ูเาตั้งสูงตระหง่านฟ้า ร้อยเรียงราย อยู่ในระหว่างพื้นที่แถบตะเข็บชายแดน สายลมพลิ้วไหวค่อยๆ โบกสะบัดพัดผ่าน ทั้งฝูงนกทั้งฝูงแมลงต่างก็แข่งขันกันส่งเสียงร้องระริกระรี้ดังลั่น มีผู้คนอยู่จำนวนไม่น้อยที่ตัดสินใจลงหลักปักฐานสร้างถิ่นที่อยู่อาศัยในแถบชานเมือง ซึ่งแผ่นดินผืนนี้อยู่ในเขตการปกครองของแคว้นมันตรายา
ในรุ่งเช้าของวันที่แสนสดใส นางรจนาที่ตอนนี้ดูเหมือนว่านางจะมีอายุมากขึ้นมานิดหน่อย จากแม่ค้าขายขนมหวานผมยาวกลับกลายเป็ลักษณะของคุณน้าที่ตัดผมสั้นประบ่า ผิวพรรณดูหม่นหมองลง หน้าตาที่เคยสะสวยบัดนี้ดูจะเหี่ยวย่นขึ้น ถึงแม้จะไม่มากนักแต่ก็แสดงให้เห็นว่าวันเวลาได้ล่วงเลยผ่านมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว นับั้แ่วันที่เกิดเื่ขึ้นกับครอบครัวของนาง
ในขณะที่รจนากำลังนั่งอยู่บนแคร่หน้าบ้านชั้นเดียวของตัวเอง กำลังจัดเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมทำในสิ่งที่นางนั้นถนัดนั่นก็คือการทำขนมหวาน ทันใดนั้นเองก็ได้มีคุณป้าผมหยิกเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เดินตรงปรี่เข้ามาหานางด้วยท่าทางร้องรน เหมือนว่าเขามีเื่อะไรอยากจะเล่าให้นางฟังเต็มทีปานใจจะขาดถ้าหากไม่ได้เล่า ซึ่งก็เป็แบบนี้แทบทุกครั้ง หลังจากที่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากที่ใดมาก็ตาม เพื่อนบ้านคนนี้ก็จะมานั่งเล่าบนแคร่หน้าบ้านของนางรจนาเป็ที่แรกเสมอๆ แม้ว่านางรจนาจะไม่เคยร้องขอเลยสักครั้ง
“นั่งก่อนสิจ๊ะ พี่บุญเรือง”
รจนาชักชวน
คุณป้าผมหยิกนุ่งโสร่งสีดอกชบานั่ง พรวด! พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่สีหน้าสีตาดูวิตกกังวล
“มีอะไรเื่งั้นหรือ ดูสีหน้าพี่ไม่สู้ดีเลย”
รจนาทักขึ้นด้วยความตงิดใจ
เพื่อนบ้านคนนี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกหนเฮือกใหญ่ ก่อนที่เขาจะเปล่งเสียงกระโชกโฮกฮากออกมา
“รจนา พวกเ้าจะต้องเลิกออกไปตระเวนขายขนมหวานตามหมู่บ้านต่างๆ เพราะ่นี้มีข่าวลือว่า มีกองโจรกลุ่มหนึ่งค่อยออกอาละวาด ฆ่าตายไม่เว้นหน้า แม้แต่กลางวันหรือกลางคืน พวกมันออกระรานไปทั่ว ฆ่าทุกคนเพื่อชิงทรัพย์ ว่ากันว่ามีผู้คนสังเวยชีวิตให้กับพวกมันมากโขแล้ว”
“กองโจร”
รจนาทวนคำ
“ใช่! ว่ากันว่าพวกมันประกาศกร้าวอย่างภาคภูมิอีกด้วยว่าชื่อของกลุ่มของพวกมันมีชื่อว่า กองโจร์ทมิฬ”
รจนานั่งนิ่ง เมื่อได้ฟังเื่ราวนี้จากเพื่อนบ้านคนนี้ มันทำให้นางคิดมากใช่เล่น
“เ้าต้องงดการค้าขายของเ้าไปเสียก่อน พวกมันน่ากลัวจริงๆ”
น้าบุญเรืองกล่าวเตือน
“ว่าแต่ ตอนนี้สังข์ทองและวารุตอยู่ที่ไหน พวกเราจะได้เล่าเื่นี้ให้พวกเขาฟัง”
แหงนหน้าขึ้นมองสูงลิบลิ่ว มีอยู่บุคคลคนหนึ่งเกาะอยู่บนปลายยอดของต้นมะพร้าว มองขึ้นไปจากด้านล่างเห็นเป็ร่างของเขาเล็กกระจิ๋วเดียว และเ้าของมุมมองที่ว่านี้จึงได้ตวาดเสียงดังขึ้นมา
“นี่! อย่าขึ้นไปสูงหนักสิลูก ลงมาได้แล้วพวกเราต้องกลับกันแล้วนะ”
สังข์ทองซึ่งบัดนี้ดูเหมือนชายวัยกลางคนมากเข้าไปทุกที ผมเผ้าที่เคยดูแลรักษาเป็อย่างดีกลับถูกปล่อยให้พันยุ่งเหยิง สีผิวก็หมองคล้ำ หน้าตาก็มีริ้วรอย มิหนำซ้ำยังมีผมขาวแซมขึ้นมากับผมดำอีกต่างหาก เขากำลังเอ่ยปรามไอ้เ้าตัวแสบที่ห้อยโหนอยู่บนปลายยอดต้นมะพร้าว เนื่องจากทั้งคู่ออกมาเก็บลูกมะพร้าวกลับไปทำขนมหวานด้วยกันและดูเหมือนว่ามันจะเพียงพอแล้วสำหรับหนนี้
“โอ้โฮ อยู่บนนี้มองเห็นทุกอย่างเลยนะเนี่ย ถือว่าเป็จุดสูงสุดที่เราเคยปีนขึ้นมาหรือเปล่านะ”
เด็กหนุ่มพรรณนาอย่างร่าเริง ทั้ง ๆ ที่เขาอยู่ในจุดที่สูงที่สุดในบริเวณละแวกนั้น กวาดสายตามองไปทั่ว มองเห็นทุ่งนา ป่าไม้ ทั้งบ้านเรือนตามทิศต่างๆ เห็นแม้กระทั่งชายที่กำลังนั่งตกปลาอยู่ริมลำธาร เขาไม่ได้ยินเลยด้วยซ้ำว่าพ่อของเขาตะคอกขึ้นมาว่าอะไร
วารุตจากเ้าหนูตัวน้อยอายุสามขวบ บัดนี้เขาเติบโตเด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีแล้ว มีรูปโฉมใบหน้างดงาม ร่างกายของเขาสง่างามดุจดั่งมหาบุรุษ นุ่งห่มเสื้อแขนกุดสีแดงเืหมูปกคอทรงสามเหลี่ยม ่ล่างสวมใส่โจงกระเบนสีกรมธาตุ
วารุตปีนลงมาจากปลายยอดต้นมะพร้าวอย่างคล่องแคล่วว่องไวเสมือนว่าเขาเป็ลิงก็ไม่ปาน ใช่เวลาเพียงไม่นานเท้าของวารุตก็แตะถึงพื้นในที่สุด
“รีบกลับกันเถอะเดี๋ยวไม่ทันตอนสาย ปานนี้แม่คงจะรอพวกเราแล้ว”
ผ่านมาสิบสองปีที่สังข์ทองและครอบครัวตัดสินใจสร้างฐานที่อยู่ใหม่ ณ แถบชานเมืองของแคว้นมันตรายา ช่วยกันเลี้ยงดูลูกชาย จนวารุตเติบโตมีอายุครบสิบห้าปี และด้วยการที่สังข์ทองเขาเคยเป็ถึงเสนาอำมาตย์เก่า เขาจึงพอมีความรู้ในศาสตร์วิชาการต่างๆ อยู่บ้าง เขาได้ใช่ความรู้เ่าั้พร่ำสอนให้กับลูกชายของตน
สังข์ทองและครอบครัวยังคงยึดถืออาชีพค้าขายขนมหวานตามที่ถนัดเฉกเช่นดังเดิม บ้างวันก็จะหาบไปขายที่ตลาดด้านหน้าพระราชวัง บ้างวันก็จะออกเร่ขายไปตามหมู่บ้านน้อยใหญ่ที่อยู่ละแวกข้างเคียง ก็จะมีบ้างที่บางครั้งที่จะเอาขนมหวานไปขอแลกกับสิ่งของอื่นๆ มาจากเพื่อนบ้านบ้าง เป็วิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ถ้อยทีถ้อยอาศัยพึ่งพาซึ่งกันและกัน แม้จะไม่มียศถาบรรดาศักดิ์เหมือนแต่ก่อน ไม่มีหีบสมบัติกองตั้งเป็พะเนิน แต่สังข์ทองและครอบครัวก็มีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา