บทที่ 33 แหวนวิ่งพล่าน ซูชิงลั่วตกอยู่ในอันตราย!
"แหวน! มันจะไปไหนกัน?!"
ภายในสุสานบรรพจารย์ชิงอวิ๋น ซูชิงลั่วจ้องมองแหวนสีดำสนิทที่หลุดออกจากตัวด้วยความตระหนก ใบหน้าฉายแววใอย่างยิ่ง
นางพยายามจะหยุดมัน แต่กลับพบว่าไม่อาจทำได้
แหวนสีดำวงนี้ราวกับถูกบางสิ่งดึงดูด มันมุ่งหน้าลึกเข้าไปในสุสานบรรพจารย์อย่างรวดเร็ว
อีกทั้งทุ่งหญ้าประหลาดแห่งนี้ยังกว้างใหญ่ไพศาลราวกับไร้ขอบเขต
เมื่อแหวนบินจากไปด้วยความเร็ว ซูชิงลั่วจึงต้องโคจรพลังบำเพ็ญ เร่งติดตามไปในทันที
ในฐานะผู้บำเพ็ญระดับกลั่นลมปราณขั้นปลาย ซูชิงลั่วสามารถควบคุมกระบี่บินได้แล้ว ประกอบกับสิ่งที่อยู่ใต้เท้าคือกระบี่บินระดับสอง ความเร็วของนางจึงนับว่ารวดเร็วไม่น้อย
ทว่า แหวนวงนั้นกลับบินได้เร็วกว่า!
"บ้าจริง! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?!"
ซูชิงลั่วกัดฟัน เร่งติดตามไปทันที ในใจร้อนรุ่มดั่งถูกไฟแผดเผา
แหวนวงนี้ลึกลับอย่างยิ่ง โดยเฉพาะใน่ครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้
การสวมใส่แหวนวงนี้ตลอดทั้งวันทั้งคืน ช่วยให้เจตจำนงกระบี่ของนางแข็งแกร่งขึ้น ความเข้าใจในวิถีกระบี่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นับได้ว่าเป็สมบัติลับชิ้นสำคัญของนาง
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...
"แหวนวงนี้...เขาเป็ผู้มอบให้ข้า ข้าจะยอมเสียมันไปไม่ได้เด็ดขาด!"
ซูชิงลั่วกัดฟัน เร่งความเร็วขึ้นอีก
แต่แหวนตรงหน้ากลับเร่งความเร็วขึ้นกะทันหัน
ฟึ่บ!
พริบตาต่อมามันก็หายไปจากสายตาของนาง
"อะไรกัน?!"
ซูชิงลั่วชะงักด้วยความตกตะลึง
ในขณะที่กำลังจะโคจรพลังตามไป เบื้องหน้ากลับปรากฏวิหารหลังหนึ่งขึ้นมาฉับพลัน!
ประตูวิหารปิดสนิท
บนประตูสลักรูปัและหงส์ ดูราวกับมีชีวิต
ทว่า กลับไม่เห็นวี่แววของแหวนเลย?
"หรือว่าจะเข้าไปในวิหารแห่งนี้แล้ว?"
สีหน้าของซูชิงลั่วเปลี่ยนไป นางเริ่มลังเล
สุสานบรรพจารย์เต็มไปด้วยอันตราย สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเข้ามาครั้งนี้คือการตามหาท่านแม่ให้พบ
หากเข้าไปในวิหารแล้วเกิดเหตุไม่คาดฝันจนเสียเวลา ไม่กลายเป็เื่ยุ่งยากหรอกหรือ?
เมื่อคิดได้ดังนี้ ซูชิงลั่วจึงอดไม่ได้ที่จะลังเล ทว่า ไม่นานนางก็กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง
"แหวนวงนี้สำคัญต่อข้ามาก จะเสียไปไม่ได้ อีกอย่าง... วิหารแห่งนี้ปรากฏขึ้นอย่างแปลกประหลาดนัก
ไม่แน่ว่าท่านแม่... อาจจะอยู่ในวิหารแห่งนี้ก็ได้?"
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ซูชิงลั่วจึงตัดสินใจเด็ดขาด
นางผลักประตูเข้าไปในวิหารทันที
เอี๊ยด!
ประตูวิหารเปิดออก
กลิ่นหอมจาง ๆ พุ่งเข้าปะทะจมูก ทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นรู้สึกกระปรี้กระเปร่า
ความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบายผุดขึ้นในใจ นำพาความปลอดโปร่งสบายใจมาให้
"นี่คือกลิ่นอะไรกัน?" ซูชิงลั่วหรี่ตาลง กวาดสายตามองไปรอบ ๆ
การจัดวางของวิหารแห่งนี้แปลกตาอย่างยิ่ง บนผนังทั้งสี่ด้านสลักลวดลายประหลาด ทอดยาวไร้จุดสิ้นสุด มีเพียงตรงกลางที่มีแท่นหินสีดำขนาดมหึมาหลายสิบจั้ง
และแหวนสีดำวงนั้นก็ลอยเด่นอยู่เหนือแท่นหิน
"อยู่นั่น!"
ดวงตาของซูชิงลั่วเป็ประกายด้วยความดีใจ
นางพุ่งทะยานไปยังแหวนสีดำวงนั้นตามสัญชาตญาณ เพียงก้าวเดียวก็พุ่งทะยานไปไกลหลายจั้ง
แต่ทันใดนั้น! พลังร้ายสายหนึ่งกลับจู่โจมมาจากมุมมืด!
"ใครกัน?!"
สีหน้าของซูชิงลั่วเปลี่ยนไปเล็กน้อย ร่างกายถอยกรูดอย่างรวดเร็ว
น่าเสียดายที่มันสายเกินไปแล้ว
ทรวงอกของนางถูกฝ่ามือซัดเข้าอย่างจัง ร่างของนางกระเด็นลอยละลิ่วราวกับว่าวสายขาด
ปัง!
เสียงดังสนั่น
ซูชิงลั่วกระแทกเข้ากับผนัง แล้วหมดสติไปในทันที
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา!
"เหอ ๆ ๆ ... ช่างเป็เด็กน้อยที่งดงามยิ่งนัก
ชาติที่แล้วข้าเป็บุรุษ ชาตินี้ไม่นึกเลยว่าจะได้ลองใช้ชีวิตในร่างสตรีดูบ้าง!"
เสียงหัวเราะอันเย็นเยียบและแหบแห้งดังมาจากมุมมืด ตามมาด้วยเงาสีดำที่ลอยปรากฏตัวขึ้น
มันมาปรากฏกายข้างกายซูชิงลั่ว อุ้มร่างที่หมดสติของนางขึ้นมา แล้วพุ่งไปยัง้าของแท่นหิน
"เ้าพวกบ้าอย่างเหยียนจุนและเจี้ยนจุนรู้จักแต่การต่อสู้ เป็ถึงผู้สูงสุดทั้งสองคน กลับไม่แสวงหาวิถีเซียนอันบริสุทธิ์ แต่กลับมุ่งหวังเพียงชื่อเสียงจอมปลอม
ช่างน่าขันสิ้นดี!
สุดท้ายแล้ว มรดกของท่านผู้สูงสุดทั้งสองสาย กลับตกเป็ของข้าผู้เป็บรรพชน!
น่าเสียดายที่สิ่งของชิ้นนี้มีจิติญญา แต่มันไม่ยอมรับข้า
ทว่า ...
แหวนวงนี้กลับเลือกเด็กน้อยคนนี้ แสดงว่านางได้รับการยอมรับจากแหวนสูงสุด!"
ชายชราผู้ผอมแห้งราวกับกิ่งไม้ จ้องมองเด็กสาวที่หมดสติในอ้อมแขนด้วยความโลภ
สายตาของเขาเลื่อนลอยไปตามร่างกายของซูชิงลั่ว คล้ายกำลังมองดูอัญมณีล้ำค่า
"ฮี่ ๆ ๆ... รอให้ข้า่ชิงร่างสตรีนี้มาได้ก่อน มรดกของเจี้ยนจุนก็จะตกเป็ของข้า!
ให้ข้าได้ดูหน่อยเถิดว่า เ้ามีความพิเศษอย่างไร?!"
สิ้นคำพูดนั้น ชายชราก็ยื่นมือขวาที่ผอมแห้งกดลงบนหน้าผากของซูชิงลั่ว
กลุ่มควันสีดำไหลออกมาจากปลายนิ้ว พันรอบหน้าผากของซูชิงลั่ว
ควันดำวนเวียน สิ่งลี้ลับต่าง ๆ หลั่งไหลเข้าสู่สมองของเขา
เจตจำนงอันคมกล้าสายหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน จนทำให้ปลายนิ้วของชายชราต้องหดกลับเล็กน้อย!
"นี่คือ... เจตจำนงกระบี่!
มิน่าเล่า!! ถึงกับบรรลุเจตจำนงกระบี่แล้ว!
แถมยังเป็รากปราณสามธาตุ ธาตุน้ำแข็งกลายพันธุ์ที่หาได้ยากยิ่ง...
ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ์ช่วยข้าแล้ว!!"
ชายชราตื่นเต้นถึงขีดสุด ดวงตากลายเป็สีแดงฉาน เผยให้เห็นความคลุ้มคลั่ง
เขาเอื้อมมือขวาไปคว้าแหวนสีดำวงนั้นมาเก็บไว้ จากนั้นร่างของเขาก็สั่นะเื
แท่นหินใต้เท้าส่งเสียงดังโครมคราม เศษหินปลิวว่อน เผยให้เห็นค่ายกลขนาดมหึมาที่อยู่เบื้องล่าง!
"ห้าร้อยปีแล้ว! ในที่สุดข้าก็ได้พบกับร่างกายที่ดีเช่นนี้
แม้ว่ามรดกของเหยียนจุนจะไม่อาจสืบทอดได้ แต่มรดกของเจี้ยนจุนย่อมตกเป็ของข้าแน่นอน!"
พอข้า่ชิงร่างสำเร็จ เพียงไม่กี่ร้อยปีข้าก็จะกลับสู่ระดับเทพจอมราชันได้!
อย่างมากเพียงแปดร้อยปี ย่อมมีหวังบรรลุระดับสูงสุด!
คราวนี้ข้าอยากจะเห็นหน้าเหล่าลูกหลานที่ดูถูกข้านัก!"
ชายชราหัวเราะเหี้ยมเกรียม นั่งขัดสมาธิอยู่ใจกลางค่ายกล
ชั่วพริบตาต่อมา หมอกดำม้วนตัว บนค่ายกลปรากฏรูปหัวกะโหลกอันน่าสยดสยอง
ร่างอันบอบบางของซูชิงลั่วค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่กลางอากาศ
เงาร่างที่หน้าตาคล้ายคลึงกับนางอย่างยิ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
"ที่นี่... ที่นี่คือที่ไหน?
แล้วท่านเป็ใคร?
นั่น... นั่นคือข้า?!"
เงาร่างนี้ แท้จริงแล้วคือิญญาของซูชิงลั่ว
ในยามนี้ิญญาหลุดออกจากร่าง ทำได้เพียงจ้องมองร่างกายของตนเอง แต่ไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย!
"ฮี่ ๆ ๆ... แม่หนูน้อยอย่าได้ตื่นตระหนกไป เพียงเชื่อฟังคำสั่งของบรรพชน ต่อไปเ้าก็จะได้เป็ผู้ยิ่งใหญ่เช่นกัน!"
ชายชราผู้ผอมแห้งหัวเราะเสียงประหลาด
ดวงตาของซูชิงลั่วหดเล็กลง นางกำลังจะเอ่ยปาก แต่กลับถูกอาคมสะกดสติไว้ ิญญาจึงได้แต่ล่องลอยอยู่ในอากาศอย่างมึนงง พลางมองดูหัวกะโหลกที่น่าสยดสยองค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้
"ครึ่งวัน! ขอเพียงครึ่งวัน! เด็กสาวคนนี้มีระดับบำเพ็ญเพียงระดับกลั่นลมปราณ จิติญญายังไม่ทันก่อกำเนิด
ดวงิญญาอ่อนแอยิ่งนัก หลังจากครึ่งวันผ่านไป ข้าจะได้กลายเป็สตรีเสียที!
เหอ ๆ ๆ..."
ชายชราหัวเราะอย่างชั่วร้าย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างรุนแรง!
ทว่า ในขณะที่เขากำลังควบคุมหัวกะโหลกให้เข้าไปใกล้ เขากลับััได้ถึงเสียงผิดปกติบางอย่างอย่างกะทันหัน!
"หืม?!"
ชายชราชะงัก
"ใคร?!"
ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงแหวกอากาศดังหวีดหวิว!
พริบตาต่อมา แหวนสีแดงเพลิงวงหนึ่งปรากฏขึ้นฉับพลัน ลอยอยู่ตรงหน้าของเขา
"นี่... แหวนวงนี้คือ... มรดกของเหยียนจุน?! มันกลับมาได้อย่างไร! หรือว่า..."
ชายชราคล้ายไม่เชื่อข้อสันนิษฐานของตนเอง
แววตาของเขาค่อย ๆ ฉายความยินดีออกมาอย่างเปี่ยมล้น!!
จากนั้น ร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำ มีผ้าดำปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง ก็ก้าวเดินเข้ามาจากนอกวิหาร...