ตอนที่ 23
เงื่อนไข และความช่วยเหลือ
✧༝· • —– ٠ ✤ ٠ —– • ·༝✧
นอนหนาว จมอยู่กับความปวดปร่า มองเหม่อออกไปนอกหน้าผา ลมหายใจรวยริน หนังตาหนักอึ้งจนลืมไม่ขึ้น ตาปิดอยู่แต่ก็พยายามทนฝืนไว้ไม่ให้หลับ เพราะถ้าเผลอหลับไป ฉันคงจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว
ไม่มีวี่แววของภาคินหรือคุณอารัญ และมันก็กำลังจะสายเกินไป เพราะตอนนี้มันได้มาถึงจุดที่ฉันทนพิษาแไว้ไม่ไหว และเริ่มตรอมใจไปกับความเ็ปที่กัดกินอยู่ในขณะนี้ ถ้ามีแรงมากพอฉันคงจะะโหน้าผาออกไปให้มันรู้แล้วรู้รอด ยุติความทรมานนี้เสียที
พรึบบ!
เสียงพรึบพรับที่ได้ยินทำให้ฉันค่อยๆ ฝืนลืมตาขึ้น ความประหวั่นเข้ามาปลุกสัมปชัญญะที่ยังคงพอเหลืออยู่ในทันที เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งที่อยู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมา เขายืนอยู่ที่ขอบหน้าผา เงาสงัดวับวาบอยู่รอบตัวเขา ถึงฉันจะมองเห็นเขาแค่เพียงเงา ฉันก็รู้ได้ในทันทีว่าเขาเป็ใคร เขาเดินเข้ามาอยู่เบื้องหน้าและนั่งคุกเข่าลงมาที่ฉัน
สายตาของคาวีร์ส่องประกายในความมืด เขาค่อยๆ เผยยิ้มขรึมๆ ออกมา
“นายเข้ามาได้ยังไง ไหนว่าพื้นที่คุกใช้เวทมนตร์ไม่ได้”
เขามองมาที่ฉัน ผิวขาวหมดจดของเขาสุกสกาวในความมืด “ไม่ใช่กับฉัน…” เขาตอบเสียงเรียบ
มันต้องเป็อย่างนั้นอยู่แล้ว ฉันน่าจะรู้ดี “ไปตายซะ...” ถึงร่างกายฉันจะหมดสภาพ แต่ปากยังดีอยู่ ทว่าเสียงที่ออกมาจากปากนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยิน
เขาไม่หือไม่อือ แถมยังเข้ามาใกล้มากขึ้น ด้วยท่วงท่าสบาย ๆ ไม่ได้มีทีท่ารังเกียจความมอมแมมสกปรกและสภาพจมกองอ้วกของฉันแต่อย่างใด ฉันกำลังจะหันหลบอย่างไม่ไยดี แต่เขาเอามือเย็นๆ มากุมหน้าฉันเอาไว้ไม่ให้หันหนีไปไหน “อารัญจะว่ายังไงนะ ถ้ารู้ว่าสุดที่รักของเขาร่อแร่ใกล้ตายอยู่ในคุกแบบนี้” เขาเปรยออกมา
ฉันรู้สึกถึงวินาทีที่ความเจ็บแปลบเริ่มต้นขึ้น วินาทีที่เขาจ้องมองฉัน “นายทำแบบนี้กับฉันทำไม”
แต่เขากลับเขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ ส่ายหน้าด้วยท่าที่ที่สง่างาม “เด็กโง่ไม่รู้ว่าตัวเองโดนพิษแมงป่องเข้าให้สินะ… ตอนที่เธอเอี้ยวหลบแล้วล้มลงไป เธอคิดว่าเธอหลบมันพ้น แต่จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด”
“ไม่จริง...” ฉันยังมีหน้าต่อล้อต่อเถียง แต่ลึกๆ ฉันกลับเชื่อในสิ่งที่เขาพูด ลูบคลำที่รอยถลอกที่แสนปวดปร่าบนหน้าท้องของตัวเอง รอยแมวข่วนที่ฉันคิดว่าเกิดจากเขา
“เศษเสี้ยวของพิษถึงแม้ว่าจะเท่ารอยเข็ม แต่มันก็ฆ่ามนุษย์อย่างเธอได้”
“นายมาที่นี่ทำไม” ฉันถามห้วนๆ อย่างไม่เป็มิตร
เขาอมยิ้ม “ก็มาเสนอความช่วยเหลือให้เธอไงล่ะ”
“ฉันไม่้าความช่วยเหลือจากนาย…” แต่ความเ็ปที่เสียดแทงเข้ามา ย้ำเตือนว่า ฉัน้าความช่วยเหลือมากเพียงใด
“ที่รัก... เธอจะจองหองไปถึงไหน”
ใช่ฉัน้าความช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่จากเขา “กลับไปซะ” ฉันไล่ ด้วยน้ำเสียงที่ใกล้หมดลมเต็มที
เขาถอนหายใจ แล้วพูดขึ้นมาลอยๆ “รู้ไหมว่า เธอรอดจากแมงป่องั์มาได้เพราะใคร”
หัวที่หนักอึ้งของฉันนั้นเริ่มประมวลคำพูดที่ออกมาจากปากเขา “นาย... หมายความว่า…” ฉันนึกถึง กระแสเวทมนตร์ที่เย็นเฉียบ ในนาทีหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น “นี่ น…นาย..”
“ใช่... ฉันเอง”
“นาย…” ถูกผิด ดีเลว ฉันไม่เข้าใจและงงไปหมด “ทำไม…?” ฉันไม่สามารถหาเหตุผลให้กับการกระทำของเขาได้เลย
“เลิกพูดมากได้แล้ว... ไหนเอาแผลมาดูซิ” แล้วเขาก็เข้ามาดูแผลของฉันอย่างถือวิสาสะ และในเมื่อฉันมีเพียงเสื้อผ้าน้อยชิ้น เขาจึงเข้าถึงแผลได้ง่ายๆ เขาเสกดวงไฟกลมๆ ส่องสว่างออกมาจากฝ่ามือเพื่อดูรอยแผล ฉันไม่ยักรู้ว่า เ้าแห่งความมืดอย่างเขาจะปล่อยแสงสว่างออกมาก็ได้ด้วยเหมือนกัน นิ้วเย็นๆ ของเขาััลงไปบนแผลอย่างเบามือ แต่ก็ทำเอาฉันร้องโอดครวญออกมาเพราะความเ็ป เขาพิจารณารอยถลอกที่แสนสาหัสนั้นอย่างตั้งใจ
ในสภาพตาลอย และลมหายใจก็ใกล้จะหมดลงเต็มที ความเ็ปพลุ่งพล่านไม่หยุด ความทรมานที่มากขึ้น มากขึ้น ความตายที่ใกล้เข้ามาทุกทีๆ เริ่มทำให้ความอดทนของฉันหมดลง “นายช่วยฉันได้จริงๆ ใช่มั้ย...”
“แน่นอน”
“ช่วยฉัน… ได้โปรด...”
เขายิ้ม รอยยิ้มของผู้ชนะ “ได้สิ แต่ภายใต้เงื่อนไขอะไรบางอย่าง...”
ฉันเข้าใจแล้ว คนอย่างคาวีร์… เขาคงไม่ได้จะมาช่วยฉันฟรีๆ เป็แน่ แต่เข้า้าอะไรจากมนุษย์ตาดำๆ อย่างฉันกันแน่ “นาย้าอะไร… ก็ว่ามา...”
เขาสะกดเข้ามาในตาฉัน “ถ้าเธอรอดจากราชินีไปได้ นับจากจากนี้เป็ต้นไป เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉัน้าให้เธอมาหาฉัน เธอจะต้องมา เธอจะต้องมาอยู่กับฉันที่อาณาจักรไพลิน เป็เวลาหนึ่งสัปดาห์ และตลอดเวลาที่เธออยู่กับฉัน เธอคือสมบัติของฉัน...”
ฟังดูไม่ง่าย แต่ก็ดีกว่าต้องตายในสภาพแบบนี้ แล้วลมหายใจสุดท้ายของฉันก็เปล่งเสียงแ่ออกมา "ตกลง…" ไม่ว่าเงื่อนไขจะคืออะไร ในวินาทีนี้ ความเ็ปทำให้ฉันยอมทุกอย่าง
คลื่นรังสีความมืดค่อยๆ พวยพุ่ง แผ่ซ่าน ออกมารอบๆ ตัวเขา เขาจ้องมองฉัน สุขุม เยือกเย็น ถึงฉันจะนอนพะงาบๆ ปางตาย แต่ฉันก็ััถึงความเ็าที่แสนงดงามจากเขาได้ดี
เขาโน้มลงมากระซิบที่ข้างหู “หลับตาซะ...”
แล้วเปลือกตาที่หนักอึ้งของฉันก็ค่อยๆ หลับลง กระแสเย็นเฉียบคืบคลานเข้ามาตัวฉันในทุกอณู ทุกตารางนิ้ว ในทุกเศษเสี้ยวของการรับรู้ และที่แผลของฉัน ความเยือกเย็นที่เย็นยิ่งกว่าจุดเยือกแข็งได้เสียดแทงเข้ามาอย่างโหดร้าย มันบาดลึกกัดกร่อนเข้ามาไม่ขาดสาย เ็ปรวดร้าวเหลือคณานับ เสียงกรีดร้องของฉันดังกึกก้องทั้งภายนอกและภายใน ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงไป
จนถึงใน่บ่ายของอีกวัน แสงอาทิตย์ส่องกระทบผ่านลูกตา ก็ปลุกฉันให้ตื่นขึ้น ฉันเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ความเ็ปทุกสิ่งทุกอย่างหายไปเป็ปลิดทิ้ง เหลือไว้เพียงแค่รอยแผลเป็ที่หน้าท้อง ไว้ให้ดูต่างหน้า กับความรู้สึกประหลาดที่อธิบายไม่ได้
……..
คืนแล้วคืนเล่า กับหุบเหวและความว่างเปล่าและความเงียบงัน จนมาถึงกลางดึกสงัดของคืนคืนหนึ่ง
พรึบบ!!
เงาตะคุ่ม ๆ ของรูปร่างที่ดูเหมือนจะคุ้นๆ ก็ปรากฏขึ้นที่ริมหน้าผา “ไม่เจอกันหลายวัน คงคิดถึงฉันแย่เลยสินะ” และจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากคาวีร์ เขาดูสบายๆ แต่ยังคงความเนี้ยบ สายตาเฉียบขาด กำยำ และเซ็กซี่
ฉันมองเขาด้วยหางตา “หลงตัวเอง”
ส่วนเขามองฉันหัวจรดเท้าในชุดน้อยชิ้น เขาแบมือออก คลื่นเงาดำเป็สาย ผุดออกมาจากฝ่ามือของเขา ลอยผ่านอากาศตรงมาที่ฉัน แล้วมันก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็เสื้อคลุมตัวยาว สีดำ ปรากฏขึ้นตรงหน้า “ใส่ซะ”
ฉันเอื้อมมือไปคว้าเสื้อคลุมมาคลุมร่างบางของตัวเองเอาไว้ เสื้อคลุมตัวนี้ หนาและใหญ่พอที่จะทำให้ฉันอบอุ่นในตอนกลางคืนที่หนาวเหน็บ ของอาณาจักรทะเลทรายแห่งนี้ได้ “นายช่วยฉันทำไม” ฉันถาม ยังคงข้องใจ เพราะมันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เขาจะต้องทำแบบนี้ แล้วคำถามก็ผุดขึ้นมาในหัวอีก “ทำไมนายถึงโกหกไอรีนว่าไม่รู้จักฉัน ทั้งๆ ที่นายก็รู้อยู่เต็มอกว่าฉันเป็ใคร”
คาวีร์อมยิ้ม “ไอรีนชอบเล่นเกม ฉันก็เหมือนกัน”
“ฉันคงเป็เบี้ยตัวหนึ่งของนายสินะ”
“มนุษย์ตัวน้อยแต่ถามเยอะจังเลยนะ ฉันไม่ได้จะมาตอบคำถาม ฉันแค่เอาเสื้อคลุมมาให้” เขาตัดบท แล้วก็หมุนตัวหันหน้าออกไปนอกหน้าผา ฉันเริ่มจะชินกับกระแสเงามืดที่ม้วนเกลียวออกมาจากตัวเขาแล้ว แต่สิ่งที่ฉันไม่คาดคิดเลยก็คือ ที่หลังกว้างของเขานั้น ปีกใหญ่สองข้าง ค่อยๆ แผ่สยายขึ้นมา ปีกที่เหมือนกับปีกของนางฟ้า ไม่ใช่สีขาว แต่เป็สีดำสนิท ขลับมัน ดูมีพลัง สวยงาม และน่าทึ่งมาก ผู้ชายตรงหน้ากับปีกของเขานั้นงดงามดุจดั่งเทพยดาฟ้าดิน และฉันก็กระจ่างแจ่มแจ้งเดี๋ยวนี้เองว่า เขาโผล่เข้ามาที่นี่ ทางริมหน้าผาได้ยังไง
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก็กระพือปีกพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า
……..
จากวันนั้น นอกจากคนส่งอาหารแล้ว ฉันก็ไม่พบเจอใครอีกเลยอีกเลย ไม่มีวี่แววของคาวีร์ ไม่มีวี่แววว่าไอรีนจะเอาฉันไปทรมานอะไร ฉันอยู่กับความว่างเปล่าและความเงียบต่อมาอีกหลายวันคืน ฉันไม่อยากยอมรับเลยว่า บางทีฉันก็แอบคิดว่าคาวีร์น่าจะบินผ่านมาบ้างก็ยังดี ส่วนภาคินนั้น ฉันไม่มีทางไม่รู้ได้เลยว่า เขาจะเป็ตายร้ายดีอย่างไร และยิ่งคุณอารัญ ก็คงไม่ต้องพูดถึง
ใน่หัวค่ำ ซึ่งไม่ใช่เวลาส่งอาหาร เสียงก๊อกแก๊กของประตูห้องขังที่กำลังจะเปิดออก ทำให้ฉันรีบหันขวับไปจดจ่อที่ประตู เพื่อรอดูว่าด้านหลังประตูนั้นจะเป็ใคร และเมื่อประตูเปิดออก ฉันก็เจอกับผู้วิเศษสาวแสนสวยนางหนึ่ง รูปร่างของเธอเพรียวบาง ผมดำมันของเธอตรงสลวย และยาวลงไปจนถึงสะโพก เธอยืนอยู่หน้าประตูไม่ได้เข้ามา เธอเอ่ยปากนิ่งๆ แต่กลับดูอ่อนหวานจนน่าขนลุก “ตามฉันมา...”
ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็ใคร แต่ฉันก็เดินตามเธอไปแต่โดยดี ฉันเดินตามเธอมาเรื่อยๆ มาตามทางเดินที่ทอดยาวระหว่างอาคารหินหลายๆ อาคาร ที่นี่ไม่มีต้นไม้เลยซักต้น มีแต่ฝุ่น หิน ดิน ทราย กับอากาศที่แห้งแล้ง ฉันเดินตามเธอเข้ามาในอาคารแห่งหนึ่ง ภายในอาคารตกแต่งเหมือนจะเป็ที่อยู่ของใครซักคน ฉันเดินขึ้นบันไดตามเธอไปที่ชั้นสอง เลี้ยวขวาไปทางปีกขวาของอาคาร เข้าไปยังห้องโล่งๆ ห้องหนึ่ง ในห้อง มีเพียงตู้ไม้แกะสลักใบใหญ่ และกระจกตั้งพื้นแบบเต็มตัว ที่บานใหญ่ไม่แพ้ตู้ กับพรมสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินเข้มผืนกว้างเกือบเต็มห้อง ที่ถูกปูแผ่อยู่หน้าตู้และหน้ากระจก บนพื้นหินสีอิฐ ตรงหน้าต่างมีผ้าม่านกำมะหยี่ฉลุลายสีเดียวกันกับพรม และอ่างอาบน้ำทรงโบราณที่ทำจากทองแดง ตั้งอยู่ติดกับผนังห้อง ตรงกับหน้าต่าง
สาวแสนสวยอีกคนที่หน้าตาเหมือนกับคนที่ฉันเดินตามมาไม่มีผิดเพี้ยน เดินเข้ามาในห้อง พวกเธอคือฝาแฝดกัน พวกเธอสองคนเข้ามารุมถอดเสื้อคลุมและชุดชั้นในที่ฉันใส่อยู่ออก โดยไม่พูดอะไรกับฉันเลยซักคำ ฉันพยายามขัดขืน แต่ก็สู้แรงของพวกเธอสองคนไม่ไหว เมื่อพวกเธอถอดเสื้อผ้าของฉันออกจนหมดแล้ว ฉันก็ถูกพาไปที่อ่างอาบน้ำ ที่มีน้ำสบู่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว การได้ลงไปแช่ในอ่างที่หอมหวนและเต็มไปด้วยฟองสบู่นั้นเหมือนกับได้ขึ้น์ ฉันไม่ได้อาบน้ำมาร่วมเดือนได้แล้วละมั้ง พวกเธอช่วยกันขัดสีฉวีวัน สระผม อาบน้ำให้ฉันจนสะอาดเอี่ยมอ่อง พอขึ้นมาจากอ่าง พวกเธอก็ชโลมฉันด้วยน้ำมันบำรุงผิว และเครื่องหอมต่างๆ แต่งหน้าฉันด้วยเวทมนตร์ในแบบที่เฉี่ยวและเซ็กซี่กว่าที่ป้าแพมทำ รวบผมตึงและประดับด้วยรัดเกล้าแบบกรีก หลังจากนั้นก็ทาผงมุขสีทองทั่วทั้งตัว ไม่เว้นแม้แต่จุดที่อ่อนไหวบนร่างกาย หลังจากนั้น ชุดราตรียาว สีน้ำเงินไพลิน เนื้อผ้าพลิ้วไหวและโปร่งบาง ถูกเอาออกมาจากในตู้ มันเป็ชุดที่สวยงามมาก เพราะในเนื้อผ้านั้นมีความนวลเนียนและระยิบระยับ ให้ความรู้สึกเหมือนหมู่ดาวบนท้องฟ้า ชุดได้ถูกนำมาสวมใส่ให้กับฉัน โดยที่ไม่มีชั้นในให้สวมทับแต่อย่างใด ทำให้เห็นเนื้อหนังมังสาที่เคลือบด้วยผมมุขสีทอง ผ่านทะลุเนื้อผ้าออกมาได้อย่างชัดเจน ด้านหน้าของชุดผ่าแหลมลงไปเกือบถึงสะดือ ่ไหล่ประดับด้วยลูกปัดสีทอง ที่ร้อยต่อกับเชือกไหมทอ สีทองสลับเงิน ที่ทอดยาวไปด้านหลัง ทั้งสองเส้นละเลียดแผ่นหลังลงไปร้อยติดกันไว้ตรงกลางหลัง และยาวต่อลงไปจนถึงระดับก้นกบ ต่อกับกระโปรงยาวหางปลา ที่ยาวสยายอยู่ที่พื้น เป็ชุดที่อลังการและให้ความรู้สึกวาบหวิวและวาบหวามเสียเหลือเกิน มันแทบจะไม่ปกปิดอะไรเลย
“เธอดู… เหมือนที่ฉันคาดหวังไว้” เสียงลุ่มลึก ดังมาจากทางประตูห้อง ฉันหายสงสัยในทันที อาคารแห่งนี้คือที่อยู่ของคาวีร์ และสาวสวยสองคนนี้ ก็คือคนคนของเขา คาวีร์ซึ่งยืนกอดอก ไหล่ข้างหนึ่งพิงวงกบประตูอยู่ เขาแต่งองค์ทรงเครื่องมาด้วยเหมือนกัน และสวยจนฉันตะลึงอีกตามเคย เขาก้าวเดินเข้ามา และสาวสวยฝาแฝดก็เดินสวนออกไป ทุกย่างก้าวที่เขาเข้ามา เขาไม่ละสายตาจากทุกสัดส่วนบนเรือนร่างของฉันเลย สายตากับรอยยิ้มเยือกเย็นของเขานั้น โลมเลียฉันลึกลงไปถึงไขสันหลัง
เขาเดินมาหยุดตรงหน้าฉัน “คืนนี้เธอจะไปงานเลี้ยงกับฉัน”
“ในชุดแบบนี้เนี่ยนะ!” มือและแขนพลางพยายามโอบตัวเองเอาไว้ เพื่อปกปิดของสงวนที่ชุดนี้ปิดไว้ได้ไม่ค่อยจะมิดซักเท่าไหร่
มือเย็นๆ ของเขา เอื้อมมาลูบเบาๆ ที่ไหล่ของฉัน “ไม่ต้องห่วง เธอไปกับฉัน จะไม่มีใครกล้าแตะต้องตัวเธอ” แล้วเขาก็ตั้งศอกขึ้นให้ฉันควง “ไปกันได้แล้ว”
✧༝· • —– ٠ ✤ ٠ —– • ·༝✧