“หา... ชั้น 12 เนี่ยนะ เข้าใจแล้วครับ”
หลังจากเดินผ่านประตูสีเหลืองที่มีคำว่าเฉพาะพนักงานแปะอยู่แล้วก็พบกับทางเดินแคบๆ ซ้ายขวา เมื่อมองไปจะเห็นลิฟต์ตัวหนึ่งได้ชัดเจน เป็ลิฟต์เก่า ๆ ที่มีเหล็กเลื่อนอยู่ด้านหน้ามีช่องให้เห็นด้านในได้ชัดเจน พายุเดินเข้าไปโดยสายตาก็กวาดไปรอบ ๆ กลิ่นที่เหม็นอับนี้มันอะไรกัน เมื่อยกเหล็กเลื่อนขึ้นก็ย้ายตัวเข้าไปทันที ด้านในเป็ผนังเหล็กที่พอเห็นสนิมบ้างแต่ก็มีหน้าปัดดิจิตอลอยู่ข้างทางเข้าลิฟต์ เป็เลข 0-9 พายุครุ่นคิดแค่แวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเขาต้องกดเลข1 และ เลข 2 เมื่อกดลงไปแล้วประตูก็ปิดลงและลิฟต์ก็เคลื่อนที่ลงอย่างช้า ๆ ในขณะที่พายุก็ได้แต่ตื่นเต้นกับสิ่งที่คิดว่าจะต้องเจอเบื้องหน้า
เมื่อลิฟต์หยุดลงเบื้องล่างของร้านขายยานั้นเป็ห้องโล่งกว้าง พายุเห็นหลายสิ่งอำนวยความสะดวกข้างล่างนี้ มีอุปกรณ์ออกกำลังกายอยู่อย่างครบครันทั้งดัมเบลบาร์เบลทุกขนาด มีสระว่ายน้ำด้านขวาของห้อง ชั้นบนมีห้องกระจกเหมือนห้องประชุมสำนักงานที่ไฮเทค มองไปลึกก็มีห้องที่มีอาหารสำเร็จรูปมากมายวางอยู่ตู้เย็นเครื่องครัวทุกชนิดวางเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ ด้านขวามือมีประตูห้องเรียงกันอยู่อย่างมากมาย ที่หน้าห้องมีชื่อแปะอยู่ทุกห้อง เมื่อลองอ่านแล้วก็เป็ตัวอักษรที่เรียงกันมีชื่อว่า เควิน
หมวย อาทิตย์ ยูซุเกะ ตามลำดับและสุดท้ายก็เป็ชื่อที่คุ้นเคยสำหรับทุกคน ชื่อของพายุนั่นเอง!!
ระหว่างที่พิจารณาสถานที่ ที่แปลกตาสำหรับพายุ ก็ได้มีคุณลุงวัย50 ใส่ชุดพ่อบ้านเดินตรงมาหาเขา
“คุณคือคนที่มาใหม่สินะครับ? ที่จะมาแทนเอลวิน นึกว่าจะเอาต่างชาติมาเพิ่มเสียอีก”
พ่อบ้านวัยชราถามด้วยเสียงแหบและสั่นเครือ
“คือว่าผมมาหาคุณจ่อยน่ะครับ”
พายุตอบคำถาม และยังมองไปสถานที่ต่างๆ ภายในด้วยความตื่นเต้น
“มาสเตอร์เหรอครับคุณ ตอนนี้ไม่อยู่ไปปฏิบัติหน้าที่ข้างนอกน่ะครับ ท่านไม่ได้ประจำการที่นี่แต่มักจะใช้ที่นี่เป็ที่วางแผน แต่ท่านได้ฝากฝังให้กระผมฝังแซทเทิลโซลให้คุณก่อน ก่อนจะไปฝึกกับคุณยูซุเกะครับ”
ชายชราตอบกลับ
“แซทเทิลโซล… มันคืออะไรเหรอครับคุณตา”
“มันคือสิ่งที่จะมอบพลังให้แก่ผู้ใช้ครับ พลังที่ต่อกรกับแวมไพร์ได้มีข่าวลือที่เล่าต่อๆ กันมาว่าคือศิลาที่ให้กำเนิดเหล่าแวมไพร์ชั่วช้าพวกนั้นขึ้นมา ไม่มีใครทราบว่ามันเกิดมาอย่างไรแต่สิ่งนี้ได้มาจากการสกัดด้วยหัวใจของแวมไพร์ แต่ก็มีบางอันที่ถูกพบว่าฝังอยู่ใต้ดินในที่ต่างๆ เมื่อใช้ก็ต้องฉีดสารกระตุ้นหรือรับประทานยานั้นเข้าไปก่อน แต่ขีดจำกัดในการรับยาแต่ละครั้งคือ 10เม็ดหากฉีดยาซ้ำอาจให้พลังที่สูงขึ้นแต่ก็อาจตายได้เช่นกัน”
เมื่อพูดจบชายชราก็ยื่นผลึกสีดำนิลออกมาให้พายุดู มันมีรูปร่างประหลาดผลึกอันบิดเบี้ยวเป็เกรียวตรง
กลางเป็เหลี่ยมหยักที่มีสีแดงสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน ใช่แล้วสิ่งนี้น่าจะคือแซทเทิลโซล หลังจากนั้นพายุก็ถูกเชิญเข้าห้องที่เหมือนห้องพยาบาล ในห้องมีอุปกรณ์เล็กยันอุปกรณ์ที่ใหญ่โตรูปร่างแปลกตาต่างๆ มากมาย มีดผ่าตัดและยาขนานต่าง ๆ อยู่ภายใน พายุนั่งลงบนเตียงอย่างรวดเร็วขณะเดียวกันชายชราก็นำอัญมณีก้อนนั้นบรรจุใส่เครื่องมือที่เหมือนปืนขนาดย่อม หันปลายกระบอกไปที่ด้านหลังของพายุแล้วเล็งใส่ไปตรงตำแหน่งของไหล่ใกล้ต้นคอ
“เจ็บนิดนึงนะครับคุณ”
จึก! เสียงของศิลาได้ถูกยิงแล้วไหลเข้าไหล่ของเขา ความเ็ปที่เหมือนกับโดนกระแทกด้วยพลังอันมหาศาลนี้ได้ไหลเข้าไปสู่ร่างกายอันสมส่วนของเขา มีแสงสีทองปรากฎออกมาเป็ออร่าหุ้มร่างกายเขา
“โอ้... ไม่ได้เห็น แสงสีนี้มานานมากเลย”
ชายชรากล่าว
“มันจะส่งผลอะไรใช่ไหมครับ? การที่มีสีทองเอ่อล้นออกมาได้อย่างชัดเจนอย่างนี้”
พายุตอบกลับทันควัน ด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งที่แปลกตาตรงหน้า
“ไม่หรอกมันเป็ธาตุของแต่ละคน จะไหลเวียนพลังออกมาเวลาสู้ สีทองจะเป็ธาตุเกี่ยวกับความแข็งแกร่งคล้าย ๆกับเกราะคุ้มครอง ปกติจะมีอยู่แค่สี่ธาตุที่ปรากฏนั่นคือ สีน้ำตาลคือดิน สีฟ้าคือน้ำ สีแดงคือไฟ สีเขียวคือลม ดินคือพละกำลังที่เยอะมากกว่าทุกสาย สีฟ้าคือการฟื้นฟูร่างกายที่รวดเร็วมีแค่สายสีฟ้าที่สามารถทดแทนอวัยวะที่ฉีกขาดและเสียไปได้ สีแดงจะมีพลังในการสร้างความเสียหาย ส่วนลมจะปฏิกิริยารวดเร็วว่องไวและหลบหลีกได้ดี สีทองกับสีดำมักจะไม่ค่อยเจอมานานมาก”
ชายชราอธิบายอย่างละเอียด ด้วยสีหน้าอันอ่อนโยนเป็มิตร
“ลุงชื่อเดช เรียกลุงเดชก็ได้นะ”
หลังพูดคุยแก้เขินซักครู่ พายุก็ได้ทำตามคำแนะนำของลุงเดชด้วยการไปรอคนอื่นที่ยังไม่กลับมาอยู่ที่กลางห้องโถง พายุฆ่าเวลาด้วยการนำหนังสือเกี่ยวกับข้อมูลองค์กรแวมไพร์ในชั้นวางมาอ่าน มันเป็เอกสารที่พิมพ์ด้วยน้ำหมึกสีดำแบบของราชการ มีข้อมูลของแวมไพร์สำคัญ ๆ ั้แ่อดีตถึงปัจจุบัน แวมไพร์ในอดีตมีการปกครองโดย 3ผู้ยิ่งใหญ่ ได้แก่ เคาท์ หลอด แม๊กซิมิเลี่ยน เป็ผู้นำสูงสุด เอก้า ผู้นำกลุ่มนภาทมิฬ และแอนเดรียส หัวหน้าแห่งรัตติกาลคลั่ง และอำนาจแห่งแวมไพร์ได้สั่นคลอนลงจากการที่ทั้งสามได้เริ่มขัดแย้งในการแย่งอำนาจกันจนแตกเป็ก๊กเป็เหล่า เมื่อแตกแยกกันเหล่ามนุษย์ยุคเก่านำโดยคราดีส ก็ได้เริ่มต่อสู้และกำจัดแวมไพร์ไปได้มากมาย จนพวกมันอ่อนกำลังลงจึงต้องซ่อนในเงามืดเพื่อกลับมาปกครองมนุษย์ดั่งยุคทองของพวกมัน แต่ก็ไม่เคยสำเร็จเลยจนเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมาได้มีการรวมตัวเหล่าแวมไพร์ที่แข็งแกร่ง7 ตน เรียกตัวเองว่าสัตย์ภูตวาจา ทุกตนจะมีรอยสักเขี้ยวที่แขนหากระดับยิ่งสูงเขี้ยวยิ่งน้อย ที่แกร่งที่สุดอันดับหนึ่งของกลุ่มมาร์ฟ ว่ากันว่าแข็งแกร่งพอ ๆ กับ 1 ใน 3ผู้ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว นอกจากศัตรูที่เป็แวมไพร์จริง ๆ แล้ว ยังมีมนุษย์ที่ทำการซื้อขายมนุษย์และอาวุธให้แก่แวมไพร์อย่างองค์กรจันทร์นิทราที่เห็นแก่เงินและอำนาจชักใยอาชญากรทั่วโลกอยู่ เหล่านี้คือศัตรูของหน่วยปราบปรามแวมไพร์
หน่วยต่อต้านแวมไพร์จะแบ่งออกเป็หน่วยในซึ่งดูแลเอกสารและประชุมออกคำสั่งหน้าที่ให้แก่หน่วยนอก ซึ่งหน่วยนอกจะแบ่งหน้าที่ไปปราบปรามแวมไพร์ทั่วโลก มีอยู่ด้วยกัน 4 หน่วยใหญ่ที่แตกออกมาได้อีกหน่วยละหลายๆ ทีม หน่วยชำระบาปจะมีฐานที่มั่นปราบแวมไพร์อยู่ตามเมืองต่างๆ ทั่วโลกจะกบดานอยู่ในเมืองเดียวกับฐานใหญ่ในแต่ละทวีปเพื่อรับคำสั่งไปปราบปรามด่วน หน่วยสืบจะแฝงตัวแบบไม่เกาะกลุ่มอยู่ในประเทศต่างๆ แบบสายลับเพื่อส่งข้อมูลมาช่วยในการต่อสู้ หน่วยอักษรจะรับหน้าที่คุ้มกันตามที่สำคัญเพราะพวกนี้คือพวกที่มีฝีมือสูงมีอยู่แค่ 24 คนตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ A-Z หากมีอักษรใดตายลงไป จะดึงคนจากหน่วยชำระบาปที่มีอันดับประเมินว่าเป็ที่1 ของกลุ่ม เข้าไปแทนที่ทันที หน่วยสุดท้ายคือหน่วยเก็บกวาดทำหน้าที่ช่วยเหลือพยาบาลผู้าเ็ในทันที แต่เนื่องจากมักจะไม่เหลือผู้าเ็ให้ช่วยเหลือจึงทำได้แค่เพียงเก็บกู้ซากศพซะเป็ส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีทหารหน่วยนอกพวกนี้คือพวกที่ไม่มีแซทเทิลโซลจึงเป็เหมือนแค่กองกำลังติดอาวุธเคลื่อนที่
ป้าบ!!
เสียงมือนิ่ม ๆ ตบลงมาที่ไหล่ของพายุเขาหยุดความสนใจจากตัวอักษรและหันควับมาทันที พบกับร่างของสาวคนหนึ่งที่สูงประมาณ 165ซม. เป็สาวผิวขาวอมชมพูทรวดทรงองเอวทุกอย่างสมส่วนไปหมด เสื้อกล้ามสปอร์ตบราสีดำเผยให้เห็นร่องเส้นที่ท้องได้อย่างชัดเจน ตาของเธอดูเรียวเล็กเป็ตาชั้นเดียวมีเอกลักษณ์ คางที่โค้งมนรับรูปหน้าอย่างสวยงาม จมูกเล็กประกอบกับดั้งที่โด่งตั้งสันขึ้นมาแบบพอดี ริมฝีปากสีชมพูเล็ก ๆ บาง ๆ เป็ผู้หญิงที่ใบหน้าเนียนสวยและหน้ารักอะไรเช่นนี้ พายุต้องมนต์อยู่ที่ใบหน้าเธอสักครู่หนึ่งไม่สามารถละสายตาไปที่อื่นเลย สาวผมสั้นจึงพูดด้วยน้ำเสียงเล็กและนิ่มนวลว่า
“นายสินะเด็กใหม่ มาสเตอร์บอกว่านายไม่ได้ไปฝึกกับหน่วยรบพิเศษ แต่หัวหน้ารับเข้ามานี่ถือว่าไม่ธรรมดานะ”
พายุที่ขวยเขินได้ตั้งสติและรวบรวมความกล้าแล้วพูดตอบกลับไปด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า
“ใช่ครับ ผมพายุยินดีที่ได้รู้จัก ไม่ทราบว่าคุณคือหมวยใช่ไหม?”
“ใช่แล้วสังเกตจากที่มีชื่อผู้หญิงแค่คนเดียวในหน่วยสินะ ฉลาดดีนี่”
หมวยต่อบทสนทนา ด้วยน้ำเสียงอันแสนน่ารักของเธอ
“นี่นายต้องไปฝึกกับเควินแล้วก็ยูซุเกะในวันพรุ่งนี้เป็ต้นไปนะ ดังนั้นฉันแนะนำให้นายไปวอร์มร่างกายกับเครื่องออกกำลังกายพวกนั้นก่อน อย่าลืมยืดกล้ามเนื้อก่อนด้วยนะ ทุกอย่างในนี้ใช้ได้เต็มที่เลย แต่เดี๋ยววันนี้ฉันขอตัวนอนก่อนพึ่งออกไปสืบมาน่ะ และแนะนำอีกอย่างอย่าส่งเสียงดังมากล่ะยูซุเกะน่าจะนั่งสมาธิอยู่”
พายุมองเธอเดินเข้าห้องไปอย่างตั้งใจโดยไม่ละสายตา นี่เป็หญิงคนแรกหลังจากแฟนของเขาคนแรกเลยที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นและชอบได้มากขนาดนี้ พายุมีสาวในฝันประมาณคนจีนซึ่งหมวยก็มีทุกอย่างที่ทำให้เค้าหลงใหล พายุได้ความกระชุ่มกระชวยกลับมาเขาจึงไปยืดเส้นยืดสายหน้าเครื่องออกกำลังกาย แล้วฝึกกล้ามเนื้อในทันที เมื่อออกกำลังกายเสร็จจึงเข้าครัวไปทำเมนูเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนกินเพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ได้ใช้งานไป เมื่อเข้านอนภายในห้องมีโต๊ะสีดำพร้อมเก้าอี้กับโคมไฟตัวเล็กหนึ่งตัวทางด้านซ้ายมือ เตียงนอนผ้าห่มและผ้าปูสีขาวล้วนพร้อมห้องน้ำในตัว บนหัวนอนก็มีเครื่องปรับอากาศเครื่องโตอยู่ ที่นี่สะดวกและสบายเป็ที่สุดดีกว่าบ้านของพายุหลายเท่านัก เขาทิ้งตัวลงนอนหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว เมื่อหลับลงจนสนิทแล้วเวลาก็ล่วงเลยไปถึงเช้า
ประมาณ 6 โมงเช้าพายุตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่าที่ปลายเตียงมีบางสิ่งจ้องมองเขาอยู่โดยที่มือสองข้างไขว่ไว้ที่หลัง นั่นคือคุณจ่อยนั่นเอง
“นี่แกก็ตื่นเช้าดีนี่... ไปอาบน้ำและออกไปที่ลานกลางห้อง ฉันมีเื่จะคุยด้วย”
พายุพยักหน้าและตอบรับเขาอาบน้ำด้วยความรวดเร็วดุจคนวิ่งผ่านน้ำ และสวมเสื้อยืดกางเกงวอร์มสีกรมท่าออกไปที่ลานกว้างกลางห้องโถง ที่นั่นมีชายคนหนึ่งสูงประมาณพายุ ผิวที่หน้าขาวใสและอ่อนวัย มาพร้อมกับผมสั้นสีแดงที่น่าจะย้อมมาของเขา รูปหน้ายาวและกว้าง ไม่สามารถเห็นดวงตาของเขาได้เลยเพราะมีผ้าคาดตาปิดตาทั้งสองข้างอยู่ แลดูรูปหน้าเป็คนญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด นั่งอยู่ที่เก้าอี้กลางห้องโถง มืออันเกลี้ยงเกลาของเขาทั้งสองข้างกำลังถือหนังสืออ่านอยู่ และชายอีกคนมีใบหน้าเหลี่ยม ๆ คางที่ดูแหลมแท้โดยไม่ต้องสงสัย ผมสีแดงเหลือบทองทรงสั้นมีเครา ดวงตาสีฟ้าออกเขียว แต่งตัวด้วยชุดลำลองสุดเนี้ยบ นั่นดูเหมือนว่าคน ๆ นี้จะเป็คนอังกฤษแน่ ๆ ที่กำลังโบกมือทักทายพายุเล็กน้อย เขาดูยิ้มแย้มต่างกับชาวญี่ปุ่นคนก่อนหน้าที่ยังทำเป็ไม่สนใจการมาของพายุ ชายคนสุดท้ายเป็คนที่คุ้นเคยกันดีจ่อยนั่นเองร่างเล็กๆ ของเขาได้กล่าวกับพายุว่า
“เอาล่ะ สองคนนี้คือยูซุเกะและเควิน ทั้งสองจะมาช่วยฝึกนายั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ยูซุเกะจะสอนเื่กลยุทธ์การััจิตสังหารและจิตวิทยาการต่อสู้ ส่วนเควินจะสอนทักษะการต่อสู้หลาย ๆ แขนงให้แก นี่ไม่ใช่ของเล่น ๆ แกต้องเชื่อฟังและฝึกฝนตามที่สองคนนี้บอก เมื่อแกพร้อมก็จะได้ออกไปปฏิบัติงานภาคสนามกับทีม”
หลังแนะนำตัวกันเสร็จทั้งสองก็แนะนำตัวให้กับพายุได้รู้จักและพาหนุ่มคิ้วเข้มเข้าไปในห้องปรับอุณหภูมิภายในห้องเป็ห้องกว้างมีผนังสีขาวล้อมรอบและมีแผ่นสี่เหลี่ยมใหญ่ติดที่ผนังเต็มไปหมด ในห้องนี้จะสามารถปรับอุณหภูมิได้ตามที่คนถือรีโมต้าจะกด คนถือรีโมตคือยูซุเกะกฎที่จะผ่านการทดสอบไปได้ก็คือแย่งรีโมตจากเขาให้ได้ ยูซุเกะจะทำเพียงแค่การหลบเท่านั้น โดยที่จะโดนเปลี่ยนอุณหภูมิห้องเป็หนาวจัดร้อนจัดอยู่ตลอดเพื่อฝึกให้ร่างกายทนการต่อสู้ได้ทุกรูปแบบ ทั้งสองคนจะฝึกกันในชั่วงเวลาเช้าถึงบ่ายโมง เมื่อถึงเวลาบ่ายโมงเควินจะเข้ามาฝึกการต่อสู้กับพายุ เควินจะใส่หมัดตรงอย่างไม่ยั้งกับพายุจนเืของพายุนั้นไหลเต็มหน้าตา แต่โชคดีที่ฐานลับแห่งนี้มีโลงรักษาร่างกายคล้ายโลงของแวมไพร์แต่ไม่ใช่ซะทีเดียว มันสามารถกระตุ้นให้แซทเทิลโซล ทำการฟื้นฟูอวัยวะร่างกายที่าเ็เพียงแค่นอนลงไปภายในโลงเท่านั้นแต่ไม่สามารถสร้างอวัยวะที่เสียไปแล้วได้ ดังนั้นจึงเป็การฝึกที่ดุเดือดเพราะคู่ต่อสู้จะสามารถฟื้นฟูตัวเองได้นั่นเอง
เมื่อผ่านไปหลายวันพายุก็เริ่มรู้สึกกดดันเป็อย่างมากแม้ทางหน่วยจะอนุญาตให้เขาคุยกับแม่ได้แต่ก็วันละแค่สิบนาทีเท่านั้น เพราะต้องโกหกว่าทำงานที่ไม่ได้เสี่ยงภัยอยู่ เขาจึงไม่มีคนให้กำลังใจเลยจึงแสดงสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ตลอด
“รีโมตนั่นก็แย่งมาไม่ได้ แถมยังโดนคุณเควินซ้อมทุกวันเลย ถึงแม้เขาจะสอนท่าพื้นฐานในการต่อสู้แล้วก็ตาม แต่เราก็ยังเข้าใจได้ไม่หมดอยู่ดี... คุณยูซุเกะก็พูดบั่นทอนจิตใจอยู่ตลอดเวลาที่เข้าไปแย่งรีโมตนั่นทั้ง ๆ ที่ปิดตากลับหลบหลีกได้ทุกอย่าง เดี๋ยวก็หนาวเดี๋ยวก็ร้อนแถมให้ใส่แค่กางเกงตัวเดียว จากวันแรก ๆ ที่เกือบจะเป็ไข้แต่ตอนนี้เหมือนร่างกายจะค่อยๆ ชินไปซะแล้ว”
เขานั่งคิดท้อแท้อยู่ภายในจิตใจ แต่ก็เป็ความท้อแท้ที่เกิดขึ้นแค่ชั่วคราวเท่านั้น จู่ ๆ ความมุ่งมั่นมันก็เอ่อล้นออกมาจากตัวเขา เขาตั้งใจดูเทปสาธิตการต่อสู้หลาย ๆ แขนงพร้อมกับวิเคราะห์ไปอย่างตั้งใจ ไม่นานเขาก็สามารถปรับตัวกับการวิ่งไล่ตามยูซุเกะและรับมือกับหมัดของเควินได้แต่ไม่ทั้งหมด เขาก็ยังได้รับาเ็อยู่เสมอ ตลอดเวลา 1 เดือนที่ฝึกมาแต่ก็เป็ประสบการณ์ที่ดีสำหรับพายุในการปรับตัวเพื่อการต่อสู้ และในหัวค่ำวันหนึ่งหลังจากผ่านเวลาไป 1เดือน ขณะที่เขานั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ในครัวคนเดียว จู่ ๆ ก็มีมืออันแสนนิ่มมาแต่ที่ไหล่ของเขา นั่นคือมือของหมวยนั่นเอง
“นี่นายเจอมาหนักล่ะสิ ก็นะเธอไม่ได้ผ่านเข้ามาจากหน่วยรบนี่ ก็ต้องเหนื่อยหน่อย”
เสียงอันอ่อนโยนพูดกับเขา
“คุณหมวย ผ่านมาจากหน่วยรบพิเศษเหมือนสองคนนั้นเหรอครับ?”
“ใช่แล้วหละฝึกหนักอยู่ 1ปีเต็มเลยกว่าจะได้เข้ามา แล้วทุกคนเข้ามาด้วยจุดประสงค์ที่ใกล้เคียงกัน นั่นคือการแก้แค้นให้กับบุคคลที่ล่วงลับไปจ้ะ”
การสนทนาเกิดขึ้นจากการพูดคุยของทั้งคู่เกิดขึ้นอยู่ชั่วครู่หนึ่ง หมวยนั้นมากจะยิ้มเวลาพูดแต่ในรอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความเศร้าสร้อยอย่างยิ่ง ในแววตาที่ดูซื่อ ๆ นั้นมีความรู้สึกอันปวดร้าวอย่างหนักหลบซ่อนอยู่ พายุก็รับรู้ได้ถึงสิ่งนั้นจึงพูดออกมาว่า
“ยังไงก็ผ่านไปให้ได้นะครับ เื่ในอดีตนั้นน่ะ ตัวผมก็มีอดีตอันขื่นขมเช่นกัน ไม่มีใครบนใบนี้โลกที่สามารถอยู่ต่อได้โดยไม่ก้าวผ่านเื่ในอดีตหรอกนะครับ ไม่ใช่ว่าเรามีความกล้าที่เผชิญหน้ากันทุกคนหรอกนะ แต่มันก็ต้องฝืนอดทนเพื่อข้ามผ่านไม่ใช่เหรอครับ หากเราสามารถช่วยคนที่ยังอยู่ให้ไม่ต้องเจอสิ่งเดียวกับที่พวกเราเจอได้ ผมว่ามันก็คุ้มค่าอยู่นะครับ"
เกิดการเงียบขึ้นจากทั้งสองฝ่าย
“ขะขอโทษครับ เผลอพูดไปในสิ่งที่ออกมาจากความรู้สึกของตัวเองซะได้ ผมก็ไม่รู้ว่าคุณหมวยมีอะไรอยู่ภายในใจแต่สีหน้ามันฟ้องหน่ะครับ คนประเภทเดียวกันมันดูกันออก”
“ไม่เป็ไรจ้า มันก็ใช่แหละ จริง ๆ แล้วเื่มันเกิดขึ้นเมื่อ 4ปีที่แล้ว วันนั้นมันเป็วันที่ฝนตกหนักและเป็ฉันเองที่ดื้ออยากไปดูหนังรอบดึกที่โรงภาพยนตร์ เป็วันเดียวกันที่ฉันต้องสูญเสียคนรักคนสำคัญไป เลยตัดสินใจจะตามหาตัวแวมไพร์ชั่วนั่นมาลงโทษให้ได้”
น้ำเสียงที่ดูอ่อนโยนมีเสียงที่เบาลงเล็กน้อย แต่ไม่ทันที่ทั้งสองจะได้คุยกันมากไปกว่านี้ ยูซุเกะในชุดนอนและมีที่คาดตาสวมอยู่ก็เปิดประตูออกมาเพื่อหากาแฟดื่ม
“พายุ นายช่วยออกไปซื้อกาแฟให้หน่อยสิใกล้ ๆ ฐาน้ามีร้านสะดวกซื้ออยู่ อย่าลืมเอากระดุมแปลงโฉมไปด้วยนะ ขึ้นไปชั้นบนแล้วเบิกเงินกับผู้สังเกตการณ์้าได้เลย อาทิตย์นี้ลุงเดชกลับบ้านไปหาลูกก็เลยต้องช่วยเหลือกันเองไปก่อน”
พายุตอบรับและลุกขึ้นเดินไปที่ลิฟต์เมื่อเข้าไปก็กดขึ้นไปชั้นบนโดยไม่รีรอ นี่เป็ครั้งแรกในรอบ 1เดือนที่ได้กลับมาบนผืนดิน ทำให้เขารู้สึกสดชื่นหลังจากที่อุดอู้มานาน
“ก็ไม่เปลี่ยนไปเลยข้างบน ถึงจะแค่หนึ่งเดือนแต่มันก็ดูยาวนานมากเลยนะ พวกไทอินจะเป็ไงบ้างก็ไม่รู้เลย จากอยู่หน่วยที่น่าจะสงบที่สุดแต่จับพลัดจับผลูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี่ย แต่ก็รู้สึกว่าในจุดนี้เราได้อยู่กับคนที่มีความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับเรามากๆ ”
เสียงทุ้มของเขาพูดพึมพำออกมาอย่างกับคนแก่ขี้บ่น
หลังจากไปซื้อกาแฟมาให้ยูซุเกะเสร็จแล้วพายุได้นั่งลงกินกาแฟข้าง ๆ ยูซุเกะที่นั่งปิดตาอยู่ ด้วยความสงสัยจึงถามออกไปว่า
“คุณยูซุเกะครับ ทำไมคุณปิดตาแล้วถึงยังหลบหลีกการเคลื่อนไหวของผมได้ล่ะ?”
ยูซุเกะใช้มือข้างขวายกกาแฟขึ้นมาซดเมื่อดื่มหมด แต่ก็ยังไม่ได้ตอบคำถามของพายุแต่อย่างใด
“ไว้ชนะแล้วฉันจะบอกนายนะ แต่คนกระจอกอย่างนายคงไม่ผ่านออกไปปฏิบัติงานได้ง่าย ๆ หรอก”
เมื่อได้ยินพายุก็เปลี่ยนสีหน้าไปเล็กน้อย แต่ด้วยความชินเพราะตลอดการแย่งชิงรีโมตพายุได้โดนคำพูดถากถางมาตลอด แต่ก็พอจะวิเคราะห์ได้ว่านั่นคือการฝึกจิตวิทยาการอดทนไม่ใช้อารมณ์เมื่อโดนข่มขวัญ นั่นก็ถือเป็ความฉลาดทางอารมณ์ที่ใช้ในการต่อสู้ได้เช่นกัน
วันต่อมา พายุได้เข้าห้องเปลี่ยนอุณหภูมิไปพร้อมยูซุเกะ เขามีท่าทีที่เปลี่ยนไปจากหนึ่งเดือนที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจน เขาขยับร่างกายรักษาระยะห่างแบบระมัดระวัง ยูซุเกะที่รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนไปนี้ก็ได้ตั้งสมาธิอย่างแน่วแน่ เขารับรู้ได้ถึงจิตสังหารของพายุได้อย่างชัดเจน
“ไม่น่าเชื่อ มีความแน่วแน่ขึ้นมาบ้างแล้วสินะ”
พายุค่อย ๆ ย่างก้าวทีละน้อยโดยไม่ให้สิ้นเปลืองพลังงานและหายใจให้เบาที่สุด ในเมื่อเป้าหมายปิดตาก็คงใช้เสียงในการเดาทิศทางอย่างแน่นอน เมื่อใกล้ได้ระยะพายุก็สูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด พร้ะโกนออกมาสุดเสียงในทันที
ว๊ากกกก!!!
ยูซุเกะยืนนิ่งพร้อมกับมีเท้าของพายุลอยเข้ามาท้างซ้ายของชายโครง ยูซุเกะรับลูกเตะนั้นด้วยมือเปล่าโดยไม่ยากเย็นนัก แต่มืออุ่น ๆ ของพายุก็ได้เอื้อมคว้าไปที่รีโมตที่อยู่ในมือขวาของยูซุเกะได้ในทันที พร้อมกับกดเปลี่ยนอุณหภูมิห้องเป็อัตโนมัติ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นี่นายคิดออกแล้วเหรอวิธีรับมือฉันคนนี้น่ะ”
เสียงหัวเราะแบบสุขุมของยูซุเกะได้เปร่งออกมา เขาเปิดผ้าปิดตาออกมาเผยให้เห็นดวงตาอันบอดสนิทของเขา ตาเรียวเล็กนั้นได้จ้องมองมาที่เขาราวกับเห็นว่าพายุอยู่ใกล้ๆ
“นี่หล่ะคำตอบของคำถามที่ถามเมื่อคืน เสียงยังไงล่ะฉันจับทิศทางต่าง ๆ ด้วยเสียง การะโในระยะใกล้อาจทำให้เขวไปบ้าง แต่ความรวดเร็วของนายทำให้ฉันตะลึง ต่อไปนี้เรียกว่ายูเฉย ๆ นะฉันยอมรับนายเข้าหน่วยชำระบาปที่11 ของเราแล้วยินดีด้วย”
พายุดีใจจนแทบกลั้นไม่อยู่ แล้วถามว่า
“เวลาคุณต่อสู้โดยใช้แซทเทิลโซลเหมือนกันใช่ไหมครับ?”
“ใช่ และนั่นฉันจะสอนนายเองในวันพรุ่งนี้ เตรียมตัวไว้ด้วย ที่ผ่านมาก็ต้องขอโทษด้วยที่ต้องพูดไม่ดีใส่มันเป็บททดสอบ”
ยูซุเกะตอบกลับพร้อมพยักหน้ากว้าง ๆ ของเขา แล้วเดินออกจากห้องไป พายุล้มตึงลงกับพื้นอันเย็นเฉียบทันที ความดีใจที่ผ่านบททดสอบได้ทำให้เขารู้สึกดีเป็อย่างมากจนเอนตัวนอนแผ่หลาอยู่กลางห้องนั้นอยู่พักใหญ่ๆ
ตกบ่ายพายุก็ได้เข้าต่อสู้กับเควินโดยใช้จิตสังหาร ทุกการคว้าจับรีโมตได้แปลเปลี่ยนมาเป็ทักษะหลบหลีกอันคล่องแคล่วให้แกพายุเป็อันมาก ทั้งยังได้จดจำวิธีการะโแบบยูซุเกะมาเต็มๆ เควินต่อยพายุหลายหมัดแต่พายุก็พอดักทางหมัดเ่าั้ได้เกือบทั้งหมด ถึงจะาเ็บ้างแต่ครั้งนี้เป็วันแรกที่เขาสามารถทำให้เควินเืตกยางออกได้ พอเล็งหาจังหวะตอบโต้ได้ พายุได้ปล่อยหมัดตรงไปที่ปลายคางของเควินทำเอาเควินลงไปกองกับพื้นเลยทีเดียว
“ผ...ผ่าน แฮ่ก ๆ นายผ่านแล้วนะ”
เควินพูดด้วยน้ำเสียงอันเหนื่อยและอ่อนล้าของเขา
หลังจบการต่อสู้พายุได้เข้าไปขอโทษเควินอย่างใหญ่โต ด้วยเหตุที่รู้สึกผิดที่ทำรุนแรงเกินไป เควินตอบรับคำขอโทษและเย็นนั้นก็ชวนหมวยกับยูซุเกะมากินหมูกระทะกับเบียร์ด้วยกัน โดยที่ลุงเดชยังไม่กลับมา เสียงคุยกันสนุกสนานของพายุและเควินดังสนั่นไปทั่ว
“คือว่า หัวหน้าจ่อยไปไหนเหรอครับไม่เห็นนานแล้ว แถมยังห้องที่มีชื่อคนว่าอาทิตย์นั่นอีก”
พายุกล่าวขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของการฉลองเื่ผ่านการทดสอบของเขา
“เรียกมาสเตอร์สิ มาสเตอร์จ่อย คือ 1 ใน 7 ฉายาอาวุธแห่งแสง เป็ผู้ที่แกร่งที่สุดในหน่วยปราบปรามแวมไพร์ หัวหน้าใหญ่ของหน่วยชำระบาป”
ยูซุเกะตอบด้วยเสียงเรียบกับสีหน้านิ่ง ๆ ของเขา
“ยืมตัว อาทิตย์โดนยืมตัวไป ที่เราสองคนต้องมาฝึกนายเท่ากับไม่มีคนออกไปปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นมาสเตอร์กับอาทิตย์ต้องออกไปทำงานกันสองคน ส่วนหมวยที่าเ็หนักมากก็ทำได้แค่ออกไปสืบข้อมูลช่วยพวกสายลับ ทำให้เราเจอกันอยู่แค่นี้ พรุ่งนี้ก็ออกภาคสนามแล้วมันคือการขัดเกลาแซทเทิลโซลของนาย ดังนั้นคืนนี้ฉลองให้เต็มที่ดีกว่าไม่รู้ว่าเราจะได้กลับมาพร้อมหน้ากันอีกเมื่อไหร่”
เควินกล่าว
เมื่อหนุ่มคิ้วเข้มหันไปสังเกตก็พบว่ายูซุเกะดูเป็คนสุขุมและให้เกียรติคนไม่เหมือนกับตอนที่ฝึกกับเขาเลย
ทั้งสี่คนนั่งกินกันจนเวลาล่วงเลยเกือบเที่ยงคืน ต่างคนจึงได้ขอแยกย้ายเข้าไปนอนในห้องเพื่อทำงานกันในวันต่อไป