ที่ชั้นเจ็ดของสนิม์ชั้นปูนซีเมนต์ของเ้าโลก ตาแก่ถือดอกมะลิในตะกร้าสีเขียวไปเที่ยวเพื่อลอยอังคารตัวเองไปบนใบไม้ เจ็ดเป็เลขอะไรเลยแปลงกายมารับตาแก่หน้าซีดเซียวแต่ตาแก่ไม่อยากจะมารับเจ็ดเพราะเด็กขันทีเงาจันทร์พังทลายรถเบนซ์คันโตเมื่อปูเจ๊กเทียนนั่งขัดสมาธิเป่ามอระกู่ไม่ได้เข้าปากแต่ถูไถจนมีควันขึ้นมาแปลงกายเป็นักเลงหัวแหลม นักเลงหัวแหลมให้การบ้านหนึ่งข้อนั่นคือสองข้อถามว่า ไปหาคาถาที่ทำให้สุกรผอมลงมาตอบคำถามให้ตาแก่ยกดอกมะลิใส่ตะกร้าสีเขียววันนี้ แต่ปูเจ๊กเทียนกลับให้ศอกให้หมัดกลับไปตัวเองเลยโดนเสียเองแล้วร้องไห้น้ำหน้าน้ำเนิบเริ่มเต้นเป็จังหวะร็อคและเขย่าขวัญลงตะปูหนามทุเรียน ปูเจ๊กเทียนหัวลงพื้น ขาชูบน สะบัดและส่ายเอวเพื่อค้นหาคำตอบแต่ได้คาถาน้ำพริกเผาเลยรู้สึกจะต้องเพิ่มความกล้าเพื่อขำขัน ไม่มีเวลามาเล่นปิงปองเพราะเอวของปูเจ๊กเทียนส่ายไม่เป็จังหวะและมอระกู่ตัวเก่าทิ้งมาแล้วลอยเสยคางเซียน เซียนลอยตัวเพื่อไม่หลบเพื่อโดนโจมตีจากมอระกู่แต่เผดิมพริกถึงขิงแล้วย่องเบาเป็โจรหน้าแมวมาหนีบผักคะน้าสักต้นไปบอกปูเจ๊กเทียนว่าอะไรทำให้ดาวเสาร์มีวงแหวน ทันใดนั้นถัดมาวันเวลาก็เปลี่ยนไป เมื่อยางจากต้นไม้พุ่งเมื่อชาวนาใช้เรื่อยตัดไม่เย็บกลับคืนที่เดิม จันทร์เ้าเลยขอข้าวขอแกง ์กลับโปรดปรานอีกรอบเมื่อเลขเจ็ดสั่งให้ทหารใน์เดินไปบนกรรเชียงเพื่ออารักขาต้นมะยมและเลี้ยวซ้ายด้วยขาขวาล้มลงหน้าคว่ำหมดแล้ว ทหารทั้งหมดเดินกลับไปทางขวาใหม่อีกรอบ แต่รูปปั้นผู้นำชี้นิ้วให้เดินไปอีกทางเลยเถียงกันไม่ลงคอเพราะหมากพลูเสาร์อาทิตย์ขายไม่ได้มันจนใจจะอดทนต่อความร้อนนี้แล้วไม่ไหวเลย ปูเจ๊กเทียนหมุนหน้าซ้ายขวาไปทีละลอก ทำให้ตัวเองรอบคอบและขาดความรอบคอบอยากจะเอาก้านมะยมมาชี้เป็ชี้ตายได้สักทีประดาใจตัวเองเป็ขลุ่ยผิวทอง