หลังจากที่ทั้งสองใช้เวลาเดินทางจากเมืองซูสือมาเป็นเวลา 5 วันเต็มในที่สุดตอนนี้พวกเขาก็เดินทางมาจนใกล้จะถึงเมืองเหยียนจิ้งที่เป็นเป้าหมายของพวกเขาแล้ว
ปัจจุบันฉินหยางนั่งพักผ่อนอยู่บนกิ่งไม้ของต้นไม้ต้นหนึ่งบนภูเขาที่อยู่ห่างออกไปจากเมืองเหยียนจิ้งไม่ไกล หลังจากที่เร่งรีบเดินทางติดต่อกันมาหลายวันและในระหว่างที่เขากำลังพักผ่อนอยู่ในตอนนั้นได้มีชาย 2 คน เดินผ่านมาบริเวณดังกล่าวและได้มีการพูดถึงเรื่องราวบางอย่างขึ้น
"นี่เจ้ารู้หรือไม่..สำนักอัคคีสวรรค์จะจัดงานประลองเพื่อคัดเลือกศิษย์ที่จะเข้าร่วมสำนักขึ้นที่เมืองเหยียนจิ้งแห่งนี้ล่ะ"
จู่ ๆ ชายคนหนึ่งก็เอ่ยเปิดเรื่องสนทนาขึ้น
"สำนักอัคคีสวรรค์? นั่นมันสำนักอันดับหนึ่งของแดนดาราใต้ที่ 4 เลยไม่ใช่รึ? เหตุใดถึงได้มาเปิดรับศิษย์ในที่ชนบทเช่นนี้กัน?"
เสียงของชายอีกคนที่เดินมาด้วยกันตอบกลับน้ำเสียงของเขาดูตกใจไม่ใช่น้อย
"เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่รู้ แต่เห็นว่างานประลองจะจัดขึ้นอีก 7 วันหลังจากนี้ เจ้าไม่สังเกตุรึว่าในเมืองเหยียนจิ้งตอนนี้เริ่มมีผู้คนจากเมืองต่าง ๆ เดินทางมายังเมืองเหยียนจิ้งเพื่อรอเข้าร่วมงานประลองแล้ว"
ชายคนแรกกล่าวอธิบายข้อมูลเสริม
"เช่นนี้นี่เอง ถ้าเช่นนั้นข้าสมัครลงประลองด้วยดีหรือไม่ หากข้าถูกรับเลือกให้เข้าเป็นศิษย์ในสำนักอัคคีสวรรค์ละก็..."
ชายคนที่สองกล่าวพลางเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนด้วนสีหน้าเพ้อฝัน
"เจ้าละเมออยู่หรืออย่างไร.. เกณฑ์ของการสมัครเข้าประลองคือต้องเป็นผู้วิเศษที่มีพลังระดับหลอมรวมลมปราณขึ้นไป ผู้วิเศษระดับดูดซับลมปราณเช่นเจ้ากับข้าไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมเพราะฉะนั้นอย่าได้คิดเพ้อฝันไปเลย
ชายคนดังกล่าวพูดตัดบทชายก่อนหน้าด้วยน้ำเสียงเจียมเนื้อเจียมตัวก่อนจะเดินหายลับไปในป่าป่าลึก
"สำนักอัคคีสวรรค์? การประลองคัดเลือกศิษย์เข้าร่วมสำนัก? มาได้ถูกจังหวะพอดีสินะ"
ฉินหยางที่นั่งอยู่บนต้นไม้ใหญ่ได้ยินบทสนทนาของชายทั้งสองคนเมื่อครู่ก็พึมพำขึ้นเสียงเบาและเผยรอยยิ้มจาง ๆ ประดับใบหน้า
"เจ้าคิดจะเข้าร่วมกับสำนักอัคคีสวรรค์เช่นนั้นงั้นรึ?"
ร่างโปร่งใส่ของเสวี่ยอวี๋ที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้ข้างกายฉินหยางเอ่ยถามขึ้น
"เรื่องนั้น..คงต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับสำนักอัคคีสวรรค์ที่ว่านั่นก่อนว่าคู่ควรให้ข้าเข้าร่วมหรือไม่หลังจากนั้นข้าจะตัดสินใจอีกที"
ฉินหยางส่ายศีรษะเบา ๆ พร้อมกล่าวตอบเสียงเรียบ แต่หากว่ามีคนอื่นมาได้ยินประโยคที่เขาพูดเมื่อครู่คงโดนผู้คนด่าทอและทุบตีเป็นแน่
แต่ว่า..สิ่งที่ฉินหยางเอ่ยมานั้นหาใช่การหลงตัวเองแต่อย่างใด แต่มันคือความทะนงตนที่ใช้เวลาสังสมมาอย่างยาวนานนับพันนับหมื่นปีและความสามารถที่เขามีก็มากพอที่จะกล่าวคำเหล่านั้นออกมา
หลังจากพูดจบก็เหมือนเขาจะฉุกคิดบางอย่างได้ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยอีกครั้งว่า
"จริงสิแล้วแคว้นดาราใต้ที่ 4 มันคือสิ่งใดกัน จะว่าไปตั้งแต่ที่ข้าเกิดใหม่ในโลกนี้ ข้าเองก็ยังไม่รู้ เรื่องอะไรเกี่ยวจะโลกใบนี้เลยแม้แต่อย่างเดียว"
"อาจจะเป็นอาณาจักรกระมังข้าเองก็ไม่รู้..แต่ว่าหากเข้าไปในเมืองแล้วสอบถามจากผู้คนที่นั่นคงรู้ได้ไม่ยากรวมถึงเรื่องของสำนักอัคคีสวรรค์นั่นด้วย"
"ก็จริงของเจ้า..ถ้าเช่นนั้นเราเดินทางเข้าไปภายในเมืองกันก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันในภายหลัง"
"อื้ม..ตกลง"
เสวี่ยอวี๋พยักหน้ากล่าวเห็นด้วยก่อนร่างกายของเขาจะเรืองแสงสว่างวาบและหายลับไปอีกครั้ง
ฉินหยางเห็นว่าเสวี่ยอวี๋กลับเข้าไปในลูกแก้วจิตวิญญาณแล้วก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ เขาก็ยันกายลุกขึ้นและกระโดดลงจากต้นไม้เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมือง เหยียนจิ้งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลในทันที
เขาเดินทางออกมาจากป่าได้ไม่นานก็สามารถมองสังเกตเมืองเหยียนจิ้งจากระยะไกลพบว่า ตัวเมืองเหยียนจิ้งมีลักษณะเป็นวงกลมล้อมรอบด้วยกำแพงสีขาวสูงราว 5 จั้ง ตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ราบที่ถูกรายล้อมไปด้วยภูเขาและเทือกเขาขนาดสูงใหญ่มากมายแตกต่างกันออกไป
ฉินหยางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเล็กน้อยก่อนเวลาจะผ่านไปอีก 1 กาน้ำชา ในที่สุดเขาก็เดินทางมาจนถึงบริเวณหน้าประตูทางเข้าเมืองที่มีผู้คนมากมายกำลังยืนต่อแถวเพื่อรอเข้าเมืองอยู่ในที่สุด
โดยปกติแล้วแม้ว่าเมืองแห่งนี้จะมีผู้คนพลุกพล่านเข้าออกจนหนาตา แต่เนื่องจากจะมีการจัดงานประลองเพื่อค้นหาศิษย์ของสำนักอัคคีสวรรค์ จึงทำให้ผู้วิเศษมากมายจะทั่วทั้งสารทิศแห่กันมายังเมืองเหยียนจิ้งแห่งนี้กันอย่างเนืองแน่น
ฉินหยางยืนรอต่อเเถวเพื่อเข้าเมืองอยู่ราว 1 ก้านธูป จนในที่สุดก็สามารถเข้ามาภายในเมืองได้
หลังจากนั้นเขาก็ก้าวเท้าเเินไปตามถนนเส้นหลักภายในเมืองพลางหันมองซ้ายขวาไปมาชมวิวทิวทัศน์สองข้างอย่างไม่รีบร้อน
ตัวเมืองเหยียนจิ้งมีขนาดใหญ่โตเป็นอย่างมาก ขนาดของมันใหญ่โตมากกว่าเมืองที่ฉินหยางเดินทางผ่านมาอย่างเมืองซูสือหรือเฉินตู่ถึงสิบเท่า ยิ่งกว่านั้นภายในตัวเมืองยังถูกประดับตกแต่งอย่างหรูหรา สองข้างทางมีตึกราบ้านช่องที่ตั้งเรียงรายดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งยังมีรูปปั้นหินแกะสลักลวดลายต่าง ๆ แตกต่างกันออกไป ดูงดงามแปลกตายิ่ง วางประดับอยู่ตลอดทาง
แต่ว่า..ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่นับว่าเป็นอันใดสำหรับฉินหยาง เขายังคงเดินไปตามถนนเส้นทางหลักของเมืองเรื่อย ๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางกวาดตามองหาโรงเตี้ยมที่จะใช้เป็นที่พักอาศัยภายในเมืองแห่งนี้
เขายิ่งเดินห่างออกมาจากประตูเมืองยิ่งพบเห็นผู้คนเดินสัญจรไปมาบนท้องถนนมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีสิ่งหนึ่งที่ฉินหยางสังเกตเห็นคือคนเหล่านี้ล้วนเเล้วแต่เป็นผู้วิเศษด้วยกันทั้งสิ้นแทบจะไม่พบมนุษย์ธรรมดาอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
ฉินหยางเดินกลมกลืนไปกับฝูงชนไปตามทางเรื่อย ๆ และไม่รีบร้อน แต่จู่ ๆ ก็เกิดเสียงเอะอะโวยวายของผู้คนดังขึ้นมาจากทางฝั่งของประตูเมืองที่ฉินหยางเดินผ่านมาก่อนหน้านี้
เสียงดังกล่าวค่อย ๆ ใกล้เข้ามาและชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ได้ยินว่าเป็นเสียงตะโกนของชายคนหนึ่งที่กำลังควบรถม้าอยู่พร้อมถือแส้ยาวในมือหวดใส่คนที่ยืนขวางทางอย่างอุกอาจ
"หลีกไปซะ!! หลีกไปให้พ้น!!"
"หลีกทางข้าบอกให้หลีกทางอย่างไรล่ะ...นี่เป็นรถม้าของคุณชายหลินลู่เฟยสหายสนิทของคุณชายมู่เฉิน ได้ยินแล้วยังไม่รีบหลบกันอีกงั้นรึ?
ชายคนขับรถม้าตะโกนก้องขึ้นด้วยน้ำเสียงวางอำนาจ
ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์เดิมทีต่างรู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อได้ยินว่าภายในรถม้าคันดังกล่าวเป็นใครต่างก็พากันกล้ำกลืนความไม่พอใจและหลีกทางให้โดยไม่โต้ตอบสิ่งใด
ชายคนขับรถม้าเมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของผู้คนรอบบริเวณหลังจากที่ได้ยินคำพูดของตนก็ยกยิ้มพึงพอใจออกมาพร้อมทั้งแสดงสีหน้าดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่คิดปิดบัง
ผู้คนรอบบริเวณแม้จะสังเกตเห็นสีหน้าของชายขับรถม้าและอยากด่าทอมากเพียงใดก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมาแม้แต่คนเดียว ได้แต่เก็บงำคำด่าทอไว้ในใจ
"ท่านแม่..ท่านแม่ นั่นม้าล่ะ ม้าสวยมากเลย ข้าอยากเล่นกับม้า"
ท่ามกลางความเงียบสงัดจู่ ๆ ก็มีเสียงเด็กคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างดีใจพร้อมวิ่งออกไปกลางถนนขวางทางรถม้าด้วยความใสซื่อ
"เฟยฉี รีบกลับมาเดี๋ยวนี้"
มารดาของเด็กน้อยเมื่อเห็นการกระทำของบุตรก็ใจหายวาบพยายามวิ่งเข้าไปคว้าตัวแต่ก็ไม่ทันการ
ชายคนขับม้าเห็นว่าจู่ ๆ ก็มีคนมาขวางทางรถม้าก็มีสีหน้ามืดทะมึนขึ้นมาทันที
"เด็กเวร!!..เกะกะหลีกไปซะ!!"
ชายคนขับรถม้าตะโกนก้องพร้อมทั้งเร่งโคจรพลังปราณถ่ายเทไปยังแส้ยาวในมือหวดโจมตีไปทางเด็กน้อยคนดังกล่าวอย่างโหดเหี้ยม
ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างแตกตื่นตกใจและนึกสงสารแต่ก็ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าช่วยแต่อย่างใด ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
"เพี๊ยะ!!"
เสียงหวดเเส้ดังกระทบผิวหนังเกิดเป็นเสียงดังก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบ ผู้คนรอบบริเวณต่างพากันคิดว่าเด็กน้อยคนนั้นคงไม่รอดแล้วเป็นแน่ เเต่เมื่อพวกเขาลืมตาขึ้นมามองเหตุการณ์ตรงหน้าอีกครั้งก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าเด็กน้อยคนดังกล่าวยังคงปลอดภัยดีไม่ได้มีรอยขีดขวนใด ๆ
ก่อนจะพบว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งอายุราว ๆ 15-16 ปี สวมชุดคลุม ยาวสีแดงไว้ผมสีดำขลับยาวสลวย ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพเซียนยืนขวางกำแส้เส้นนั้นอยู่ในมือด้วยสีหน้าเรียบเฉย ซึ่งชายหนุ่มคนนี้ก็คือฉินหยางที่มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก่อนจะตัดสินใจพุ่งตัวเข้ามาช่วยอย่างทันท่วงที
"เฟยฉี!! เฟยฉีลูกแม่!!ขอบคุณคุณชาย ของคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ"
มารดาของเด็กน้อยเมื่อเห็นว่าบุตรของตนปลอดภัยดีก็รีบวิ่งเข้ามากอดบุตรของตนไว้ด้วยความโล่งอกและกล่าวขอบคุณต่อฉินหยาง
"ท่านไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้าหรอก รีบพาเด็กคนนี้ออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะ"
ฉินหยางกล่าวพลางหันหน้าไปยิ้มให้เด็กน้อยคนดังกล่าวอย่างอ่อนโยน มารดาของเด็กน้อยหลังจากได้ยินคำแนะนำของฉินหยางก็รีบพาบุตรของเขาออกไปจากบริเวณนั้นทันที
"แกเป็นใคร? กล้าดียังไงมายุ่งวุ่นวายเรื่องของข้า"
ชายคนขับรถม้าตะโกนขึ้นด้วยความเดือดดานและพยายามดึงแส้ในมือกลับแต่ก็ไม่สามารถดึงกลับได้
"ข้าเป็นใคร? เรื่องนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ แต่ที่เจ้าต้องรู้คือข้าเกลียดคนเช่นเจ้ามากที่สุด"
ฉินหยางยังคงกล่าวตอบเสียงเรียบ
"เกลียดคนเช่นข้า? เจ้าเกลียดคนเช่นข้าแล้วอย่างไร? เจ้าไม่รู้รึไงว่าข้าเป็น..."
เพี๊ยะ!! "ตู้มม!!
ชายคนดังกล่าวยังเอ่ยไม่ทันจบประโยคก็รู้สึกเหมือนโดนบางสิ่งบางอย่างกระแทกเข้าที่หน้าอย่างจังก่อนจะกระเด็นออกจากรถม้าพุ่งกระแทกเข้ากับรูปปั้นหินข้างทางจนแตกกระจาย และหมดสติไปในทันที
เหล่าผู้คนที่ยืนดูอยู่โดยรอบที่มองเห็นเหตุการณ์ต่างก็พากันแตกตื่นฮือฮาเพราะไม่คิดว่าฉินหยางจะกล้าลงมือต่อคนของหลินลู่เฟยโดยไม่เกรงกลัวเช่นนี้จริง ๆ
ในขณะที่ผู้คนกำลังอื้ออึงกับการกระทำของฉินหยาง ภายในฝูงชนที่ชุนละมุนมีสายตาสองคู่กำลังจับจ้องไปทางฉินหยางอย่างตกตะลึงเช่นเดียวกัน
"เด็กคนนั้น แข็งแกร่งมาก ข้าแทบจะมองตามการโจมตีเมื่อครู่ไม่ทันเลยด้วยซ้ำ หรือว่าเมื่อครู่เขาจะใช้เคล็ดวิชาต่อสู้บางอย่างงั้นรึ?"
เจ้าของดวงตาคนแรกกล่าวขึ้นเสียงเบากับชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กันแต่ยังพอฟังออกว่าน้ำเสียงนั้นแฝงความประหลาดใจและตกใจอยู่ไม่น้อย
"ไม่ใช่..เมื่อครู่เขาไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาต่อสู้ใด สิ่งที่เขาทำก็เพียงแค่ปะทุพลังปราณออกมาวูบหนึ่งและ ช่วงชิงแส้เส้นนั้นมาไว้ในมือก่อนจะถ่ายเทพลังปราณลงไปในแส้และสะบัดโจมตีออกไปแค่นั้น แต่ที่ทำให้ข้าตกตะลึงคือความรวดเร็วและไหลลื่นนั่นต่างหากแม้แต่ข้าเองก็มองเห็นเป็นเพียงภาพเลือนลางผ่านตาเท่านั้น"
ชายอีกคนกล่าวอธิบายในสิ่งที่ตนเห็นแต่แววตาของเขาก็ปรากฏความตกตะลึงออกมาไม่ต่างกัน
"แค่นั้นงั้นรึ? นั่นมันจะไม่น่ากลัวเกินไปหน่อยหรืออย่างไร""
ชายเจ้าของดวงตาคู่แรกกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ
"อื้ม..ถ้าไม่เห็นกับตาข้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีคนควบคุมพลังปราณได้ไหลลื่นเช่นนี้อยู่ อีกทั้งคน ๆ นั้นยังเป็นเพียงเด็กที่ดูแล้วอายุน่าจะราว ๆ 15-16 ปีเท่านั้น ข้าชักจะอยากรู้แล้วละสิว่าเขาเป็นใครถึงขั้นกล้าลงมือกับคนของหลินลู่เฟยเช่นนี้"
ชายทั้งสองยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าพลางพยายามคาดเดาที่มาของฉินหยางก่อนจะมุ่งสมาธิจ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าอีกครั้งพบว่า
หลังจากโจมตีชายคนดังกล่าวจนหมดสติไปฉินหยางก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนใด ๆ เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าเรียบเฉยตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้
และในตอนนั้นเองภายในรถม้าก็มีการขยับเคลื่อนไหวก่อนจะมีชาย 2 คนเดินลงมาพบว่าชายคนแรกมีอายุราว ๆ 17-18 ปี ไว้ผมยาวถึงกลางหลัง สวมชุดคลุมยาวสีฟ้าขาวดูมีฐานะ มีพลังปราณอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่ 4 ซึ่งนับว่ามีพรสวรรค์เมื่อเทียบกับอายุ คน ๆ ก็คือ "หลินลู่เฟย" บุตรชายของ "หลินลู่หยาง" เจ้าผู้ปกครองเมืองกู่และเป็นสหายกับบุตรชายของเจ้าเมืองเหยียนจิ้งแห่งนี้...