บทที่ 4 ไม่ใช่จิ้งหรีด
ม่านเมฆาบดบังแสงอาทิตย์ั้แ่รุ่งเช้า วันที่อากาศขมุกขมัวน่าเบื่อหน่าย หรงม่านลี่ที่อยู่ในฐานะซู่เฟยหรานกลับผินยิ้มกว้างกว่าที่เคยทำ หลังจากตื่นขึ้นมาในคราบฮูหยินน้อยสกุลโหรวและรู้ว่าตนเองได้กลายเป็คุณหนูซู่เฟยหรานอย่างเป็ทางการแล้ว นางใช้เวลาราวเจ็ดวันกักขังตัวเองไว้ในเรือน ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทบทวนและซึมซับความจำของเ้าของร่างเดิมให้ได้มากที่สุด น่าแปลกใจที่ป๋อเซียนจอมป่าเถื่อนอะไรนั่นไม่เคยโผล่หน้ามารบกวนนางเลยสักครั้ง
แสงอรุณหม่นหมองไม่ได้ถือว่าเป็ฤกษ์ยามวิปโยคอันใด ถึงเวลาที่ต้องออกมาเผชิญโลกภายนอกบ้างแล้ว หลังจากเดินกะเผลกลากขานานนับสัปดาห์ วันนี้เดินเหินได้เองเกือบปกติ ถึงจะเป็อย่างนั้นอาเหวินยังไม่วางใจอยู่ดีหาไม่เท้าถนัดมือสักอันให้ผู้เป็นายคอยยกพยุงตัว เฟยหรานในชุดคลุมขนจิ้งจอกสีเพลิง พร้อมออกไปสำรวจจวนต้าซือหยวนเหรินผู้ยิ่งใหญ่โดยไม่พิลี้พิไลอิดออด แม้มวลอากาศด้านนอกหนาวเย็นจับไขกระดูก
หลังจากเดินโซเซง่อนแง่นอย่างยากลำบากไปได้ไม่ถึงไหน พลันได้พบเข้ากับบุรุษรูปหน้างดงามหล่อเหลาในอาภรณ์สีดำทึบไร้ลวดลาย มวยผมรวบตึงลำมือแกว่งดาบ ครั้นเฟยหรานเดินเข้าใกล้ราวสองจั้งชายผู้นั้นรีบเก็บอาวุธอยู่ในท่าสงบนิ่งเจียมตัว กระนั้นเองที่เฟยหรานตั้งท่าจะอ้าปากทักทาย คนผู้นั้นก็เร่งคุกเข่าค้อมศีรษะทำความเคารพอ่อนน้อมยิ่งยวดประหนึ่งนางคือผู้วิเศษ
"นี่ท่าน!" เฟยหรานใแผดเสียงเหินจนเสียจริต นางไม่เคยถูกผู้ใดปฏิบัติอย่างนอบน้อมเท่านี้มาก่อน
"คารวะเสี่ยวโหรวฮูหยิน"
"ท่านคือ?" ทั้งสามทำสีหน้างุนงงอ้ำอึ้งลอบมองกันไปมา ต่างฝ่ายต่างไม่คุ้นชินกัน
"ข้าผู้น้อย หลินหวู่ไต้ องครักษ์ประจำกายของท่านขอรับ"
"ห๊า!!! มาเพื่อคะคุ้มครองข้าหรือ?" ดวงตาเบิกโพลงไม่พอยังชี้นิ้วเรียวเข้าหาดวงหน้างดงามของตนเองเพื่อถามย้ำให้แน่ใจ
"แน่นอนว่าฟังไม่ผิดขอรับ ข้าน้อยมาเพื่อคุ้มครองท่านทุกย่างก้าว ท่านแม่ทัพกำชับไว้อย่างนั้น"
ฟังมาถึงท้ายประโยคเฟยหรานไม่รู้สึกซาบซึ้งกินใจแต่กลับรู้สึกสะอิดสะเอียนอึกอัก นางย่อมรู้เท่าทันว่าสามีอำมหิตของนางผู้นี้มิได้มีใจห่วงแหนเหมือนดั่งคำพูด แต่หากมีเจตนาส่งหวู่ไต้เพื่อลอบจับผิด ครั้งที่ยังเป็คุณหนูหรงม่านลี่ผู้น่าสงสารเนื่องจากมีสุขภาพร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวย แต่ใช่ว่านางจะอ่อนด้อยไปซะทุกเื่ตามร่างกาย หมากกระดาน ฉินเสอ หรือแม้แต่บทกวีในตำราล้วนศึกษาอย่างแตกฉานเข้าใจถ่องแท้ไม่แพ้บุรุษ
ความใฝ่ฝันอีกอย่างหนึ่งของนางคือการรู้วรยุทธ ความที่ร่างกายอ่อนแอั้แ่เกิดหรงเซิ่งเสวียนผู้เป็บิดาจึงสั่งห้ามมิให้จับกระบี่หรือออกแรงง้างศร นึกคิดมาถึงตรงนี้พลอยทำให้นางอิ่มเอมในอก การตายแล้วมาเกิดใหม่ในร่างของคนผู้นี้ก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทีเดียว อีกทั้งร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ยิ่ง แม้แต่ขาหักไปหนึ่งท่อนพักฟื้นไม่ถึงเดือนยังหายเร็วเพียงนี้ หากเทียบกับหรงม่านลี่ขี้โรคคงต้องนอนติดเตียงไม่ต่ำกว่าสามฤดูหนาว
อาเหวินและหวู่ไต้ลอบมองหน้ากันด้วยความสงสัยยามเห็นผู้เป็นายคลี่ยิ้มประหลาดออกมาทื่อ ๆ อย่างนั้น แต่อาเหวินออกจะเคยชินเสียแล้วที่ผู้เป็นายมีอารมณ์แปรปรวนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายดั่งวายุในสารท จากนั้นเฟยหรานใช้ไม้เท้าค้ำเดินไปที่หลังจวนทิศประจิม
ขณะเดินไปตามทางราบที่ปูด้วยหินขัดมันแผ่นหนา เฟยหรานกวาดตามองสังเกตทิวทัศน์โดยรอบก็เกิดการประเมินมูลค่าขึ้นมา หัวมุมนั้นเป็หยกสีมรกตน้ำดีที่แกะสลักเป็พยัคฆ์ติดปีก อีกฟากฝั่งเป็หินสีครามที่ถูกเจียระไนเป็ม้านั่ง ไม่ว่าจะมองไปที่ส่วนใดล้วนวิจิตรงดงามโอ่อ่า จะเรียกได้ว่าประเมินราคาไม่หวาดไม่ไหวนับว่าไม่เกินจริง
[ท่านพ่อของข้าเป็ถึงสมุหนายกองขั้นสามนับว่าเป็นักรบผู้หนึ่งเช่นกัน อันตัวข้าเข้าใจมาตลอดว่าชายชาตินักรบมีชีวิตเรียบง่าย ไม่คิดเลยว่าต้าซือหยวนเหรินจะมั่งคั่งร่ำรวยเพียงนี้ หากผู้อื่นหลงเข้ามาคงคิดว่าเป็บ้านพ่อค้าอันดับหนึ่งในแคว้นปิ่งโจวเป็แน่ นี่มันวาสนาอันใดกัน... ข้าถึงได้มีสามีร่ำรวยมหาศาล]
ยามนี้กำลังหยุดยืนใช้ปัญญาครุ่นคิด อยู่ดีไม่ว่าดีเ้าเด็กอันธพาลร่างกายผายผอมอายุราวแปดขวบ วิ่งปรู๊ดมาแย่งไม้เท้าจากมือเฟยหรานอย่างไร้มารยาท ขณะนายหญิงถูกจู่โจมอาเหวินและหวู่ไต้ได้แต่ลอบมองหน้ากันอย่างกระอักกระอ่วน หากเป็ภัยชนิดอื่นองครักษ์เงาอย่างหวู่ไต้คงชักกระบี่ไล่บั่นคอมันผู้นั้นไปนานแล้ว
เ้าเด็กไร้มารยาทรังแกคนไม่พอยังกล้ายกไม้เท้าขึ้นชี้หน้าสตรีผู้สูงศักดิ์อย่างซู่เฟยหรานโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด ไม่เพียงเท่านั้นเ้าเด็กชายตัวจ้อยยังหัวเราะกว้างขวางเย้ยหยันอีกฝ่ายด้วยท่าทีโอหังสุดโต่ง
"นางปีศาจจิ้งหรีด! เ้าใช่หรือไม่ที่หนีงานแต่งทำให้สกุลโหรวของเราต้องขายหน้า สมแล้วที่โดนพี่ใหญ่หักขา ข้าได้ยินว่าเ้าอับอายจนไม่กล้าโผล่หัวออกมาจากเรือน เป็อย่างไรบ้างเล่าเข้าใจความรู้สึกของพวกเราสกุลโหรวแล้วใช่หรือไม่ ไม้เท้าลำนี้ข้าขอยืมไปเล่นหน่อยแล้วกัน หากอยากได้คืน... แน่จริงก็ตามให้ทัน"
"เหตุใดถึงเรียกข้าว่าปีศาจจิ้งหรีด" ฟังมาั้แ่ต้นไม่ได้รู้สึกติดขัดส่วนไหนมากไปกว่าประโยคนี้
"เพราะเ้าถูกหักขาได้ง่าย ๆ เหมือนจิ้งหรีดในกระชอนของข้าอย่างไรเล่า"
เ้าเด็กอันธพาลผอมแห้งวิ่งปรู๊ดจากไป ทว่าก่อนจากไปยังมีทีท่ายียวนกวนประสาท เด็กชายหันกลับมาเลิกคิ้วหลิ่วตาทำหน้าทะเล้น ความที่ม่านลี่อยู่อย่างโดดเดี่ยวมานานพอควร เช่นนั้นการได้เจอกับเ้าเด็กแสบคนนี้ก็นึกสนุกสนานประหนึ่งชีวิตที่เคยมีแต่สีขาวกับดำเริ่มมีสีอื่นแต่งแต้มเข้ามาบ้าง ยามนี้ม่านลี่ที่อยู่ในร่างเฟยหรานแทบอยากกรีดร้องและะโโลดเต้นไปพร้อมๆกัน
"ขาของข้า! กลับมาเดินได้แล้ว!"
เฟยหรานสามารถก้าวเท้าได้อย่างถนัดถนี่แม้จะวิ่งเร็วยังไม่ได้แต่นางไม่จำเป็ต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวอีกแล้ว ต้องขอบคุณเ้าเด็กจอมวายร้ายคนนั้นที่ทำให้นางมีเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากออกมา เริ่มแรกอาเหวินและหวู่ไต้เหงื่อเย็นผุดมีสีหน้าร้อน ๆ หนาว ๆ ได้แต่ลอบมองตากันไปมาคล้ายเปล่งเสียงพูดสื่อสารประหนึ่งว่า "จะเอาอย่างไรดี" ทว่ายามนี้ทั้งสองได้แต่ยืนยิ้ม ๆ ขบขันไปกับเหตุการณ์ที่แสนน่าเอ็นดูเมื่อครู่
"เ้าเด็กอันธพาลพ่อแม่ไม่สั่งสอนคนนี้คือผู้ใดกัน" เฟยหรานผินหน้ากลับมาถามอาเหวิน
หวู่ไต้เห็นสองนายบ่าวพูดคุยกัน เดิมทีไม่สมควรสอดแทรก แต่เพราะเห็นอาเหวินมีสีหน้าอึดอัดไม่กล้าตอบ อีกทั้งตนคิดว่าอาเหวินเป็สาวใช้ที่เพิ่งตามผู้เป็นายเข้ามาอยู่ในจวนแม่ทัพคงยังไม่รู้อะไรมากจึงหลีกเลี่ยงที่จะพูด เมื่อเทียบกับตนเองที่รับใช้ท่านแม่ทัพมานมนานนับว่ารู้เื่ราวมากกว่าจึงชิงโพล่งเสียงขึ้นมาแทน
"คุณชายรองโหรวจื่อซาน หรือที่ท่านแม่ทัพเรียกเสี่ยวซานขอรับ"
"เสี่ยวซานมีความสัมพันธ์อันใดกับท่านแม่ทัพ ดูจากอายุที่ห่างกันมาอยู่ น่าจะเป็ลุงหลานกระมัง"
เฟยหรานกำลังครุ่นคิดตรึกตรอง ความที่เ้าเสี่ยวซานอายุราวแปดขวบ ส่วนโหรวป๋อเซียนอายุอานามปาไปยี่สิบกว่าปีแล้ว จึงคิดไปเป็อย่างอื่นไม่ได้ แต่ทว่าเ้าเด็กนั่นเรียกเขาว่าพี่ใหญ่เช่นนั้นก็หมายถึงน้องชายใช่หรือไม่? เฟยหรานขบคิดในใจแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไปอีก แต่หวู่ไต้ก็ยินดีไขข้อสงสัยให้นายหญิงโดยไม่ลังเล
"คุณชายรองโหรวจื่อซานคือบุตรคนที่สองของท่านแม่ทัพใหญ่กับอนุเผ่ยเหนียงขอรับ ไม่กี่ปีก่อนท่านแม่ทัพใหญ่พลีชีพในาจึงมิได้กลับมาอีก ส่วนอนุเผ่ยป่วยตายเพราะโรคร้ายในปีต่อมา ดังนั้นคุณชายรองจึงไม่มีทั้งบิดาและมารดา ด้วยความที่กลัวว่าจะน้อยเนื้อต่ำใจฮูหยินใหญ่จึงรับเลี้ยงดั่งบุตรแท้ๆ ส่วนท่านแม่ทัพรับบทเป็พี่ใหญ่ที่คอยปกป้องอยู่เื้ั ยามใดเว้นว่างจากงานราชการจะสั่งสอนเองทุกแขนงรวมไปถึงถ่ายทอดวิชาประจำตระกูลให้คุณชายรองซานด้วยตัวเองขอรับ"
[ไม่แปลกที่เ้าเด็กคนนี้จะผอมแห้งและไร้มารยาท อันความโดดเดี่ยวทั้งปวงข้าล้วนเข้าใจดี เห็นเ้าก็เหมือนเห็นข้าในวัยเด็ก เพียงแต่เ้าโชคร้ายกว่าข้าที่ขาดบิดามารดาั้แ่อายุยังน้อยมากขนาดนี้]
โรงน้ำชาม่อไป๋เอี้ย เส้นถนนกลางเมือง ตลาดหลวงแคว้นปิ่งโจว
โต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดเล็กที่ตั้งติดบานหน้าต่าง นิ้วสากกร้านลูบขอบถ้วยชาอย่างเรียบง่ายก่อนจะกระดกดื่มรวดเดียวหมด ใบหน้าของเขาดูเคร่งขรึมไม่เป็มิตรคล้ายคนอมทุกข์ ยามนี้ลูกน้องคนสนิทนั่งอยู่ตรงหน้าเพื่อรายงานตามคำสั่ง ส่วนเขาตั้งใจฟังข่าวคราวว่าเสี่ยวโหรวฮูหยินทำเื่พิลึกกึกกืออันใดอีกหรือไม่
"จะเป็ไปได้อย่างไร!!" ม่านตาสีนิลกาฬหรี่แคบเพราะความประหลาดใจ อันใดที่คาดคิดไว้ก็คลาดเคลื่อนหมด