ห้าวันก่อนออกเดินทาง กิจวัตรของหลินเย่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาหลอมโอสถขั้นสองออกมาทุกวัน มากกว่าปกติ บางส่วนซึมซับเข้าสู่ร่างกายทันที บางส่วนเก็บลงขวดแก้วขาวที่เรียงกันอยู่ตรงหน้า ไม่ต่ำกว่าสี่ขวด ทุกขวดอัดแน่นเต็ม
หน้าต่างห้องของกู่เหวยยังเปิดอยู่ แสงเช้าส่องเข้ามาตกลงที่พื้นในจุดเดิมทุกวัน ทว่าเ้าของห้องไม่ได้กลับมาั้แ่งานคัดเลือก กลิ่นสมุนไพรยังค้างอยู่ในเนื้อไม้ผนัง เสียงขวดโหลที่เคยดังตอนเช้าตรู่ไม่มีอีกแล้ว ห้องที่เคยรู้สึกเต็มจากการมีคนอยู่บางๆ นั้นกลายเป็ห้องของเ้าของที่จากไปนานแล้ว
หลินเย่วางขวดโอสถใบเล็กไว้บนโต๊ะของกู่เหวยหนึ่งใบ ไม่มีจดหมาย ไม่มีคำอธิบาย มารเฒ่าผู้นั้นไม่้าสิ่งเ่าั้ มือของเขายังหมุนเม็ดโอสถอยู่
"เวลาของข้าเหลือน้อยลงทุกที"
หลินเย่พูดออกมาเบาๆ ราวกับเตือนสติตัวเองมากกว่าจะพูดกับผู้ใด แล้วก็กลับมาโคจรปราณต่อโดยไม่หยุด หยิบโอสถออกมาหนึ่งเม็ด อมลงไป รับรู้ถึงความอุ่นที่ซึมออกมา แล้วค่อยๆ นำมันเข้าสู่ก้อนกลมที่กลางอก เก็บและสะสม ทุกวัน ไม่ขาด
ตกเย็นหลินตงจะมาเมื่อนางว่าง วันเว้นวัน บางทีสองวันติด บางทีหายไปโดยไม่บอก ทว่าทุกครั้งที่นางมา ไม่ใช่มาเพื่อพักผ่อน
หลินเย่ไม่ได้เรียนวิชาใหม่ เขาทบทวนหมัดพยัคฆ์ซ่อนคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ออกท่าเดิมหลายร้อยครั้ง ปรับลมหายใจตามที่หลินตงสอน วางปราณในจุดที่ต่างออกไปทีละนิด ทีละนิด จนเริ่มรู้สึกถึงความต่างจากตอนแรกที่เรียน
ไม่ใช่เร็วขึ้น ไม่ใช่แรงขึ้น ทว่าราวกับการเคลื่อนไหวนั้นเริ่มรู้จักร่างกายของเขาเอง แทนที่จะเป็เขาที่ต้องคอยจำว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร
สองวันสุดท้าย หลินเย่เดินไปยังร้านตีเหล็กประจำตระกูล เสียงค้อนกระทบทั่งดังออกมาก่อน หนักและสม่ำเสมอ ตามด้วยเสียงไฟที่ลุกอยู่ในเตา และกลิ่นเหล็กร้อนที่ลอยมาถึงตัวเขาก่อนจะถึงประตูเสียอีก
"นี่เ้าหนูเย่ วันนี้มีโอสถมาขายหรืออย่างไร"
เสียงเรียกดังมาจากด้านในั้แ่เขายังก้าวเข้ามาไม่ถึงครึ่งร้าน เถ้าแก่เนี่ยเฟิงยืนอยู่หลังโต๊ะไม้หนาหน้าร้าน ใบหน้ามีรอยแผลเก่าบนแก้มขวา ผมหงอกครึ่งหัว แขนหนากว่าคนธรรมดาสองเท่า คนงานสี่ห้าคนหันมามองพร้อมกัน บางคนยิ้มอย่างคนที่รู้จักหน้า บางคนพยักหน้าให้
หลินเย่คารวะทุกคนด้วยความนับถือ แล้วนำขวดโอสถสองใบวางลงบนโต๊ะไม้ "ในขวดนี้มีห้าเม็ดขอรับ สองขวดรวมกันเป็สิบ"
เถ้าแก่เนี่ยเฟิงก้มมองขวดทั้งสองใบ หยิบขึ้นมาส่องแสงอยู่ครู่หนึ่ง อย่างที่ทำทุกครั้งก่อนจะบอกราคา
"ราคาของเ้าหนูนี่ถูกกว่าตำหนักยาเป็ไหนๆ" เขาลูบคางไปพลางพูด "ทำให้คนงานของข้ามีเรี่ยวแรงตีเหล็กทั้งวี่ทั้งวัน ค้าขายแบบนี้ย่อมกำไร กำไร"
หลินเย่คารวะ "มาครั้งนี้ข้าไม่ได้้าเงินขอรับ"
มือของเถ้าแก่เนี่ยเฟิงหยุดนิ่งอยู่กับถุงเงิน "แล้วเ้า้าอะไร"
หลินเย่นำถุงเงินใบหนึ่งออกมาวางคู่กับขวดโอสถ เงินที่สะสมมาตลอดร่วมสามปีจากการขายโอสถในราคาที่ต่ำกว่าตลาดครั้งแล้วครั้งเล่า
"ข้า้าอาวุธคุณภาพสูง"
เขาพูดตรง ใบหน้าไม่มีการขอร้อง มีเพียงการบอกว่า้าอะไร ลานร้านเงียบลงเล็กน้อย คนงานที่กำลังทำงานอยู่ไม่ได้หยุดตีเหล็ก ทว่าจังหวะช้าลงนิดหนึ่งอย่างคนที่กำลังเงี่ยหูฟัง
เถ้าแก่เนี่ยเฟิงไม่ได้ตอบทันที สายตาของเขาเลื่อนลงไปที่เอวของหลินเย่ที่ไม่มีสิ่งใดห้อยอยู่ แล้วจึงเลื่อนกลับขึ้นมาที่ใบหน้า
ที่มุมลาน คนงานหนุ่มคนหนึ่งหันไปมองช่างาุโที่ยืนอยู่ข้างกาย ช่างาุโคนนั้นไม่ได้หันกลับไปมองบ้าง เพียงส่ายหน้าเบาๆ ครั้งเดียว
เถ้าแก่เนี่ยเฟิงกวาดสายตาลงมองสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้า นับเหรียญในหัวอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงยกมือขึ้นหยิบเหรียญออกจากถุงสี่เหรียญ และวางขวดโอสถกลับคืนไปหนึ่งใบ
"เ้าจะเดินทางไปยังเมืองฟางหรงหรือ"
"ข้าต้องเดินทางไปฟางหรงขอรับ" หลินเย่พูด เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "ระหว่างทาง... ข้าไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไร"
เถ้าแก่เนี่ยเฟิงมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไร สายตาของชายที่ผ่านชีวิตมาหลายสิบปีนั้นอ่านใบหน้าของเด็กอายุสิบห้า แล้วก็ดันสิ่งของที่หยิบออกไปเมื่อครู่กลับคืนมาให้หลินเย่ทั้งหมด
"ของพวกนี้จำเป็ที่จะต้องใช้ที่นั่น" ชายเฒ่าพูด เสียงไม่มีความอ่อนโยนแบบผู้หลักผู้ใหญ่ ทว่ามีน้ำหนักที่ต่างออกไป "แม้เ้าจะมาขายกับข้าได้ราคาถูกก็จริง หากไปถึงที่นั่นย่อมได้ราคาสูงกว่าเป็แน่ พวกข้าเพียงใช้แต่พอดี"
น้ำเสียงของเขายังราบเรียบเหมือนตอนบอกราคา ทว่ามือที่ดันของกลับมานั้นดันแรงเกินกว่าที่คำพูดจะยอมรับ คนงานในร้านพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่ได้นัดกัน
"ส่วนเหรียญเงิน เมืองฟางหรงย่อมมีสินค้าน่าสนใจ ตำรา อาวุธ ยันต์คุ้มกัน เมื่อเ้าไปถึงที่นั่นก็ใช้เงินก้อนนี้ซื้อมันเสีย อย่านำมาให้ข้าทั้งหมด"
หลินเย่นิ่งอยู่กับสิ่งของที่ถูกดันกลับมา เขากำนิ้วมือเบาๆ แล้วคลายออก ปล่อยให้มือรับถุงเงินกลับไปโดยไม่พูดอะไรทันที
"ส่วนอาวุธป้องกันตัวที่เ้า้า" เถ้าแก่เนี่ยเฟิงพูดขึ้นก่อน เสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อยเป็เสียงของคนที่กำลังจะบอกสิ่งที่รอไว้นานแล้ว
"ข้าคิดว่าพวกข้าน่าจะมีมันอยู่" เขายกคางขึ้น
"ตามข้ามา"
ด้านหลังร้านมีประตูไม้หนาที่หลินเย่ไม่เคยเห็นเปิดมาก่อน พื้นที่ตรงนั้นต่างจากส่วนหน้าร้านอย่างเห็นได้ชัด กลิ่นฝุ่นหนากว่า แสงน้อยกว่า ราวกับสถานที่ที่ถูกใช้ไม่บ่อย ทว่าไม่ได้ถูกลืม
เถ้าแก่เนี่ยเฟิงก้มตัวลง หยิบกุญแจที่ห้อยอยู่ที่คอออกมา เปิดกลอนที่พื้นด้านหนึ่ง ฝุ่นหนาตีฟุ้งออกมาพร้อมกับกลิ่นโลหะเก่าที่ต่างจากกลิ่นเหล็กร้อนในร้านโดยสิ้นเชิง เขายกกล่องไม้ออกมาวางลง เสียง 'ตึ้ง' ดังขึ้นเมื่อกล่องกระทบพื้น
ใบดาบที่ปรากฏออกมานั้นไม่ใช่ดาบที่สมบูรณ์ มันหักตรงกลาง เหลือเพียงส่วนด้ามและใบดาบอีกครึ่งหนึ่ง รอยหักนั้นไม่สม่ำเสมอ แหลมและดุดันราวกับโลหะที่ถูกบิดจนหลุดออกจากกันด้วยแรงมหาศาลอย่างไรอย่างนั้น
ทว่าพื้นผิวของใบดาบต่างออกไปจากเหล็กทั่วไป แสงน้อยๆ ที่ลอดเข้ามาในห้องสะท้อนออกเป็ประกายแหลมและสะอาด ไม่มีรอยสนิม ไม่มีรอยการกัดกร่อน เนื้อโลหะมีสีเทาดำหม่นที่แทรกด้วยประกายจางๆ คล้ายสีฟ้าในบางมุม ราวกับว่ามันไม่รู้จักกาลเวลาในแบบที่โลหะปกติรู้จัก
"พวกข้าขุดเจอมันมาเมื่อครั้งเข้าไปขุดถ่านหินใกล้เมืองของตระกูลหลิน" เถ้าแก่เนี่ยเฟิงพูดอย่างเงียบๆ ราวกับกำลังเล่าสิ่งที่คิดถึงมานาน "ตัวดาบแทงทะลุโครงกระดูกสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่พวกข้าเองก็ประเมินไม่ได้ว่าคือตัวอะไร พวกข้าเพียงดึงด้ามดาบออกจากโครงกระดูกนั้น โครงกระดูกก็แตกออกเป็เสี่ยงๆ จนกลายเป็ผุยผง เหลือเพียงส่วนด้ามดาบและตัวดาบอีกครึ่งหนึ่ง"
"อย่างน้อยมันก็บ่งบอกว่าน่าจะผ่านมาแล้วหลายพันปี"
เถ้าแก่เนี่ยเฟิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "ทว่าตัวใบดาบเล่มนี้ยังไม่เก่าลงเลยแม้แต่น้อย"
เขาหยิบดาบออกมาจากกล่อง ถือไว้ในมือโดยไม่ยื่นให้ทันที มองมันอยู่ครู่หนึ่งอย่างคนที่ทำงานกับโลหะมาทั้งชีวิต ไม่ใช่ด้วยความสงสัย หากเป็การประเมินที่ซึมลึกจนกลายเป็สัญชาตญาณ
"พวกข้าพยายามหาอีกส่วนของใบดาบในถ้ำนั้น ทว่าก็ไม่พบ" เขาถอนหายใจเบาๆ "น่าเสียดาย น่าเสียดาย"
แล้วก็หันมามองหลินเย่ "เ้าสนใจมันหรือไม่"
ร่างกายของหลินเย่รู้ก่อนความคิดว่ามันใช่ ดาบเล่มนั้นวางอยู่ในสายตา และมีบางอย่างตึงขึ้นในหน้าอกของเขา เขาพยักหน้าโดยไม่มีคำพูดออกมาสักคำ
ชายเฒ่าไม่ได้มองดาบเลยตลอดเวลานั้น เขามองอยู่ที่ใบหน้าของหลินเย่ แล้วจึงอมยิ้มเล็กน้อยอย่างคนที่คาดผลไว้อยู่ก่อนแล้ว
"พวกข้าคงต้องขึ้นรูปดาบให้เข้ากับเ้าเสียหน่อยกระมัง" เขาหันไปทางลานร้าน "ระหว่างนี้น่าจะใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม แล้วเ้าค่อยกลับมาเอา"
หลินเย่ไม่ได้ขยับไปไหน
เถ้าแก่เนี่ยเฟิงเหลือบมองเขาครั้งหนึ่ง แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก ชายเฒ่าเดินออกมายังลานร้าน
คนงานที่ยืนอยู่รอบเห็นเขาเดินตรงไปยังแท่นตีเหล็ก ต่างเงียบลงพร้อมกัน ใบหน้าของช่างแต่ละคนเปลี่ยนไปในแบบที่สังเกตได้ ไม่ใช่ความประหลาดใจ หากราวกับเป็สิ่งที่ไม่ได้เห็นบ่อย ทว่ารู้ดีว่าหมายความว่าอะไรเมื่อได้เห็น
ชายเฒ่าถอดเสื้อคลุมออก
ไหล่และแขนที่เผยออกมานั้นไม่ใช่ร่างกายของคนแก่ที่นั่งคุมงานมาหลายปี กล้ามเนื้อมัดแน่นตามรอยการทำงานจริงของชายที่ฝึกฝีมือมาตลอดชีวิต รอยแผลเก่าบางส่วนตามแขนเป็หลักฐานของสิ่งที่ผ่านมาแล้ว
เขาหยิบค้อนขึ้นมา
ค้อนแรกลงไปดังสนั่นร้าน หนักกว่าเสียงค้อนของคนงานทุกคน ไม่ใช่เพราะแรงกว่า หากเพราะลงในจุดที่ถูกต้องอย่างสมบูรณ์ ไม่มีแรงรั่วออกไปทางอื่นแม้แต่น้อย
หลินเย่นั่งอยู่ที่มุมลาน รับฟังจังหวะที่สม่ำเสมอและแม่นยำนั้น เถ้าแก่เนี่ยเฟิงพลิกใบดาบในเตาด้วยคีมในมือข้างหนึ่ง ราวกับมือนั้นรู้จักโลหะทุกชนิดที่ต่างกันมาทั้งชีวิต เขาดูสีของเหล็กที่ร้อนอยู่ในเตา รอจนถึงสีที่้าแล้วจึงหยิบออกมาด้วยการเคลื่อนไหวที่ไม่มีการลังเล
ค้อนลงไปอีกชุด สั้นกว่าครั้งแรก แม่นยำกว่า เสียงเปลี่ยนไปตามแต่ละจุดที่ค้อนกระทบ บางครั้งทื่อ บางครั้งกังวาน
เขาจุ่มดาบลงน้ำครั้งหนึ่งเพื่อตรวจความแข็งของผิวโลหะ ดึงขึ้นมาดูในแสงเตา พลิกซ้ายพลิกขวา แล้วก็กลับเข้าเตาอีกครั้ง
ความร้อนของเตาส่องออกมาเป็แสงสีส้มกระทบใบหน้าของชายเฒ่าที่จดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า คนงานในร้านไม่มีผู้ใดพูดสักคำ ทุกคนทำงานของตัวเองต่อไป ทว่าบรรยากาศเปลี่ยนไปั้แ่ค้อนแรกลงไปแล้ว ราวกับทุกคนในนั้นรู้ดีว่าตอนนี้กำลังเห็นอะไรอยู่
เมื่อเสียงค้อนหยุดลง เถ้าแก่เนี่ยเฟิงหยิบดาบที่ถูกตีใหม่ขึ้นมาดู ส่องผ่านเปลวไฟเบาๆ ตรวจสอบทุกจุดที่ตาของเขาเคยชินกับการหา ใบดาบถูกทำให้เล็กลงและสั้นลงกว่าเดิม ความยาวพอดีกับ่แขนของหลินเย่ ด้ามจับถูกพันด้วยหนังสีเข้มอย่างประณีต
เขาจุ่มมันลงน้ำ เสียง 'ฟู่' ดังขึ้น ควันลอยตัวขึ้นมา แล้วเขาก็หยิบดาบออกมาเช็ดด้วยผ้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นออกมาให้หลินเย่
"เอ้านี่ ใช้มันให้ดี"
หลินเย่รับมา
ความเย็นจากโลหะซึมผ่านฝ่ามือทันที เย็นกว่าที่ควรจะเป็สำหรับของที่เพิ่งออกจากเตา เขาเหวี่ยงเบาๆ ครั้งเดียว ไม่หวือหวา ไม่ทดสอบ เพียงเหวี่ยง
น้ำหนักกระจายออกไปตามใบดาบในแบบที่มือรับรู้ได้เองโดยไม่ต้องคิด ทุกอย่างอยู่ในที่ที่ควรอยู่
"ยอดเยี่ยมขอรับ"
เขาโค้งคารวะ "ขอบคุณท่านาุโที่มอบของชิ้นนี้มาให้"
เถ้าแก่เนี่ยเฟิงลูบคางดูผลงานของตัวเองอยู่ครู่หนึ่งอย่างช่างที่ดี ไม่ใช่เพื่อหวังคำชม หากเพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่ทำออกมานั้นตรงกับสิ่งที่ตั้งใจไว้หรือไม่
"ดูแลมันให้ดี" เสียงกลับมาราบเรียบเหมือนตอนต้น "เดินทางไปฟางหรงคราวนี้โชคอาจไม่เข้าข้างเ้า ย่อมมีอันตราย"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
"ระมัดระวังตัว แล้วกลับมาขายโอสถให้ข้าถูกๆ เหมือนเดิม"
หลินเย่โค้งคารวะอีกครั้ง "ขอบคุณท่านาุโ แล้วพบกัน"
เถ้าแก่เนี่ยเฟิงเดินถอยกลับเข้าไปในร้านโดยไม่หันกลับมาอีก คนงานที่ยืนอยู่รอบโบกมือลาพร้อมกัน เสียงจากในร้านะโออกมา
"ดูแลตัวเองด้วยล่ะ!"
หลินเย่เดินออกมาจากร้านพร้อมดาบในมือ แสงบ่ายที่กำลังเอียงลงมาส่องที่ใบดาบเป็ประกายสั้นๆ ก่อนจะหายไปเมื่อเขาก้าวเข้าไปในร่มเงา
เขาเดินกลับไปในทิศที่คุ้นเคย ดาบอยู่ข้างลำตัว เย็นและนิ่ง