อารมณ์โกรธเคืองไม่พอใจเมื่อครู่ของเธอหายไปโดยพลันเมื่อเห็นสิ่งของตรงหน้า
ลู่ซินหยีก้มลงไปเปิดกล่องขนาดใหญ่
เมื่อเห็นว่าด้านในบรรจุอะไรไว้บ้างเธอถึงกับมือไม้สั่น
“นี่มันชุดของแบรนด์ Louis Vuitton นี่นา ฉันไม่รู้ว่าราคาในห้างขายกันเท่าไหร่ แต่ว่ามันต้องแพงมากแน่ๆ”
“กระเป๋าของ Louis Vuitton โอ้แม่เจ้า กี่ใบเนี่ย แต่ละใบทำไมมันถึงมีออร่ามากขนาดนี้ จะเป็นลม”
“ว้าวนี่มันคอลเลคชั่นของ Dior สวยจัง ชอบมากเลยอ่ะ”
“เสื้อผ้าของ Gucci มีกี่ตัวกันเนี่ย โอ้ยนับไม่ไหว จะบ้าตาย”
ผู้หญิงเป็นเพศที่ชอบแต่งตัว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ปฏิกิริยาของลู่ซินหยีจะดูบ้าคลั่งเป็นอย่างมากเมื่อเห็นชุดและสิ่งของแบรนด์ดังมากมายที่เป็นของเธอ
“คุณหลิน ขอบคุณคุณมากนะคะ” ลู่ซินหยีไม่ลืมขอบคุณ
หล่อนโยนตัวเองเข้าไปในอ้อมกอดของชายหนุ่ม แล้วใช้ใบหน้าเล็กๆ แนบกับหน้าอกเขา
“ชอบก็ดีแล้ว” ชายหนุ่มไม่คิดมาก ยังไงซะมันก็แค่เงินไม่กี่หยวน อีกทั้งผู้หญิงคนนี้ก็เป็นของเขา ดูแลบ้างไม่เห็นเป็นไร
“ว่าแต่...ขอถามได้หรือเปล่าคะ ทั้งหมดนี้เท่าไหร่เหรอ” ลู่ซินหยีรู้ว่าทุกอย่างเป็นของแบรนด์ดัง ราคาต้องไม่ใช่ถูกๆ และเธอก็อยากรู้เพื่อที่จะได้อวดกับเพื่อนร่วมงานในสำนักงาน
“ไม่รู้สิ เงินจำนวนนี้มันน้อยเกินไปฉันเลยไม่ได้จำ”
สำหรับคำพูดของหลินอู๋เฉินลู่ซินหยีแทบอยากจะร้องไห้
ความร่ำรวยนี่มันคืออะไรกัน ใช้จ่ายได้ไม่ยั้ง ทำอะไรก็ได้ แน่นอนว่าหล่อนไม่รังเกียจ กลับยิ่งรักและอยากทำให้เขาพอใจมากขึ้นไปอีก
เนื่องจากกล่องพัสดุมีหลายกล่อง ลู่ซินหยีต้องเดินไปกลับวิลล่าหลายครั้งเพื่อขนของ
สุดท้ายเขาทนดูไม่ไหวเลยต้องช่วยอีกแรง
วันนี้ลู่ซินหยีทำอาหาร เธอเตรียมทุกอย่างให้เลิศหรูที่สุดเพื่อตอบแทนความรักจากอีกฝ่าย แม้จะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ที่มียายซ่งจื่อจิงนั่งทานด้วย แต่ก็ไม่สามารถไล่ออกไปได้
“ยายนี่ได้เสื้อผ้าแบรนด์เนมจากคุณหลิน บ้าเอ้ย!” ซ่งจื่อจิงที่นั่งทานข้าวเงียบๆ ค่อนข้างไม่พอใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายได้ของไม่ด้อยไปกว่าตน รับรู้ถึงภัยคุกคามบางอย่าง และเริ่มมองเป็นศัตรูระดับเดียวกัน
ระหว่างนั่งทานอาหารโทรศัพท์มือถือของหลินอู๋เฉินส่งเสียง หยิบขึ้นมาดูพบว่ามันเป็นเบอร์แปลกตา แต่ก็กดรับ
“สวัสดีครับคุณหลิน ผมเป็นผู้ถือหุ้นชื่อคังต้วน ตอนนี้ฉินกรุ๊ปฯ เปลี่ยนเจ้าของ ทางผมกับผู้ถือหุ้นอีกสามท่านจึงอยากจะให้คุณหลินมาประชุมวันพรุ่งนี้ เพื่อหารือแนวทางสำหรับบริษัทในอนาคต”
“อ๋อเข้าใจแล้ว แต่ฉันไม่สนใจประชุมเรื่องไร้สาระหรอกนะ จะส่งคนไปแล้วกัน จำไว้ว่าเธอมีสิทธิ์ตัดสินใจทุกอย่างแทนฉัน เข้าใจไหม” หลินอู๋เฉินขี้เกียจ อีกอย่างคือพรุ่งนี้เขายังมีเรียน
“เข้าใจแล้วครับ ผมจะรีบบอกกับผู้ถือหุ้นอีกสามท่านทันที” คังต้วนไม่กล้าพูดมาก ในฐานะผู้ถือหุ้นแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ การยั่วยุตัวตนอย่างหลินอู๋เฉินไม่ใช่เรื่องฉลาด พอหมดธุระก็ไม่กล้ารบกวนรีบวางสายทันที
เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า หลินอู๋เฉินบอกกับคุณหนูซ่ง “พรุ่งนี้แต่งตัวดีๆ ไปที่ฉินกรุ๊ปฯ เธอมีอำนาจจัดการทุกอย่างที่นั่น อย่าทำให้ฉันขายหน้าล่ะ”
ซ่งจื่อจิงได้ยินทั้งหมดเพราะนั่งอยู่ใกล้กับเขา
พอได้ยินว่าพรุ่งนี้ต้องเดินทางไปฉินกรุ๊ปฯ แถมยังมีอำนาจเหมือนกับประธานบริษัททุกประการ จิตใจของเธอเหมือนถูกจับเขย่าแรงๆ แทบไม่สามารถละสายตาจากชายหนุ่มตรงหน้าได้
“เข้าใจแล้วค่ะ พรุ่งนี้พวกเขาจะได้รู้ว่าตอนนี้ฉินกรุ๊ปฯ เป็นของใคร!” ซ่งจื่อจิงยิ้มมุมปาก อยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆ
เพราะอารมณ์ดี ลู่ซินหยีจึงไม่อยากถามให้มากความ พอล้างจานชามเสร็จก็กลับบ้าน ไปสนุกกับเสื้อผ้าแบรนด์ดัง
.....
เธอเริ่มโพสต์ลงเวย์ปั๋ว พร้อมกับอวดกระเป๋าและเสื้อผ้าราคาแพง
อาจเพราะทุกอย่างมีราคาสูงลิ่วครู่หนึ่งเพื่อนของเธอหลายคนก็เข้ามาเมนต์
“โหสุดยอด ลู่ซินหยีถูกล็อตเตอรี่มาหรือไง ทำไมถึงได้ใช้ของแบรนด์เนมทุกอย่าง”
“นั่นมันกระเป๋าที่ฉันอยากได้นี่นา บ้าเอ้ยลู่ซินหยีมีได้ยังไง เธอเป็นแค่ผู้จัดการวิลล่าไม่ใช่เหรอ”
“กรี๊ดดด การจู่โจมครั้งนี้คืออะไรกัน ลู่ซินหยีบอกสิว่าเธอยังอยู่ หรือว่าบัญชีของเธอถูกแฮกเกอร์โจมตี ถึงได้ร่ำรวยผิดปกติ”
“ผู้หญิงสวยก็ต้องคู่กับของแบรนด์เนม ลู่ซินหยีพรุ่งนี้เรามีจัดเลี้ยงศิษย์เก่ามหาลัยชุนเหลียนรุ่นที่ 17 เห็นว่ารุ่นพี่เฟยมาด้วย นั่นเป็นรักแรกของเธอ เธอคงไม่ใจร้ายถึงขนาดไม่มาหรอกใช่ไหม นอกจากนั้นเพื่อนคนอื่นๆ เองก็คิดถึงเธอ”
ลู้ซินหยีค่อนข้างรู้สึกดีกับผลตอบรับ แต่ต้องมาสะดุดกับคอมเมนต์บางอัน
“พี่เฟย...” ลู่ซินหยีบ่นเสียงเบา
ชายคนนั้นคือคนที่หล่อนแอบชอบ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คบกันเป็นแฟน
กระทั่งเรียนจบแล้วทำงานต่างคนต่างแยกย้าย ครั้งสุดท้ายที่เห็นหน้าคือตอนเรียน
เธอไม่ได้ตอบรับคำเชิญนั้นทันที ตอนนี้ต่อให้พี่เฟยมายืนอยู่ตรงหน้าหล่อนไม่คิดจะชายตามอง
เทียบกับหลินอู๋เฉินผู้มั่งคั่ง เขามันไร้ค่า มีดีเพียงหน้าตาเท่านั้น
“ชวนคุณหลินดีหรือเปล่านะ พรุ่งนี้จะได้อวดยายบ้าพวกนั้นด้วย ว่าตอนนี้ฉันเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้ว”
.........
หลินอู๋เฉินนั่งอยู่ในวิลล่าตัวเอง ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ถึงจะรู้ก็ไม่สนใจ ตอนนี้เพียงฝึกฝนเทคนิคเซียนเทียนด้วยการดูดซับหินวิญญาณ
แต่ในระหว่างการฝึกฝน เขาได้ลืมตาตื่น
สัมผัสอันเฉียบคมที่ถูกยกระดับขึ้นบ่งบอกถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามา
“หยางจื่อ...” หลินอู๋เฉินไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่สมควรจะทราบว่ามีเพียงบอดี้การ์ดหลังเขาคนเดียวเท่านั้นที่กำลังตามล่า ดังนั้นจึงไม่แปลกหากหมอนี่จะปรากฏตัวที่วิลล่า
.........
“ที่นี่สินะ ที่อยู่ของมัน!”
หยางจื่อแอบเข้ามาในป่านหลงวิลล่าตอนกลางคืน อาศัยข้อมูลที่ได้จากเย่ซูเหวินรู้ได้ไม่ยากว่าหลินอู๋เฉินพักอยู่ที่ไหน
การป้องกันเวรยามของป่านหลงวิลล่าตอนกลางคืนค่อนข้างหละหลวม หากเทียบกับตอนเช้าแล้วเวลานี้เหมาะที่สุดในการแอบเข้ามา
อาศัยพละกำลังผู้ฝึกยุทธ 10 ปี หยางจื่อกระโดดเข้ามาในวิลล่าของหลินอู๋เฉิน
มองเห็นไฟทั้งหลังดับ เขาก็ยกยิ้มมุมปาก
“การฆ่าหลินอู๋เฉินดูจะง่ายกว่าที่คิด หลังจากที่ฉันฆ่ามันเสร็จ จากนั้นถังปิงหยุนก็จะเป็นของฉัน!”
หยางจื่อเลียริมฝีปาก เริ่มบรรจงก้าวเข้าไปบนสนามหญ้า กำลังจะถึงตัวบ้านในไม่ช้าแต่เขาต้องชะงักเมื่อมีคนเปิดประตูออกมา
หลินอู๋เฉินในสภาพถอดเสื้อตัวบน มีเพียงกางเกงขายาวและเท้าเปลือยเดินออกมาจากตัวบ้าน เขามองหน้าหยางจื่อพร้อมยกยิ้มมุมปาก
หยางจื่อไม่ประหลาดใจ แค่รู้สึกว่าเรื่องมันค่อนข้างง่าย
“หึหึ ตระกูลเย่ทำงานได้ไวจริง พวกเขาคงบอกนายสินะว่าฉันจะมาฆ่า” หยางจื่อถาม
“ใช่ และพวกเขาก็บอกว่าฉันฆ่าเย่ฟาน แต่ความจริงคนที่ทำให้เย่ฟานตายก็คือนาย” ชายหนุ่มเอามือไพล่หลัง ใบหน้าแย้มยิ้ม
“ฮ่าฮ่า นายฆ่าเย่ฟานและมันก็ควรจะเป็นแบบนั้น” หยางจื่อขบกรามเป็นสันนูน “หลินอู๋เฉิน! ทำไมนายถึงไม่ยอมรับผิด แค่ยอมรับว่านายฆ่าเย่ฟาน ฉันจะได้มีความสุขกับถังปิงหยุน!”
“นายโง่หรือเปล่า หรือว่าอยู่แต่บนเขาสมองถึงได้กลวง โง่ไม่มีความคิด” หลินอู๋เฉินเย้ยหยัน
“เวรเอ้ย! คนอย่างนายก็ปากเก่งได้แค่ตอนนี้เท่านั้นแหละ อีกไม่นานนายจะตายด้วยน้ำมือฉัน เหมือนกับที่ฉันฆ่าเย่ฟาน!”
“อ๋อเหรอ...”
“หมอนั่นอ้อนวอนร้องขอชีวิต แต่น่าเสียดายที่มันเปล่าประโยชน์ รู้ไหมว่าฉันไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นผู้ฝึกยุทธ พลังปราณ 10 ปี!”
“ผู้ฝึกยุทธ...” หลินอู๋เฉินขมวดคิ้ว ซึ่งนั่นให้หยางจื่อหัวเราะเยาะ
“คนรวยรุ่นที่สองอย่างนายคงไม่เข้าใจ ระหว่างคนธรรมดากับผู้ฝึกยุทธมีเส้นกั้นชัดเจน ต่อหน้าผู้ฝึกยุทธคนธรรมดาทำได้เพียงก้มศีรษะ ยอมรับความพ่ายแพ้ เหมือนกับสุนัขตัวหนึ่ง!”
“หึหึ ฟังดูน่ากลัวจังเลย ไหนล่ะพลังของผู้ฝึกยุทธ พลังปราณ 10 ปีอะไรนั่น แสดงให้ฉันดูหน่อย” หลินอู๋เฉินกวักมือ มีรอยยิ้มมุมปาก ท่าทางเหมือนไม่ได้กลัวซึ่งนั่นทำให้หยางจื่อโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
พลังปราณ 10 จากในร่างกายทำให้เขาเหมือนกับวัวคลั่ง ขยับเท้าปราดเดียวก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าหลินอู๋เฉิน
มือที่ราวกับกรงเล็บยื่นไปด้านหน้า แผ่แรงกดดันมหาศาล
หลินอู๋เฉินเพียงแค่ชกหมัดสวนกลับไปตรงๆ นิ้วมือทั้งห้าของหยางจื่อฉีกขาด เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นบนพื้นหญ้า ถอยหลังไปมากกว่าสิบก้าว เลือดลมปั่นป่วนจนต้องคุกเข่ากระอักเลือดสีดำเข้ม
“พลังปราณ 10 ปีของผู้ฝึกยุทธอ่อนแอจัง แค่หมัดเบาๆ ของฉันก็ป้องกันไม่ได้”
แม้จะเป็นแค่คำพูดธรรมดาแต่ก็ทำให้หยางจื่อมีใบหน้าเคร่งขรึม
เสียงฝีเท้าไล่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ แรงกดดันอันบ้าคลั่งจากชายหนุ่มเจ้าของวิลล่าทำให้หยางจื่อรีบถอนตัวออกไปจากที่นี่
เพียงแต่อีกฝ่ายนั้นเร็วจนเกินไปแค่เขาหันหลังก็ถูกดักหน้า
มองเห็นมุมปากของหลินอู๋เฉินที่กำลังแสยะยิ้ม เหมือนว่ามีความสุขที่ได้เล่นของเล่น
หยางจื่อคำรามเสียงดัง ใช้มือข้างที่ยังขยับได้จู่โจมเหมือนกับกรงเล็บพยัคฆ์ร้าย นิ้วทั้งห้าแหลมคมและแฝงความอำมหิต หมายเอาชีวิตถึงตาย!