่านั้น ข้าชักจะอยากรู้แล้วละสิว่าเขาเป็นใครถึงขั้นกล้าลงมือกับคนของหลินลู่เฟยเช่นนี้"


    ชายทั้งสองยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าพลางพยายามคาดเดาที่มาของฉินหยางก่อนจะมุ่งสมาธิจ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าอีกครั้งพบว่า


    หลังจากโจมตีชายคนดังกล่าวจนหมดสติไปฉินหยางก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนใด ๆ เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าเรียบเฉยตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้


    และในตอนนั้นเองภายในรถม้าก็มีการขยับเคลื่อนไหวก่อนจะมีชาย 2 คนเดินลงมาพบว่าชายคนแรกมีอายุราว ๆ 17-18 ปี ไว้ผมยาวถึงกลางหลัง สวมชุดคลุมยาวสีฟ้าขาวดูมีฐานะ มีพลังปราณอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 ซึ่งนับว่ามีพรสวรรค์เมื่อเทียบกับอายุ คน ๆ ก็คือ "หลินลู่เฟย" บุตรชายของ "หลินลู่หยาง" เจ้าผู้ปกครองเมืองกู่และเป็นสหายกับบุตรชายของเจ้าเมืองเหยียนจิ้งแห่งนี้...


    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิเพลิงทะยานสวรรค์ ที่คุณอ่าน