บทที่ 4 นี่มันเื่สยองขวัญอะไรกัน
“เื่ของสามีภรรยา จะเหนียมอายไปทำไมกัน?” เจียงหนานเย้ยหยัน “จริงสิ คนโสดอย่างเธอจะเข้าใจได้อย่างไร?”
ลู่เสี่ยวเยว่ไม่ยอมด้อยกว่า เชิดหน้าชูคอโต้กลับ “โป้ปดให้มันน้อย ๆ หน่อย พี่ใหญ่ไม่มีทางชอบหมูอ้วนอย่างเธอหรอก”
สวี่เจิงยืนกอดอกอยู่หน้าประตู ฟังถ้อยวาจาจินตนาการล้ำเลิศของสาวอ้วนคนนี้ แล้วพิศมองใบหน้าอิ่มเอิบเืฝาดของเธออีกที มุมปากยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ
ลู่ฮ่าวทำลงจริง ๆ น่ะหรือ?
ไม่ เขาไม่เชื่อหรอกว่าลู่ฮ่าวจะกินไม่เลือก
เขายังรอดูฉากสนุก ๆ อยู่นะ
ถ้าลู่ฮ่าวให้ความร่วมมือเร็วขนาดนี้ งั้นก็ไม่สนุกน่ะสิ
สวี่เจิงราดน้ำมันบนกองไฟ “เสี่ยวเยว่ อย่าเสียมารยาทกับพี่สะใภ้ เดี๋ยวลู่ฮ่าวจะมาเอาเื่เข้าให้”
ลู่เสี่ยวเยว่ก่นด่าคอขึ้นเป็เส้นเอ็น “พี่สะใภ้กับผีน่ะสิ เสียเงินตั้งมากมาย ได้ตัวอะไรกลับมากัน ส่งคืนแล้วเอาเงินกลับมาแต่เนิ่น ๆ ดีกว่า สาวสวยทันสมัยอย่างเฉี่ยวเจินรอพี่ใหญ่อยู่ ไม่เห็นจะอยากได้สินสอดเลยสักส่วน”
เจียงหนานได้ยินเธอพูดถึงเฉี่ยวเจิน ะเิโทสะออกมาทันใด เธอยื่นแขนชี้หน้าอีกฝ่ายแล้วโต้กลับ “ฝันไปเถอะ อยากให้ฉันกับพี่ชายเธอหย่ากัน แล้วยัดเยียดเฉี่ยวเจินให้เขาน่ะหรือ? ขอบอกไว้เลย ชั่วชีวิตนี้ลู่ฮ่าวรักได้แค่ฉันเพียงคนเดียว ใครอย่าได้คิดแย่งเด็ดขาด”
ชาติก่อน ในวันที่สองของการแต่งงาน เจียงเหมยโผล่มายั่วโมโหเธอ ลู่เสี่ยวเยว่ก็เช่นกัน พาผู้หญิงคนหนึ่งมาที่บ้าน บอกเธอว่าเป็คนรักของลู่ฮ่าว
เธอที่เดิมทีน้อยเนื้อต่ำใจในตัวเองอยู่แล้ว กอปรกับความอัปยศอดสูที่ประสบพบเจอ ทำให้ยากจะลืมเลือนเหตุการณ์นั้นมาจนถึงทุกวันนี้
ลู่เสี่ยวเยว่คนโง่เขลา ถูกเฉี่ยวเจินคนนั้นพาไปทำงานทางใต้จนทั้งชีวิตพังทลาย
เจียงหนานคุยโวอย่างหน้าไม่อาย ปากพร่ำแต่ความรัก ลู่เสี่ยวเยว่ฟังแล้วนึกรังเกียจเดียดฉันท์ “เธอไม่อายหรือไง?”
“จะอายทำไม เธอเองก็คากคกอยากกินเนื้อห่านฟ้า*[1] แอบรักตำรวจของประชาชนไม่ใช่รึไง เธอนั่นแหละไม่อายบ้างหรือ?”
ทันทีที่เจียงหนานพ่นคำเหล่านี้ออกมา สีหน้าลู่เสี่ยวเยว่ก็เปลี่ยนไปทันที
หญิงอ้วนที่เพิ่งแต่งเข้ามาคนนี้กลับรู้เื่ที่เธอเก็บไว้ในใจ แถมยังะโเสียงดังลั่น ตั้งใจโจมตีเธอ ตอนนี้ลู่เสี่ยวเยว่ก็ไม่ต่างจากแมวที่โดนเหยียบหางแม้แต่น้อย
“นังอ้วน ฉันจะสู้กับเธอให้ตายกันไปข้าง!”
ลู่เสี่ยวเยว่วางชามตะเกียบในมือลง โถมเข้าหาอย่างบ้าคลั่ง หมายจะฟาดเจียงหนาน
เจียงหนานถอดรองเท้าแตะอย่างใจเย็น ตั้งใจรอให้ลู่เสี่ยวเยว่กระโจนเข้ามาก่อนแล้วค่อยจัดการฟาดเข้าที่หน้า
เพียงแต่ลู่เสี่ยวเยว่ยังไม่ทันเข้าใกล้ เ้าตัวก็ดันชนเข้ากับกำแพงเนื้อเสียก่อน
ลู่เสี่ยวเยว่เห็นลู่ฮ่าวก็รีบชักมือที่หมายจับทึ้งผมของเจียงหนานกลับมา เบะปากฟ้องร้องว่า “พี่ใหญ่ ผู้หญิงคนนี้จะตบหนู”
“แถมยังบอกอีกว่าพี่กับเธอ กับเธอ... พูดมาได้ไม่รู้จักอายเลยจริง ๆ”
ลู่เสี่ยวเยว่หน้าแดงซ่าน รู้สึกกระดากปากที่จะเอ่ยประโยคที่เจียงหนานพูด
“พี่ใหญ่ พี่จะชอบคนแบบเธอได้อย่างไร คุณปู่ยัดเยียดให้พี่ชัด ๆ พี่รีบขับไล่เธอออกไปเถอะ”
แค่ลู่เสี่ยวเยว่นึกได้ว่าต้องเสียเงินสองพันหยวนไปเพื่อแลกกับหญิงอ้วนคนนี้ เธอก็ปวดใจจนอยากอาละวาดแล้ว
สวี่เจิงยืนกอดอกอยู่อีกด้าน สีหน้ามืดครึ้ม กล่าวน้ำเสียงตัดพ้อว่า “เสี่ยวเยว่ อย่าเป็คนไม่มีเหตุผลสิ ก็พี่ใหญ่เขาชอบแบบนี้”
เจียงหนานสังเกตเห็นสวี่เจิงั้แ่ออกจากห้องแล้ว
ไอ้หมาป่าตาขาว*[2] ที่ตระกูลลู่เลี้ยงจนเติบใหญ่
เจียงหนานมองชายผู้ใจคดคนนี้พลางแสยะยิ้ม “ใช่แล้ว ลู่ฮ่าวชอบฉันแบบนี้ อ้วนแล้วผิดตรงไหน? ฉันออกจะใจดี ใจกว้าง ไม่เหมือนคนบางคน หน้าก็อัปลักษณ์ แถมยังใจจืดใจดำอีก”
เธอจงใจเน้นคำสุดท้าย เหลือบมองสวี่เจิงอย่างแฝงความนัย
สวี่เจิงหรี่ตาลงเล็กน้อย คล้ายว่าคิดไม่ถึงที่หญิงอ้วนท้วนตรงหน้าจะหาญกล้าขนาดนี้
ตอนแต่งงานเข้ามาเมื่อวาน เธอไม่ได้เป็แบบนี้
“นี่แก...”
เจียงหนานคารมคมคาย ลู่เสี่ยวเยว่ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอ
เจียงหนานเดินไปตรงหน้าลู่ฮ่าว แหงนหน้ามองเขา กล่าวฟ้องว่า “ฉันเพิ่งแต่งเข้ามาเป็วันที่สอง สองคนนี้ก็รังแกฉันแล้ว ไม่ได้เห็นพี่ใหญ่อย่างคุณอยู่ในสายตาเลย นี่พวกเขากำลังต่อต้านคุณนะ”
ลู่ฮ่าวมองใบหน้าขาวนวลท่วมเนื้อตรงหน้า เหม่อลอยครู่หนึ่ง
ดวงตาของเจียงหนานนั้นซ้อนทับกับดวงตากระจ่างสว่างไสวของเด็กหญิงตัวน้อยในความทรงจำไม่ผิดเพี้ยน
ส่วนสวี่เจิงนั้นพูดไม่ออก “...” เขาไปรังแกตอนไหนกัน?
ลู่เสี่ยวเยว่กลัวพี่ใหญ่ที่ไม่ได้เติบโตมาด้วยกันั้แ่เด็กจากก้นบึ้งหัวใจ เธอรีบโต้กลับว่า “พูดเื่ไร้สาระอะไร? ฉันต่อต้านพี่ใหญ่ั้แ่เมื่อไรกัน? เลิกยุแยงได้แล้ว พี่ใหญ่ไม่ฟังเธอหรอก”
เจียงหนานคร้านจะพูดกับหล่อนให้เปลืองน้ำลาย
คนแบบเธอชอบใช้ความเป็จริงตบหน้ามากกว่า
เธอมองลู่ฮ่าว ถามด้วยความเป็ห่วงว่า “คุณไปไหนมา? ตัวเปื้อนดินมอมแมมไปหมด รีบเข้ามาล้างตัวเร็ว”
เอ่ยจบ เธอก็คล้องแขนลู่ฮ่าวต่อหน้าต่อตาสองพี่น้องใจทมิฬ
ลู่ฮ่าว “...”
ภรรยาในนามคนนี้แรงเยอะมาก มองเหมือนว่ากำลังเกี่ยวรั้งแขนเขาอยู่ ทว่าแท้จริงแทบจะลากเขาเข้าไปในห้อง
สวี่อวี้ฉินเพิ่งออกมาจากลานหลังบ้านหลังให้อาหารหมูเสร็จ เธอกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นเจียงหนานรั้งแขนของลู่ฮ่าวอยู่
ผู้เฒ่าลู่เดินตามเข้ามาจากบ้านหลังเก่า เห็นคู่หนุ่มสาวจับมือคล้องแขนเช่นกัน
ดวงตาขุ่นมัวของชายชราส่องประกายในชั่วพริบตา
ภายใต้การจ้องมองประหนึ่งเห็นผีสางของคนตระกูลลู่ ประตูไม้ของห้องหอก็ปิดลงดังปัง!
คนตระกูลลู่ “...”
หลังลู่ฮ่าวและเจียงหนานเข้าไปในห้อง ลู่ฮ่าวก็ปรายตามองท่อนแขนตนที่โดนอีกฝ่ายเกี่ยวเอาไว้
แววตานั้นราวกับคมมีดก็มิปาน
เจียงหนานใจนรีบปล่อยมือ
ที่เมื่อครู่ลู่ฮ่าวไม่ได้สลัดเธอออก นับว่าเขาไว้หน้าเธอแล้ว
เมื่อคืนเขาแสดงออกชัดเจนว่าอยากให้รีบเธอกลับบ้านไปซะ
ตอนนี้ เธอต้องคิดหาวิธีดึงเขามาเป็พวกให้ได้
จะให้เขาส่งเธอกลับตระกูลไม่ได้เด็ดขาด
เจียงหนานปิดประตู มองดูลู่ฮ่าวเอ่ยปาก
“ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้อยากแต่งงานกับฉัน แต่สำหรับคุณปู่แล้วไม่ง่ายเลย เขาลำบากทำงานหนักก็เพราะหลานชายอย่างคุณ ปู่ของฉันเสียไปไว ฉันน่ะอิจฉาคุณมากที่มีผู้ใหญ่ดี ๆ แบบนี้”
เหตุผลที่ผู้เฒ่าลู่ยืนกรานจะจัดงานแต่งคลุมถุงชนครั้งนี้กับลู่ฮ่าวให้ได้ ก็เพราะกลัวว่าลู่ฮ่าวจะแต่งภรรยาไม่ได้เนื่องด้วยใบหน้าเสียโฉม
และสาเหตุที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ชายชรากลัวว่าตัวเองจะอยู่รอไม่ถึงวันที่หลานชายได้แต่งภรรยา
ลู่ฮ่าวใบหน้าเสียโฉม อยู่ในบ้านที่มีแม่เลี้ยงและน้องชายต่างบิดามารดา อีกทั้งป่วยหนัก ผู้เฒ่าลู่จึงอยากอาศัย่ที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ได้ดูแลหลานชาย
เจียงหนานกล่าวจากใจจริง “เพื่อไม่ให้คุณปู่ต้องกังวล ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่กับคุณต่อไป”
อยู่กับเขาต่อไป?
ทันทีที่สิ้นคำ รูม่านตาของลู่ฮ่าวก็พลันสั่นไหว “...”
นี่มันเื่สยองขวัญอะไรกัน?
เขาพิศมองสาวอ้วนตรงหน้าอย่างเ็า ถึงเธอจะมองมาด้วยสายตาที่จริงใจอย่างไร เขาก็เปล่งเสียบราบเรียบตอบไปแค่ “เธอไม่ต้องเสียสละเป็เหยื่อของงานแต่งคลุมถุงชนหรอก ฉันบอกแล้ว ฉันจะหาทางแก้ปัญหาเอง แล้วส่งเธอกลับบ้านให้เร็วที่สุด”
“ไม่ใช่การเสียสละ ฉันเต็มใจเอง”
เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พูดต่อด้วยรอยยิ้ม “ฉันว่าคุณก็ดีนะ รูปร่างสูงใหญ่ แถมยังเคนเรียนมหาวิทยาลัยมาก่อน คงเป็คนเดียวในแปดหมู่บ้านที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยล่ะมั้ง ถ้าตกมาอยู่ในมือฉัน ฉันก็จะเลือกเก็บไว้”
ลู่ฮ่าวปวดเศียรเวียนเกล้า คิดไม่ตกจริง ๆ ว่าทำไมผู้หญิงที่เพิ่งถือกรรไกรทำร้ายตัวเองอยู่รอมร่อ ถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้
มิหนำซ้ำเธอยังอยากจะอยู่กับเขาต่อไป!
ถึงเธอจะเต็มใจ แต่เขาไม่เลยสักนิด
*[1] คากคกอยากกินเนื้อห่านฟ้า หมายถึง หมายปองสิ่งที่เกินตัว คล้ายสำนวนไทยที่ว่า หมามองเครื่องบิน
*[2] หมาป่าตาขาว หมายถึง คนอกตัญญู คนเนรคุณ ไม่รู้คุณคน