บทที่ 10
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในเมืองเป่ยอัน
ใน่เช้าของเมืองเป่ยอันผู้คนมากมาย ออกมาทำงานั้แ่ใน่เช้า เพียงแต่ว่าั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้บรรยากาศภายในเมืองกับไม่ได้สดใสร่าเริงเหมือนกับทุกวัน
เหล่าชาวเมืองทุกคนใบหน้าค่อนข้างอิดโรย แต่ละคนเหมือนกับว่านอนหลับไม่เพียงพอ ที่หน้าแปลกก็คือทุกคนภายในเมืองแห่งนี้เป็แบบนี้แทบจะทั้งหมด
แต่กระนั้นทุกอย่างภายในเมืองเองก็ยังคงดำเนินไปเช่นนี้
จางหยุนเดินทางกลับมาจากสุสานนอกเมือง ในวันนี้เขากลับมาช้าหน่อยเพราะแบบนั้นกว่าที่จะเข้าประตูเมืองท้องฟ้า้าก็สว่างแล้ว
จางหยุนเดินทางกลับไปยังบ้านของตนเอง เมื่อเขาเดินมาถึงบริเวณหน้าบ้าน ก็พบเจอกับหวังซุนที่สวมใส่ชุดมือปราบของทางการกำลังออกไปทำงาน
“พี่จาง!” หวังซุนร้องเรียกอย่างประหลาดใจทั้งสองคนไม่ได้พบกันมาสักพักแล้ว ในวันนี้มาพบเจอจางหยุน หวังซุนที่เป็คนมีอัธยาศัยดีย่อมรู้สึกเบิกบาน
หวังซุนสาวเท้าเดินเข้ามาพร้อมเอ่ยถาม “ท่านออกไปวางกับดักสัตว์ในตอนกลางคืนอีกแล้วอย่างนั้นหรือ”
ใน่ที่ผ่านมาจางหยุนได้บอกกับหวังซุนว่า ตนเองมักจะออกไปตอนกลางคืนเพราะว่าต้องไปวางกับดักสัตว์
ถึงอย่างไรใน่นี้จางหยุนก็มักจะนำเอาสัตว์ใหญ่หลายตัว กลับเข้ามาขายในเมือง จนทุกคนภายในเมืองแทบจะมีภาพจำว่าเขานั้นเป็นายพรานไปหมดแล้ว
นั่นจึงทำให้หวังซุนไม่ได้แปลกใจ ที่จางหยุนมักจะไม่อยู่บ้านในตอนกลางคืนแล้วก็กลับมาใน่เช้า
จางหยุนยิ้มทักทายออกมาแล้วพยักหน้า
“เข้ามาดื่มชาด้วยกันก่อนสิ”
หวังซุนไม่ปฏิเสธพยักหน้าแล้วก็เดินตามเข้ามา เขาจัดเตรียมชุดชาง่ายๆมาต้อนรับแขก
ทั้งสองนั่งลงบริเวณกลางห้องโถงเล็กๆภายในบ้านพัก เมื่อนั่งลงแล้วจางหยุนก็ต้องมองไปที่หวังซุน
ดวงตาของเขามองเห็นว่าหวังซุนมีท่าทางอิดโรย ขอบตาดำคล้ำร่างกายห่อเหี่ยวเหมือนคนไม่มีเรี่ยวแรง
จางหยุนหรี่ตาเล็กลง
“เกิดอันใดขึ้น นอนไม่พองั้นหรือ?” จางหยุนถามออกไป
“คือว่าข้าเองก็นอนปกติ เพียงแต่ว่า่นี้รู้สึกว่าไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงเท่าใด” หวังซุนกล่าวพลางขมวดคิ้ว
จางหยุนในตอนนี้เป็ผู้บำเพ็ญเพียร ประสาทััเขาย่อมดีกว่าคนธรรมดาทั่วไปสายตาเองก็สูงส่งขึ้น เพราะแบบนั้นจากสายตาที่จ้องมองไป เขามองเห็นว่าพลังเืลมภายในร่างกายของหวังซุนเหมือนจะขาดๆหายๆ
“อย่าสนใจเื่ของข้าเลย ่นี้คงทำงานหนักเกินไป”
“ไม่ได้เจอพี่จางตั้งนานมาพูดคุยกันก่อนดีกว่า” หวังซุนกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
จางหยุนยิ้มแล้วพยักหน้า
จากนั้นทั้งสองเองก็เริ่มนั่งพูดคุยเื่สัพเพเหระกัน อย่างเช่นเื่ที่เกิดขึ้นในเมือง่นี้หรือว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นในเมืองหรือเปล่า
หวังซุนเป็มือปราบภายในเมืองเป่ยอัน ผนวกกับเป็คนที่มีนิสัยชอบพูดคุยกับผู้อื่นอยู่แล้ว เพราะแบบนั้นเลยชวนพูดคุยเกี่ยวกับเื่หลายเื่ที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในเมือง่นี้
เป็เพราะหวังซุนยังต้องไปทำงาน เพราะแบบนั้นเลยพูดคุยกันได้ไม่นาน หวังซุนก็ต้องขอตัวจากไปก่อน
จางหยุนเดินออกไปส่งหวังซุนจนถึงหน้าบ้าน ดวงตาของเขามองตามแผ่นหลังที่เดินจากไปของหวังซุนก่อนที่เขาจะขมวดคิ้ว
เขาย่อมััได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น เป็เพราะว่าั้แ่ที่เขาเดินทางเข้ามาภายในเมืองเป่ยอันใน่หลายวันที่ผ่านมา ไม่ได้เพียงแค่หวังซุนเท่านั้นที่มีอาการผิดปกติแบบนี้
แต่ว่าผู้คนภายในเมืองส่วนใหญ่เองก็ล้วนแล้วแต่มีอาการแบบนี้ทั้งนั้น ร่างกายอิดโรยเหมือนกับว่าไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง กลายเป็ว่าผู้คนภายในเมืองส่วนใหญ่ดูไร้ชีวิตชีวาไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้
บรรยากาศภายในเมืองเองก็เปลี่ยนไป เป็เพราะว่าผู้คนภายในเมืองทั้งเมืองแทบจะดูไร้ชีวิตชีวา จางหยุนมองเห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ว่าเขาย่อมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผู้คนภายในเมือง แต่เื่นี้ย่อมไม่ใช่เื่ธรรมดาอย่างแน่นอน
จางหยุนลูบคางพลางครุ่นคิด “หรือว่าจะมีผู้บำเพ็ญคนไหนจ้องเล่นงานเมืองเป่ยอันอยู่งั้นหรือ”
“แต่ข้าก็ไม่สามารถััถึงผู้บำเพ็ญเพียรได้เลยนิ ก็ไม่น่าจะมีผู้บำเพ็ญเพียรแถวนี้”
“รอดูไปก่อนก็แล้วกัน”
จางหยุนหันหลังเดินกลับเข้าไปภายในบ้าน หลังจากนั้นเขาเองก็พักผ่อน เมื่อเข้าสู่่เย็นเขาก็เดินทางออกไปจากเมืองอีกครั้ง
เจ็ดวันต่อมา
จางหยุนที่กำลังฝึกฝนอยู่ในป่าััได้ถึงการพัฒนาของซากเทวะอีกแล้ว ระดับของมันในตอนนี้น่าจะอยู่ในระดับทองแดงขั้นกลางสูงสุด
นั่นก็คือถ้าเกิดว่าพัฒนาอีกครั้งมันเอง ก็น่าจะพัฒนาขึ้นไปสู่ระดับทองแดงขั้นปลายแล้ว
ในทางกลับกันจางหยุนยังไม่ััถึงการทะลวงผ่าน ตอนนี้เขาเองก็ยังคงติดอยู่ที่ขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นสอง ยังไม่เข้าใกล้การทะลวงเลยด้วยซ้ำ
หลังจากที่ฝึกฝนจนมองเห็นว่าใกล้จะเช้าแล้ว จางหยุนก็ได้หยุดการฝึกฝนของตนเอง แล้วก็เตรียมที่จะเดินทางมุ่งตรงกลับไปยังเมืองเป่ยอัน
ในตอนนี้เขานั้นเป็ผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นสอง พลังปราณิญญาที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ทำให้เขานั้นเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขึ้นได้หลายต่อ เพราะแบบนั้นใช้เวลาไม่นานก็เดินทางกลับมาถึง
จางหยุนยังไม่คิดกลับไปพักผ่อน วันนี้เขาเลือกเดินทางไปยังโรงน้ำชาแห่งนึงของเมืองเป่ยอัน
โรงน้ำชาแห่งนี้ตั้งอยู่กลางเมืองบนถนนเส้นหลัก จางหยุนมักจะเดินทางมาที่โรงน้ำชาแห่งสามถึงสี่วันต่อครั้ง
โรงน้ำชาเป็ที่พูดคุยแล้วมักจะมีข่าวสาร ร่วมไปถึงเื่น่าสนใจหลายอย่าง จางหยุนเคยได้ข่าวมูลเกี่ยวกับโลกแห่งการฝึกตนจากโรงน้ำชาแห่งนี้ไม่น้อย
จางหยุนเดินทางมาถึงโรงน้ำชา เขาเดินนั่งไปนั่งบนชั้นสอง นั่งลงบริเวณริมหน้าต่างดื่มชาและกินขนมไปด้วย ดวงตามองบนถนนด้านนอก หูก็ฟังผู้คนในโรงน้ำชาพูดคุยกันไป
ในตอนนี้เข้าสู่่ยามเช้าของวันแล้ว ผู้คนบนถนนก็เดิมพลุ่งพล่าน ผู้คนไม่น้อยออกมาเดินซื้อของบนถนนเส้นหลัก
จางหยุนนั่งดื่มชาจนหมด เขากำลังจะลุกกลับไปพักผ่อนที่บ้านของตนเอง แต่ในขณะนี้อยู่ๆก็มีบางอย่างเกิดขึ้น
ผู้คนบนถนนพากันแตกตื่น บนถนนเส้นหลักของเมือง มีขบวนทหารนับร้อยคนเดินทางเข้ามาในเมือง
ทหารพวกนี้สวมใส่ชุดเกราะเหล็ก นั่งอยู่บนหลังอาชากำยำ ทุกคนมีท่วงท่าไม่ธรรมดาถืออาวุธในมือ นี่มันใช่ทหารของเมืองเป่ยอัน แต่เป็ทหาร
ของอาณาจักรชิงอย่างแน่นอน
จางหยุนที่กำลังจะลุกจากไป ยืนชะงักเท้าของตนเองลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นการปรากฏตัวของขบวนทหารม้านั้น เขาจ้องมองไปยังขบวนทหารม้า พลางหรี่ตาเล็กลงใบหน้าเคร่งขรึม
ผู้คนในเมืองพากันแตกต่างกับการปรากฏตัวของทหารม้า แต่ไม่นานหลายมือปราบพากันออกมาระงับความวุ่นวาย
จางหยุนในยามนี้ไม่ได้สนใจความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ในตอนนี้ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังขบวนทหารม้า ตรงนั้นมีรถม้าคันนึงกำลังเคลื่อนที่อยู่ ทหารม้าทั้งหมดล้อมรอบรถม้าคันนั้น แค่นี้ก็บอกได้แล้วว่าคนที่นั่งอยู่ในรถม้าคันนั้นมีฐานะไม่ธรรมดา
ที่จางหยุนสนใจรถม้าคันนั้น ไม่ใช่เพราะฐานะของคนพวกนี้ว่าเป็ผู้ใดมาจาก แต่สิ่งทำให้เขาต้องเผยใบหน้าเคร่งขรึมเช่นนี้ นั้นก็เพราะว่าเขาััได้ถึงปราณิญญาที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากรถม้า
“ผู้บำเพ็ญ..” จางหยุนพึมพำ ดวงตาจับจ้องไปที่รถม้าอย่างไม่ละสายตา
และในจังหวะที่รถม้านั้นเคลื่อนที่มาจนถึงด้านหน้าโรงน้ำชา ผ้าม่านของรถม้าถูกเลิกขึ้น เผยให้เห็นคนที่อยู่ด้านใน