บทที่20
วัยเรียน ความฝัน ครอบครัว
คุเรไนเพิ่งถามฉันว่าโตขึ้นอยากเป็อะไร
ถ้ามีใครถามคำถามนี้กับฉันตอนอนุบาล ฉันจะตอบไปว่าโตขึ้นฉันอยากเป็นักร้องเพียงแต่เมื่อฉันโตขึ้นฉันรู้สึกว่านั่นเป็คำตอบงี่เง่าที่พูดออกไปแค่เพื่อให้มีอะไรตอบก็เท่านั้นแค่อยากให้ผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ประทับใจจึงเลือกอาชีพที่คิดว่าฟังดูดีและยิ่งโตยิ่งเข้าใจว่าฉันไม่มีทางเป็นักร้อง ฉันไม่ชอบฟังเสียงตัวเอง และส่วนหนึ่งที่ทิ้งความฝันนั้นไปเพราะมีแต่คนพูดว่าคนหงิมๆ อย่างฉันเป็นักร้องไม่ได้หรอก
ฉันไม่เสียดายตอนนี้ฉันไม่ได้อยากเป็นักร้องแล้วแต่ฉันยังไม่รู้จะตอบอะไรเวลามีคนถามคำถามนั้นนอกจาก
“ไม่รู้ค่ะ”
ฉันนึกว่าคุเรไนจะพูดอะไรอย่างน่าเสียดาย ทำไมล่ะ ไม่มีสิ่งที่อยากทำเลยหรือ ไม่มีสิ่งที่ชอบเลยหรือแต่ชายหนุ่มแค่พยักหน้าและพูดว่า
“ตอนนี้ยังไม่รู้ก็ไม่เป็ไร” เขายิ้ม“ถ้าเจอก็ดี ถ้าไม่เจอก็เท่านั้น”
“แล้วท่านคุเรไนรู้ั้แ่เมื่อไหร่คะว่าอยากเป็ทูต?”
“คงเป็ตอนเรียนจบจากโรงเรียนประจำที่อนาตอเลยา”เขากอดอก “ตอนแรกแค่คิดแบบเด็กๆ ว่า เป็ทูตนี่เท่จังนะ ได้รับการต้อนรับหรูหราได้เดินทางไปต่างแดน พบปะผู้คนมากมาย พอมาเป็จริงๆ ถึงได้รู้ว่าเป็งานที่เครียดจนอยากจะร้องไห้แต่ข้ายังว่าคิดถูกแล้วที่เลือกงานนี้” จากนั้นเขาหันมาพูดกับทั้งฉันและถิงถิง“คนส่วนมากรู้อยู่แล้วว่าตัวเองอยากทำอะไร เพียงแต่ปฏิเสธมันเพราะเหตุผลหลายอย่างเพราะทำเงินไม่ได้ เพราะชีวิตไม่ได้ใจดีกับพวกเขาเพราะสังคมไม่ได้เชิดชูอาชีพเ่าั้ ข้าแค่โชคดีที่ชอบในสิ่งที่ตระกูลเห็นว่าเป็งานที่ดีนึกดูสิว่าถ้าข้าบอกว่าอยากไปแสดงคาบูกิ... ฮะๆ ว่าไปนั่น”
คุเรไนยักไหล่ก่อนจะหันไปหาเด็กหญิงที่นั่งเอียงคอ
“เื่พวกนี้อาจจะยังเร็วไปสำหรับเสี่ยวถิง”
“ถิงถิงอยากเป็นักปราชญ์!”
“นักปราชญ์! สุดยอด ในอนาคตข้าต้องไปขอคำชี้แนะจากท่านปราชญ์ถิงถิงแล้ว!” ชายหนุ่มกล่าวทีเล่นทีจริง เรียกเสียงหัวเราะสดใสจากเด็กหญิง
“ถิงถิงจะให้คำแนะนำสุดยอดสุดๆ ให้ทุกคนอึ้งไปเลย!”
เสียงหัวเราะสดใสของทั้งสองคนดังออกไปถึงข้างนอกฉันอยากร่วมหัวเราะด้วยแต่ไม่มีเสียง ได้แต่ทำเสียงแห้งๆ เหมือนดันลมจากปอด
ตอนนั้นเอง ประตูก็เปิดเข้ามา
“อยู่นี่เอง”
“เรียว!เ้าคงไม่โกรธข้ากระมังที่นั่งคุยกับสาวๆ ในบ้าน?”
หนิงหลงเดินเข้ามาและหรี่ตาใส่เพื่อนแบบที่อธิบายได้ชัดเจนที่สุดว่ามองแรงคุเรไนยกมือขึ้นเหมือนปางห้ามสมุทรแล้วพูดต่อว่า
“ข้าเสียมารยาท เข้าใจผิดคิดว่าแม่นางเป็ภรรยาของเ้าข้าจึงต้องขอทำดีทดแทนสักหน่อยเป็การกู้หน้าคืน”
หนิงหลงกระแทกตัวลงนั่งข้างเพื่อน...อะไรกัน? นี่เขาหึงฉันกับถิงถิง?
“นางไม่ใช่ภรรยาข้าแต่นางเป็ครอบครัว”
“เหมือนน้องสาวรึ?”
“...ไม่ใช่” ชายหนุ่มส่ายหน้าส่วนเพื่อนเขาพยักหน้าแรงๆ แต่สีหน้าบอกชัดว่าไม่เชื่อ
“เอาเถอะ ว่าแต่ข้าไม่คิดว่าคนอย่างเ้าจะรับคนมาดูแลตั้งสามคนเหงาอย่างนั้นหรือ?”
“...”
“ข้าไม่เคยคิดว่าเ้าจะเป็คนขี้เหงาแต่ใครๆ ก็มีเวลาอย่างนั้นเหมือนกันถ้าเ้าเหงาก็เขียนจดหมายมาคุยกับข้าบ่อยกว่านี้ก็ได้”
“จะให้ข้านั่งเครียดว่าจดหมายข้าจะผ่านฝ่ายคัดกรองเนื้อหาของสถานทูตหรือไม่อย่างนั้นหรือ?ขอทีเถอะ”
ฉันไม่เคยได้ยินหนิงหลงพูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้นเลยท่าทางสองคนนี้จะสนิทกันจริง
“ว่าแต่ทำไมเ้าถึงรับตัวซูเหลียงมาจากสนามรบ?ข้าสงสัยมานานแล้ว เ้ากับเขาไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อนหรือเ้ารู้จักกับครอบครัวเขา?”
“รู้จักแต่นาม” หนิงหลงตอบ“...ถ้าเ้าเห็นเด็กอายุสิบหกคนหนึ่งตะกุยประตูกำแพงเมืองจากนั้นจึงทรุดพิงมันราวกับถอดใจทุกอย่าง ยอมให้ข้าศึกที่ไล่หลังมาบดขยี้เ้าจะช่วยไหม?”
“...” คุเรไนไม่ตอบ
“ข้าลงไปช่วยเขาและโดนขับไล่จากสนามรบนั้นแต่ข้าปล่อยเขาไว้ตรงนั้นไม่ได้...ข้ารู้ว่าหากปล่อยเขาไว้ตรงนั้นจะทนอยู่กับตัวเองไม่ได้ยิ่งกว่าเดิม”
“ยิ่งกว่าเดิม...อย่างนั้นรึ?”
หนิงหลงไม่ขยายความเขาหยิบของว่างใส่ปากคำหนึ่งก่อนจะรินชาให้ตัวเอง ดื่มตามลงไป
“เขาเป็เด็กดี” คุเรไนเปลี่ยนเื่“ทำอาหารอร่อย ทำงานบ้านได้ ไม่น่าเชื่อเลย กองทัพฝึกเขามาหรือ?”
“หึ...ข้านึกถึงตอนเขาไปจ่ายตลาดเองครั้งแรก”หนิงหลงหลุดยิ้ม ถิงถิงรบเร้าให้เขาเล่าต่อทันที ชายหนุ่มจึงกล่าวต่อว่า“ตอนซูเหลียงมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ เขาทำงานบ้านทุกอย่างได้อย่างไร้ที่ติไม่มีฝุ่นสักเม็ดในบ้าน ทุกอย่างสะอาดเอี่ยม...เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่เขาทำไม่ได้คือการพูดคุยกับผู้คนในตลาดข้ารับหน้าที่นั้นตลอดโดยพาเขาไปด้วยทุกครั้ง”
“เป็ประเภทที่ทำงานได้ดีแต่ขาดความ...เรียกว่าอะไรนะ?ข้านึกคำภาษาซิงไม่ออก ประมาณว่า... เขาไม่อาจสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆในการมีปฏิสัมพันธ์กับพลเรือนทั่วไปได้ใช่ไหม? ทหารเด็กหลายคนเป็อย่างนั้น”
“เ้าพูดถูกเขาเหมือนตุ๊กตากลที่ขยับตัวไปตามที่ถูกสั่งตรงเข้าประเด็นเสมอโดยไม่สนใจเื่การต่อรองหรือการคุยเล่นกับพ่อค้าแม่ค้าเขาไม่เข้าใจแิเื่การแถมหรือการต่อราคาข้าจึงคุยกับพ่อค้าแม่ค้าให้เขาเลียนแบบ แต่ข้าไม่ได้คุยกับผู้คนเก่งคงเป็ตัวอย่างที่ไม่ดีนัก” หนิงหลงอมยิ้ม “แต่หลังถิงถิงมา เขาดีขึ้นเรื่อยๆจากที่ตอนแรกข้าเดินประกบขณะเขาเดินเจรจากับผู้คนในตลาด ตอนหลังเป็ตามดูอยู่ห่างๆและภายหลังไม่จำเป็ต้องไปด้วยอีก เขาซื้อของเก่งกว่าข้าด้วยซ้ำ”
“ฮะๆๆๆ!!! ดูทำหน้าเข้า เ้าดูเหมือนคุณพ่อที่ลูกโตจนดูแลตัวเองได้ ฮะๆๆ!!!”
หนิงหลงทำหน้าย่นทันที “ข้าไม่ได้...”
“เ้าอย่าปฏิเสธเลย”
หนิงหลงท่าจะแย่ฉันเลยรีบเขียนพัดเพื่อช่วยเขา
“ทั้งสองท่านรู้จักกันที่อนาตอเลยา?”
“ใช่แล้วเจอกันที่โรงเรียนประจำที่อนาตอเลยาตอนอายุประมาณสิบขวบกระมัง?อยู่ด้วยกันจนอายุราวๆ สิบสี่ปี จากนั้นพวกเราแยกย้ายไปเรียนคนละที่” คุเรไนตอบ“ข้าไปเรียนที่นาเวีย ส่วนเรียวกลับมาที่นี่”
หนิงหลงนิ่งไป ััได้ว่าเขากำลังกังวลใจ
อนาตอเลยา...ฉันได้ยินชื่อนี้หลายต่อหลายครั้งรู้ว่ามันเป็ศูนย์กลางทางวิชาการและล้อมด้วยทะเลสามด้าน แต่ผู้คนเป็ยังไงฉันไม่แน่ใจนักจึงถามออกไป
“จะว่าที่นั่นเป็เมืองที่อิสระและเจริญจนทำตัวไม่ถูกเลยก็ได้โดยเฉพาะสำหรับข้าที่มาจากโทโคโยะ” คุเรไนกอดอก “ผู้คนท้องถิ่นมีผิวคล้ำหรือผิวสีน้ำตาลทองใบหน้าคมเข้ม คนสูงศักดิ์แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสด ในขณะที่คนทั่วไปใส่สีเรียบๆที่ต้องพูดถึงเลยคืออาหาร...”
“ใช่แล้ว อาหาร...”
“...อร่อยมาก” ทั้งสองประสานเสียงกัน
“บางทีข้ายังสั่งซื้อเครื่องเทศจากทางโน้น”หนิงหลงพูดต่อ แสดงว่าเครื่องเทศนั่นคือสิ่งที่ซูเหลียงใช้ปรุงรสแกะเสียบไม้สินะ
“เมืองที่เราไปเรียนเป็เมืองท่าจึงมีผู้คนหลากหลายพวกเราเจอคนจากแคว้นเดียวกันหลายคน จริงไหมเรียว?”คุเรไนใช้ศอกสะกิดคนที่นั่งข้างๆ เขาตอบแค่อืม คุเรไนจึงพูดต่อ“หลายคนพูดว่าอาหารกลิ่นแรงเกินไปแต่อันที่จริงอาหารในเมืองที่เราไปเรียนกันปรับลดความฉุนของเครื่องเทศลงแล้วเพราะมีคนจากหลากหลายพื้นที่ถ้ายังทานไม่ไหวข้าก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร”
“ตอนแรกเ้านั่นแหละที่ทานไม่ไหว”หนิงหลงได้โอกาสเอาคืน
“ข้าอายุสิบขวบ! เ้าจะเอาอะไรกับเด็กสิบขวบ? อย่าขุดคุ้ยอดีตเสียๆ หายๆของข้าขึ้นมาต่อหน้าแม่นางเหมยฟางเชียว”
บทสนทนายังดำเนินต่อไปจนซูเหลียงเข้ามาเติมน้ำชาแต่หนิงหลงหยุดเขาไว้และบอกให้ทุกคนไปทานอาหารเย็น