วันหนึ่งขณะที่ทุกคนนั่งพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อเตรียมรับประทานอาหารเย็น เหลือเพียงหมวดสาวที่ยังมาไม่ถึง สักครู่มีเสียงรถยนต์จอดที่หน้าบ้าน สารวัตรกล้าลงจากประตูคนขับอ้อมมาเปิดประตูรถให้หมวดสาวในดวงใจของเขา
“ขอบคุณพี่กล้านะคะที่อุตส่าห์มาส่งอิ้ง แหมเกรงใจจัง”
สารวัตรหนุ่มยิ้มั์ตาหวานเยิ้มด้วยความรักที่ท่วมท้น “ไม่เป็ไรค่า สำหรับน้องอิ้งแค่นี้เื่เล็กมาก จะให้พี่กล้าไปข้ามน้ำลุยไฟหรือแม้ยอมตายเพื่อหนูก็ยอมค่ะ” ดูเหมือนจะหยอดเพื่อทำคะแนนแต่ประโยคท้ายสายตาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นจริงจังจนหมวดอิงอิ้งััถึงความจริงใจ จึงมองกลับด้วยสายตาที่อ่อนโยน.แต่ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวแม้แต่น้อย แกล้งยิ้มตอบ
“แหมพี่กล้าก็พูดเกินไปไม่เอา อย่าพูดเื่ตงเื่ตายไม่ดีนะคะ”พูดจบจึงจับต้นแขนเพื่อนรุ่นพี่เป็การห้ามปราม
“แหม..ไม่คิดจะชวนพี่เข้าบ้านเลยนะเราไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกันก่อนแล้วค่อยกลับมาดีไม๊”
หมวดสาวอดกรอกตาคิดหาคำตอบขึ้นมาวูบหนึ่ง “ต้องขอโทษนะคะ วันนี้อิ้งเหนื่อยมาก ่นี้อิ้งกลัวโดนทำร้ายอีก แล้วทุกคนรอทานข้าวกับอิ้งอยู่ค่ะ” พูดจบรีบชิงไหว้สารวัตรเพื่อเป็การตัดบท
สารวัตรหนุ่มทำหน้าเก้อตาฉายแววเสียใจเล็กน้อย เสียงในใจคิดขึ้นมา “แหม...สาวสวยเล่นตัวจังไม่เคยเปิดโอกาสให้เราเลยท้อเหมือนกันนะนางดูไม่ออกเหรอว่าเรารักและจริงใจด้วยนะ พี่ไม่ได้มาเล่นๆนะน้อง...ฮึบ...สู้ต่อไป วันนึงน้องคงใจอ่อนแพ้ความพยายามของเรา เราจะรอวันนั้นนะ”
ภาพหมวดสาวกับสารวัตรหนุ่มยืนคุยกันหน้าบ้านไม่พ้นสายตาของขุนฟอง แต่ไกลเกินกว่าจะได้ยินบทสนทนา เขาเห็นเพียงหมวดอิงอิ้งบีบแขนสารวัตรสุดกล้าด้วยท่าทีสนิทสนม แววตาขุ่นฟองหม่นหมองความรู้สึกผิดหวังแล่นเข้าเกาะกุมหัวใจ ความคิดก้องในใจ “ที่แต๊นางมีคนพึงใจบ่ใช่เฮา เฮากึ้ดโตยข้างตน” เขาก้มหน้านิ่งอย่างปวดใจ ภาพตนกับนางในดวงใจที่ใกล้ชิดกัน รอยยิ้มหวานแสดงความพึงใจของเธอผุดขึ้นมานับร้อย
เมื่อทุกคนพร้อมหน้าที่โต๊ะอาหาร จีมยิ้มล้อเลียนเพื่อนรัก
“แหมยิ้มหวานเชียวนะสาวสวยทำไมเหรอ ห่วงกันเลยตามมาส่ง โชว์หวานกันเหรอจ้า คนโสดอย่างชั้นตายเรียบ”
คนที่ถูกพาดพิงทำหน้าเครียด “นี่ๆ โชว์หวานอะไรกันอย่ามาปั่น แค่พี่กล้ามีน้ำใจอยากมาส่งไม่มีอะไร”
แววตาครุ่นคิดฉายแววสงสัยขึ้นทันที “เอ...ว่าแต่พี่กล้ารู้ได้ไงว่าอิ้งอยู่ที่นี่อิ้งสงสัยั้แ่ให้ไรเดอร์มาส่งดอกไม้เมื่อวันก่อน อาช่วยขา อาบอกพี่กล้ารึเปล่าคะ”
อาช่วยของหลานขณะกำลังตักอาหารเข้าปาก เมื่อโดนคำถามจึงชะงัก “เปล่านะครับ พ้มไม่ได้บอกใคร บอกไม่ได้นะครับมันคือความปลอดภัยของคุณหนูครับ” ปมสงสัยอีกปมหนึ่งถูกผูกขึ้นในใจจนหมวดสาวอดกังวลไม่ได้
หลังอาหารค่ำทุกคนลุกขึ้นแยกย้ายกันไป อากาศค่ำคืนนี้เย็นสบายมีลมพัดเอื่อยๆ อิงอิ้งจึงเดินออกไปนั่งที่เฉลียงหน้าบ้านเพื่อรับลมหวังซึมซับบรรยากาศที่แสนสบาย ขุนฟองด้วยอารมณ์ค้างคาใจที่เห็นท่าทีสารวัตรหนุ่มกับสาวสวยดูสนิทสนม จึงเดินเก้ๆ กังๆ ไม่กล้าเดินเข้าไปหาหญิงสาว ทั้งที่ในใจเรียกร้องอยากใกล้ชิดกับคนที่ตนมีใจ หญิงสาวเห็นดังนั้น จึงอมยิ้ม
“ท่านขุนฟองจะนั่งด้วยกันไม๊คะ อากาศเย็นสบายทีเดียว”
ขุนฟองอดดีใจไม่ได้ที่เห็นท่าทีของหญิงสาวจึงเผลอยิ้มกว้างออกมา ฉับพลันเสียงในหัวเขาก็แทรกเข้ามา
“แม่นางบ่มีใจฮื้อเฮาชายที่นางฝากใจไว้ดูช่างสูงส่งเป็คนยุคนี้เทียบเท่านาง เฮาซิเป็ไผ เป็ลูกเ้าละเป็จะใดพ่องคนต่างยุคบ่มีศักดิ์เทียบเท่านาง เฮาจักเจียมตน” ท้ายที่สุดเสียงในหัวกลับแพ้แรงดึงดูดอยากเข้าใกล้‘แม่นางผู้บ่มีใจ’
บุรุษหนุ่มจึงนั่งลงข้างๆอย่างเก้อเขิน พลันแหงนมองท้องฟ้าที่มีดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าในคืนเดือนมืด ความงดงามสร้างความรู้สึกหวานให้กับหนุ่มสาวทั้งสอง หญิงสาวมีอารมณ์ตกอยู่ในห้วงแห่งความรักแต่มีเมฆหมอกของคลุมเครือบดบังอยู่จางๆ สาวสวยเกือบซบลงที่บ่าแข็งแรงของชายหนุ่ม แต่พอได้สติจึงฝืนกายไว้
“เกือบเผลอไปแล้วนะยัยอิ้ง....แหม...บรรยากาศช่างโรแมนติกเหลือเกินนี่เรากับเค้ายังไม่ได้เป็อะไรกันซะหน่อย”
ภายใต้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวกระจ่าง ชายหนุ่มกลับรู้สึกเ็ปจากความผิดหวังจากความเข้าใจว่าหญิงสาวที่ตนมีใจให้นั้นมีเ้าของหัวใจแล้ว แววตาสะท้อนความเศร้าจากส่วนลึกจนหญิงสาวััได้แต่ก็คลุมเครือไม่ชัดเจนว่าความเศร้าเกิดจากอะไร จึงเอ่ยปากชวนคุย
“ท้องฟ้ายุคของท่านในคืนเดือนมืดกระจ่างด้วยดาวแบบนี้ไหมดาวงามระยิบระยับแบบนี้ไหมคะ”
ชายหนุ่มเอ่ยปากหลังจากนิ่งเงียบ “งามคือกัน” เป็การตอบที่ห้วนแฝงความไม่มั่นใจว่าตนควรแสดงท่าทีอย่างไรในสัมพันธ์นี้
“เคยมีคนบอกอิ้งว่าในคืนที่มืดที่สุด เราจะเห็นดวงดาวชัดที่สุด หมายถึงในวันที่เราแย่ที่สุดเราจะยังคงมีคนที่เป็มิตรแท้ที่ยังอยู่เคียงข้างเรา ท่านว่าจริงไม๊คะ”
ชายหนุ่มฉายแววตาสลดออกมาชัดเจน “มิตรแท้ของแม่นางคือไผ คืออ้ายที่ขับเกวียนเหล็กมาฮื้อก่”
หญิงสาวหัวเราะออกมาเบาๆ“ใช่ค่ะ เขาเป็เพื่อนร่วมงานที่ดีคนนึงค่ะ ทำไมเหรอคะ” ประโยคหลังทำหน้าล้อเลียนแบบรู้ทัน แต่ขุนฟองไม่เข้าใจจึงไม่ตอบใดๆพลันถอนหายใจออกมาเบาๆ
“แม่นางจำคำแต่งที่วัดภูมินทร์ได้ก่ข้าเ้าพึงใจคำแต่งนั้นนัก....
‘คำฮักน้อง กูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว
จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาวก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม
จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้มก็กลัวเ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป
ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้
จักฮื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเหว่ว้า’.........
.....อ้ายผู้นั้นอยากให้แม่นางฝากใจไว้ที่ใดก่ เปิ้นเคยอู้กับแม่นางก่”
เมื่อขุนฟองพูดจบอิงอิ้งอดยิ้มออกมาไม่ได้ แววตาเป็ประกายด้วยความดีใจจนเกือบซ่อนไว้ไม่มิดขึ้นมาวูบหนึ่งในใจพลางคิดว่า
“พ่อคู้น...จะบอกชอบก็ร่ายกลอนไม่บอกตรงๆ มีกั๊ก”
เธอจึงตอบปฏิเสธออกไปเป็การหยั่งเชิงขุนฟอง “ไม่เคยค่ะ เขายังไม่ฝากอะไรทั้งสิ้นค่ะ เขาไม่น่าจะฝากหรอกค่าอิ้งรู้สึกกับเขาเป็เพื่อนคนหนึ่ง ตอนนี้อิ้งขอปราบแก๊งค้ายาให้สิ้นซากก่อนค่ะ”
พูดจบมองตาชายหนุ่มหนึ่งเพื่อค้นความในใจเขา กลับพบแววตาว่างเปล่าปนความงุนงงเขากลับไม่เข้าใจว่าสาวสวยพยายามปิดช่องว่างเพื่อให้เขาสานสัมพันธ์ สายตาอิงอิ้งกลับผิดหวังที่พบความว่างเปล่าจึงเกิดคำถามในใจตน
“นี่เขามีใจหรือไม่มีใจกันแน่ นี่ชั้นต้องทำไงนะ ชั้นเป็สาวเป็นางพออ้างเื่งานเปิดช่องให้แล้วว่ายังว่างไม่เข้าใจเหรอ พยายามทอดสะพานไม้ไปให้แล้ว มากกว่านี้ก็สร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กละหรือเราสื่อกันไม่รู้เื่ต่างยุคสมัยกัน ที่นู่นมีเมียรึยังก็ไม่รู้หรือเราควรทำใจจะได้ไม่ต้องรู้สึกกับเขามากไปกว่านี้ จะได้ไม่เจ็บมาก”
ขุนฟองเห็นแววตาผิดหวังของเธอกลับตีความว่าเธอไม่ได้มีใจให้เขาความรู้สึกว่าตนต่ำต้อยไม่มั่นใจ ท้อแท้จู่โจมหัวใจตนจนทำให้เขานิ่งเงียบในใจขุนฟองขณะนี้เป็ดังคืนเดือนมืดเช่นคืนนี้!!!
ภายใต้บรรยากาศที่แสนโรแมนติก ระหว่างที่อิงอิ้งนั่งอยู่ตามลำพังกับขุนฟอง จีมนั่งหลบมุมที่เก้าอี้โต๊ะที่สนามหญ้าอากัปกิริยาของทั้งสองไม่พ้นสายตาของจีมเพื่อนรักได้ เธอจึงแอบอมยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ กำลังรู้สึกสบายกับบรรยากาศรอบข้าง ทันใดนั้น
“แม่นางยะอะหยังข้าเ้านั่งโตยได้ก่” พูดจบนั่งลงทันทีพร้อมยิ้มด้วยอาการเก้อเขินโดยไม่รอคำอนุญาตของอีกฝ่ายหนึ่ง
“เฮ้อ...กำลังจะปล่อยอารมณ์ชิวชิวมากวนใจละ” แม้ครุ่นคิดในใจแบบนี้ แต่อีกห้วงหนึ่งในความคำนึงกลับยินดีที่ชายผู้แสนซื่อโผล่เข้ามา
“แม่นางบ่ต้องปิ๊กบ้านไปอยู่กะผัวแม่นางฤา” ความเป็คนซื่อๆตรงไปตรงมาจึงโพล่งถามออกมาโดยขาดการกลั่นกรอง ผู้ถูกตั้งคำถามกำลังดื่มชาสำลักออกมาอย่างแรง สาวน้อยที่ปกติจะเป็คนอารมณ์ดียิ้มง่ายกลับขมวดคิ้วจ้องหน้าคนถามด้วยความไม่พอใจอย่างแรง
“นี่...ชั้นยังเป็สาวเป็นางมาถามแบบนี้ชั้นเสียหายนะยะ”
พ่อคนซื่อยังไม่เข้าใจความหมายชัด แต่พอเดาความหมายได้ว่าสาวที่ตนหมายปองยังไม่มีคู่ใจ จึงยิ้มกว้างออกมา
จีมจึงถามกลับ“พี่คำถามทำไม ยุ่งอะไรด้วยแล้วถามแบบนี้เสียมารยาทมากด้วยรู้ไม๊”
“เสียมารยาทคืออะหยังก่” ข้าเ้าเพียงใคร่รู้ จะใดแม่นางสิเคืองข้าเ้า ข้าเ้ายะอะหยังบ่ต้องใจแม่นาง ข้าขอสุมาเต๊อะ”
สาวผู้น่ารักส่ายหัวด้วยความเอือมในความไม่เข้าใจภาษายุคนี้ จึงถอนใจออกมาเบาๆ พลางคิดในใจ “ช่างเถอะ”
“ข้าเ้าอยากกระซิบแบบปู่ม่าน ว่าข้าจักมอบใจฮื้อแม่นางได้ก่ แม่นางจักรับไว้ก่”
เมื่อสาวเ้าได้ยินจึงสำลักขณะดื่มชาอีกเป็ครั้งที่สอง อดรำพึงในใจไม่ได้ว่า
“พ่อก็ตรงเกิ๊น...แสดงว่าที่ชอบมองหน้าเรา มาพูดคุยถามนู่นนี่นั่น นางแอบคิดอะไรกับเราเนี่ย แหมยัยจีมเธอก็สวยน่ารักใช้ได้นะเนี่ยอิอิ”พลางลุกขึ้นหนีเพื่อแสดงท่าให้อีกฝ่ายทราบว่ารำคาญ แต่แอบอมยิ้มไม่ให้เขาเห็น ปล่อยให้ไอ้คำทำหน้างงว่าที่แท้ตนสร้างความรำคาญอะไรให้
จากใจผู้เขียนครับ
ฝากเพลงประกอบนิยายที่ผู้เขียนแต่งขึ้นด้วยตนเองชื่อ "ใจเธออยู่ที่ใด" ซึ่งตรงกับเนื้อหาตอนนี้ที่ขุนฟองถามอิงอิ้ง ว่าฝากใจไว้กับ สารวัตรกล้าหรือไม่ตามลิงค์ ฝากกดไลค์แชร์เพลงจาก YouTube ด้วยครับ https://youtu.be/z1mJtntYqak
และอีกเพลงเป็ความรู้สึกของไอ้คำในตอนนี้ด้วยนะครับ ชื่อ "ซ่อนใจ" ที่ผู้เขียนแต่งขึ้นด้วยตนเอง ตามลิงค์ https://youtu.be/enDx1LX45fQ ฝากเพลงประกอบละครด้วยนะครับมีอีกหนึ่งเพลงที่แต่งเสร็จทำดนตรีเรียบร้อยแล้วรอปล่อยตามเนื้อหาครับ ผู้เขียนตั้งใจทำเพลงทั้งสามมากครับ