ทันทีที่ฮั่วซิวกล่าวเช่นนี้ ทุกคนต่างหันไปมองอวิ๋นหรั่นเยว่ในทันที
นี่คือกระบี่เก้าดารา กระบี่เทพอันดับหนึ่งในตำนานที่สามารถสำแดงอานุภาพไร้เทียมทาน นางจะยอมทิ้งกระบี่เล่มนี้ไว้เพื่อสะกดสถานที่แห่งนี้จริงหรือ?
หากไร้ซึ่งกระบี่เทพก็เท่ากับสูญเสียไพ่ตายที่ทรงพลังไปใบหนึ่ง หากเป็ผู้อื่นเกรงว่าคงชักกระบี่เทพออกมานานแล้ว จะมีใครยอมทิ้งกระบี่เทพไว้ที่นี่ด้วยความเสียสละเช่นนี้กัน!
ทุกคนเริ่มตึงเครียด เพราะหากไม่มีกระบี่เก้าดาราไอมารในสุสานกระบี่จะกลายเป็ยันต์สั่งตายของทุกคน
ทว่าอวิ๋นหรั่นเยว่กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานว่า “ทุกท่านไม่ต้องกังวล ก่อนที่ไอมารในสุสานกระบี่จะถูกสลายไปจนหมดสิ้น กระบี่เก้าดาราจะยังคงสะกดไอมารเพื่อปกป้องความปลอดภัยของทุกคนในใต้หล้า เช่นเดียวกับท่านอาจารย์ของข้า เซียนกระบี่หลิวเหรินผู้ซึ่งเคยนำเหล่าศิษย์จำนวนนับไม่ถ้วนเดินทางไปยังสนามรบปีศาจเพื่อต่อต้านเหล่ามาร มีจิตใจเสียสละและยึดมั่นในคุณธรรม! และข้าจะสืบทอดปณิธานนี้ให้คงอยู่สืบไป!”
“ดี! ดีเหลือเกิน! พวกเราสนับสนุนท่าน! สนับสนุนการฟื้นฟูสำนักกระบี่เก้าดารา!” ฝูงชนที่อยู่เบื้องล่างต่างพากันส่งเสียงชื่นชมดังกึกก้อง ทุกคนต่างเลื่อมใสในคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของอวิ๋นหรั่นเยว่เป็อย่างมาก
หากเป็ผู้อื่นที่ได้สำนักกระบี่เก้าดารา คงคิดเพียงแต่จะเพิ่มระดับพลังของตนเองโดยไม่สนใจความเป็ตายของผู้อื่นเลย เพียงแค่จุดนี้จุดเดียวนางก็คู่ควรแก่การได้รับความเคารพจากผู้คนแล้ว
ฮั่วซิวที่มองดูผู้คนที่กำลังตื่นเต้นและส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี มุมปากอดไม่ได้ที่จะกระตุกเบา ๆ เขาเริ่มสงสัยว่าอวิ๋นหรั่นเยว่ตั้งใจยั่วโทสะรองเ้าสำนัก เพื่อให้รองเ้าสำนักไม่อยากยื่นมือเข้ามาข้องแวะกับเื่วุ่นวายนี้ จากนั้นนางจึงค่อยสร้างบารมีขึ้นมา และเขาก็เดาไม่ผิด เพราะในระยะไกลมีศิษย์หลายคนสีหน้าย่ำแย่ แอบเลี่ยงกลับไปยังสำนักศึกษา
รองเ้าสำนักสั่งให้พวกเขาจับตาดูอวิ๋นหรั่นเยว่ไว้ ทันทีที่กระบี่เก้าดาราถูกนำออกไป รองเ้าสำนักจะออกมาควบคุมสถานการณ์เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของสำนักศึกษาชางหลาน และถือโอกาสยึดพื้นที่หอตำรากลับคืนมา แต่ใครจะไปคิดว่าอวิ๋นหรั่นเยว่จะเต็มใจทิ้งกระบี่เก้าดาราไว้สะกดในสุสานกระบี่ต่อไป
นั่นคือกระบี่เทพเชียวนะ กระบี่เทพอันดับหนึ่งในใต้หล้า ถามหน่อยว่าจะมีใครในโลกนี้ที่ไม่หวั่นไหวบ้าง ครั้งนี้สำนักศึกษาชางหลานสูญเสียทั้งทรัพย์สินและกำลังคนโดยแท้!
หลังจากผู้คนค่อย ๆ สลายตัวไป ฮั่วซิวที่มองดูหลุมลึกด้านล่างและความโกลาหลรอบ ๆ ก็เอ่ยถามอวิ๋นหรั่นเยว่อย่างเป็มิตรว่า “ท่านตั้งใจจะสร้างหอตำราขึ้นมาใหม่บนนี้หรือ?”
อย่างไรเสียสตรีผู้นี้ก็ทำให้พี่เยี่ยนยอมกางร่มให้ด้วยตนเอง! ไม่แน่ว่าในอนาคตเขาอาจจะต้องเรียกนางว่าพี่สะใภ้ ดังนั้นจึงควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้ก่อน
“เ้าว่างมากหรือ?” หลงเยี่ยเยี่ยนมองฮั่วซิวด้วยสายตาเ็า
ฮั่วซิวคิดว่าพี่เยี่ยนกำลังเป็ห่วงตน จึงตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า “ใช่ขอรับ ว่างมากเลย ่นี้ที่โรงหมอไม่มีคนไข้ที่ต้องรักษาเป็พิเศษนัก น่าเบื่อจะตายอยู่แล้ว”
อวิ๋นหรั่นเยว่หัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “หอตำราถูกทำลายไปแล้ว ไม่จำเป็ต้องสร้างใหม่ ข้าเตรียมจะเปลี่ยนที่นี่ให้เป็สำนักเพื่อใช้สำหรับรับลูกศิษย์ในอนาคต”
“อะไรนะ?” ฮั่วซิวเบิกตากว้าง “สถานที่เล็กขนาดนี้ จะสร้างสำนักได้อย่างไร? อีกอย่างด้านล่างนี้เต็มไปด้วยกระบี่ที่แปดเปื้อนไอมารเข้มข้น มันอันตรายเกินไปไม่เหมาะจะสร้างสำนักเลย พี่เยี่ยน ท่านว่าใช่หรือไม่?”
“เ้าแซ่เหยียนหรือ?” อวิ๋นหรั่นเยว่ไม่ได้ตอบคำถามของฮั่วซิว แต่กลับสงสัยในชื่อของหลงเยี่ยเยี่ยนมากกว่า
บ้าน่าอยู่ด้วยกันขนาดนี้พี่สะใภ้ยังไม่รู้ชื่อพี่เยี่ยนอีกหรือ? แต่ก็นั่นแหละนิสัยพี่สะใภ้ก็เป็เช่นนี้ เพราะเด็กคนนั้นสี่ขวบแล้ว แต่ทั้งแม่และลูกยังไม่รู้เลยว่าพ่อของเด็กเป็ใคร พอคิดแบบนี้ก็ไม่แปลกแล้ว
หลงเยี่ยเยี่ยนตั้งใจจะบอกชื่อจริงของตน แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นใบหน้าของเสี่ยวอี้ที่เหมือนกับพี่ชายของเขามาก จึงเปลี่ยนคำพูดกะทันหัน
“ข้าชื่อเหยียนเยี่ย”
“เหยียนเยี่ย ชื่อนี้ไพเราะดีนะ”
ดีมาก ชื่อก็ไพเราะ เหลือแค่ดูหน้าแล้ว
หลงเยี่ยเยี่ยนหลบสายตาด้วยความรู้สึกผิด พลางมองไปยังสุสานกระบี่ด้านล่างแล้วกล่าวว่า “ใต้ดินนี้มีชีพจริญญาสายหนึ่ง ขอเพียงสะกดไอมารไว้ได้ ก็เป็สถานที่ที่ดีในการสร้างสำนัก”
“ชีพจริญญา!” ฮั่วซิวลดเสียงลงด้วยความตื่นเต้น “ทำไมข้าถึงััไม่ได้ว่าใต้ดินนี้มีชีพจริญญา?”
อวิ๋นหรั่นเยว่มองหลงเยี่ยเยี่ยนด้วยสายตาชื่นชมแล้วกล่าวว่า “ไม่เพียงแต่มีชีพจริญญา แต่ยังเป็ชีพจริญญาชั้นยอดอีกด้วย เพียงแต่จุดเปิดชีพจริญญายังไม่ถูกเปิดออก จึงไม่มีใครค้นพบเท่านั้น”
ั้แ่ที่นางและเสี่ยวอี้ออกจากแดนผีแล้วเดินทางมาถึงเมืองชื่ออวิ๋น นางก็มีความคิดที่จะเปลี่ยนหอตำราให้เป็สำนักมาโดยตลอด วันนี้ที่นางมาหอตำราหนึ่งคือ้าหาหนังสือเกี่ยวกับดวงตาสีม่วง และสองคือเพื่อตรวจสอบว่าชีพจริญญายังคงอยู่หรือไม่
นึกไม่ถึงว่าชีพจริญญายังอยู่ อีกทั้งผู้าุโหลิ่วของอีกฝ่ายยังมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้นางโดยไม่ตั้งใจ ทำให้นางไม่เพียงแต่ได้บารมี แต่ยังได้กรรมสิทธิ์ในหอตำรากลับคืนมาอย่างง่ายดายอีกด้วย
หากไม่เกิดเื่นี้ขึ้น การที่นางจะเอาหอตำราคืนมาเกรงว่าคงต้องใช้ความคิดอย่างหนัก
“สุดยอด! แม่นางจิ่วเยว่ ข้านับถือท่านจนอยากจะกราบแทบเท้าเสียจริง!” ฮั่วซิวคิดในใจเพียงครู่เดียว ก็รู้ทันทีว่าอวิ๋นหรั่นเยว่ได้ประโยชน์มหาศาลเพียงใด
“พอถึงเวลาที่ชีพจริญญาถูกเปิดออก รองเ้าสำนักและพวกคงโกรธจนแทบกระอักเื!” เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็แทบอยากจะแหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง ๆ
“แต่ว่า... สถานที่นี้เล็กขนาดนี้ ท่านคงสร้างสำนักใหญ่โตไม่ได้หรอกใช่หรือไม่”
อวิ๋นหรั่นเยว่ยกยิ้มมุมปาก “ก็แค่ซื้อพื้นที่รอบ ๆ เพิ่มสิ ในโลกนี้มีเื่น้อยมากที่หินิญญาแก้ปัญหาไม่ได้”
ฮั่วซิวคิดในใจว่าก็จริง พี่เยี่ยนผู้ครองความมั่งคั่งอันดับหนึ่งของทวีปสามารถซื้อเมืองชื่ออวิ๋นทั้งเมืองให้นางได้เลย แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคืออวิ๋นหรั่นเยว่ไม่คิดจะใช้เงินของบุรุษ แม้จะรู้ว่าหลงเยี่ยเยี่ยนคือเ้าของที่แท้จริงของหอการค้าโยวหลง แต่นางก็ไม่คิดจะพึ่งพาเขาเพื่อซื้อที่ดิน เพราะในใจนางมีแผนการอยู่แล้ว
คืนนั้นอวิ๋นหรั่นเยว่พาลูกชายลงไปยังสุสานกระบี่ วางเก้าอี้เอนหลังไว้ในมุมที่ไม่มีใครสังเกตเห็นแล้วนอนรอโชคลาภ
พอถึงดึกสงัด ก็มีคนลอบเข้ามาจริง ๆ สิ่งล่อใจจากกระบี่เทพอันดับหนึ่งในใต้หล้านั้นยิ่งใหญ่นัก หากได้กระบี่เก้าดารา ไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็ยอดฝีมือที่ทรงพลังเช่นเซียนกระบี่หลิวเหรินในอดีต ใครเล่าจะไม่หวั่นไหว?
ผู้ที่มาคือกลุ่มนักล่าอิสระ พวกเขามีประมาณสิบกว่าคน แอบเดินวนรอบกระบี่เก้าดาราอยู่สองสามรอบ ดวงตาเต็มไปด้วยความโลภ จากนั้นจึงร่วมมือกันดึงกระบี่ แต่แม้จะใช้พลังิญญาจนหมดสิ้นกระบี่เทพกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ในขณะที่พวกเขากำลังจะใช้ของวิเศษทุบให้หลุดออกมา จู่ ๆ เชือกเส้นหนึ่งก็มัดพวกเขาไว้พร้อมกัน ทำให้ทุกคนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
“ใครกัน! รีบปล่อยพวกเราเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้นเด็กชายตัวน้อยที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยดินก็ะโออกมา แล้วป้อนอะไรบางอย่างเข้าไปในปากของพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่สามารถส่งเสียงได้ในทันที และพลังิญญาในร่างก็หายไปราวกับกลายเป็คนพิการ
ไม่นานนักทรัพย์สินบนตัวพวกเขาก็ถูกเด็กชายปล้นจนเกลี้ยง แล้วถูกผลักลงไปในหลุมดินขนาดใหญ่ ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงเนื้อตัวเต็มไปด้วยดิน ที่แท้ก็ไปขุดหลุมรอนี่เอง
จากนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงรังเกียจของเด็กชาย “ท่านแม่ พวกเขาจนจังเลย รวมของวิเศษพวกนี้แล้วมีค่าแค่ล้านกว่าหินิญญาเอง”
พวกเขาแทบจะสติแตก หินิญญาล้านกว่าก้อนนี่ยังถือว่าน้อยอีกหรือ
“ไม่เป็ไร คืนหนึ่งทำเพิ่มอีกสักหลายราย สะสมไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เยอะเอง” เสียงเกียจคร้านของหญิงสาวดังมาจากความมืด
สิ้นเสียงของหญิงสาว ้าก็มีเสียงความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจริง ๆ และไม่นานนักก็มีคนอีกหลายคนถูกค้นทรัพย์สินจนหมดตัวและถูกโยนลงในหลุมดิน
ทันใดนั้นพวกเขาก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างประหลาด ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ใช่เหยื่อเพียงกลุ่มเดียวเสียแล้ว เมื่อต้องประสบเคราะห์ร้ายกันหมด ก็เท่ากับว่าตนเองไม่ได้โชคร้ายถึงเพียงนั้นแล้ว