เดินผ่านประตูเข้ามาภายในสำนักพิมพ์ คมสันจ้องมองมาที่กัตตูโซ่ก่อนเบนสายตาไปรอบๆ กองเอกสารขนาดมหึมาตั้งเป็ระเบียบเรียบร้อยบนโต๊ะทำงาน ทางเดินมีซองเอกสารสีนํ้าตาลถูกมัดแยกไว้เป็กองๆวางเต็มพื้นห้อง ภายในซองเอกสารถูกบรรจุอัดแน่นไปด้วยกระดาษบ้างอย่าง
ทั้งสี่คนค่อยๆเดินอย่างระมัดระวัง ถึงแม้วันนี้จะเป็วันหยุดของสำนักพิมพ์แห่งนี้ ก็ไม่ควรประมาท
คุโรเนโกะเดินผ่านโต๊ะทำงาน เธอพบอะไรบ้างอย่างจึงเข้าไปดูใกล้ๆ นั่นคือหนังสือนั้นเอง ปกหนังสือดึงดูดความสนใจคุโรเนโกะมาก เธอหยิบแผ่นกระดาษสีขาวใสบางๆ สามารถมองทะลุได้ไม่อย่างยากเย็น กระดาษสีขาววางทับหนังสืออยู่ครึ่งนึงออก เอะ...นี้มัน...นิยายเื่สามก๊กนี้น่า หน้าปกเขียนฉบับรีไรท์ โอ้โห่ ยังไม่เคยอ่านฉบับรีไรท์เลยนะเนี่ย สามก๊กมีหลายเวอร์ชั่น ทั้งเกม ภาพยนต์ อนิเมชั่น หนังสือการ์ตูน นิยาย โดยเฉพาะนิยายถูกแปล ถูกเติมแต่ง เพิ่มรายละเอียด เพิ่มความสนุก ถ้าอ่านนิยายสามก๊กแต่ผู้แต่งคนละคนกันอาจมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆไม่เหมือนกัน
“คุโรเนโกะทำอะไรอยู่” บิยาถามเรียบๆ
“นิยายเื่ สามก๊ก เป็ฉบับออกใหม่เลยนะ” คุโรเนโกะพูดพร้อมโชว์หน้าปกนิยายให้บิยาดู
“อย่าหยิบหรือขยับอะไรโดยไม่จำเป็ วางนิยายไว้ที่เดิมและลบรอยนิ้วมือด้วย” บิยาพูด
ในระหว่างที่คุโรเนโกะกำลังเก็บนิยาย กัตตูโซ่เอ่ยปากว่า “เราต้องหาคอมพิวเตอร์หลักหรือคอมพิวเตอร์ของผู้บริหาร ในนั้นมีโอกาสเก็บข้อมูลสำคัญไว้มากที่สุด”
“แยกกันหาจะเร็วกว่า” บิยาว่า
“บิยากับคุโรเนโกะไปด้วยกัน ส่วนผมไปกับคมสันเอง” กัตตูโซ่กล่าว
“ตามนั้น” บิยาตอบ
จากนั้นทั้งสี่คนแยกไปหาคนละทาง คมสันกับกัตตูโซ่ขึ้นไปสำรวจชั้นสาม บิยากับคุโรเนโกะสำรวจชั้นสอง
“ตอนเปิดประตูอัตโนมัติ คุณทำยังไง” คมสันถามขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินขึ้นบันได
“ผมเรียนจบโปรแกรมเมอร์ การเปิดประตูอัตโนมัติแค่นี้สบายมาก” กัตตูโซ่สนทนากับคมสันโดยไม่หันหน้ามามองแม้แต่น้อย ดวงตาทั้งสองข้างจับจ้องบริเวณโถงทางเดินชั้นสามอย่างไม่ละสายตา การเดินทางมาเยือนถิ่นศัตรูต้องระวังตัวเป็พิเศษ สายตาต้องว่องไว มีสมาธิและสติตลอดเวลา เตรียมพร้อมปะทะเสมอ
.
.
.
.
ในขณะเดียวกัน ฟ้าใสตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พบว่าตัวเองอยู่บนเตียง สภาพแวดล้อมต่างจากเดิม มันไม่เหมือนห้องเดิมที่ห้าใสเคยอยู่เมื่อไม่นานมานี้ ฟ้าใสมองทางซ้ายมือพบอุปกรณ์หรือเครื่องมือบางอย่าง ลักษณะเป็กล่องสี่เหลี่ยม มีลูกบิดอยู่ตรงกลางกล่อง ฟ้าใสไม่รู้ว่ามันคืออะไร ชำเลืองด้านขวามือพบชั้นวางของขนาดเล็กด้านล่างมีล้อ สามารถเข็นหรือเคลื่อนย้ายได้สะดวก บนชั้นวางของฟ้าใสเห็นมีดหลายเล่มหลายขนาดั้แ่ขนาดเล็กๆคล้ายๆกับมีดของเล่นเด็กไปจนถึงมีดขนาดใหญ่และยาว ถ้าบอกว่าเป็ดาบก็คงไม่ผิดแต่อย่างใด นั่นคือภาพทั้งหมดที่อยู่เบื้องหน้าของฟ้าใส เธอลุกขึ้นยืน “โอ้ย” มึนหัวมาก ร่างกายไม่มีแรง เธอล้มลงบนพื้นปูน ทำให้เกิดเสียงดัง “ตุ้บ”
“เสียงอะไรนะ” นํ้าเสียงแหบดังขึ้น
“จะไปรู้เหรอ ก็นั่งอยู่ด้วยกัน” เสียงเสียงนุ่มทุ้มตอบกลับ
“กูไปเดินตรวจอะไรหน่อย ค่อยระวังตรงนี้ไว้ละ”
“เอย เอย”
เสียงฝีเท้าอันหนักแน่นกำลังก้าวเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งเวลาผ่านไปเสียงยิ่งดังชัดเจนมากยิ่งขึ้น “ตึง” เสียงประตูดังขึ้น ฟ้าใสสะดุ้ง เธอมองไปที่ประตูเหล็กเก่าๆที่สนิมเกาะ อ้าว ประตูไม่เปิดแล้วเสียงที่เราได้ยินเมื่อสักครู่ละ “เอี๊ยดอ๊าด” เสียงประตูดังอีกตามมาด้วยเสียงฝีเท้าอันหนักแน่น
ฟ้าใสคลานอย่างช้า ช้า และก็ช้า เธอคลานไปบริเวณมุมข้างเสาปูนซีเมน เกิดอะไรขึ้น ทำไมเรามึนหัวอย่างนี้ ร่างกายไร้ซึ่งกำลังเพียงแค่ลุกขึ้นยืนตัวตรงยังทำไม่ได้ มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา เธอเริ่มสงสัย
“ตึง” ประตูเหล็กตรงหน้าฟ้าใสเปิดออกอย่างรวดเร็ว ชายฉกรรจ์รูปกายอ้วนท้วน ผิวกายสีเข้ม เขามองมาที่เตียงอันว่างเปล่า ั์ตาขยายใหญ่ด้วยความตกตะลึง “เฮ้ย เฮ้ย......ซวยแล้ว...” ในขณะที่ริมฝีปากขยับไม่หยุดนิ่ง ดวงตาชำเลืองพบหญิงวัยรุ่นที่ตนตามหา เธอนอนควํ่าหน้าอยู่ข้างเสาพอดิบพอดี “มานี้เลย มาๆ” ชายฉกรรจ์กล่าวควบคู่กับกวักมือเรียก
ฟ้าใสนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้น ทำได้แค่มอง เธอไม่กล้าทำตามที่ชายฉกรรจ์บอก ทั้งนํ้าเสียง แววตา คำพูดคำจา บุคลิกและลักษณะท่าทางจากองค์ประกอบทั้งหมดนี้ ดูแล้วไม่น่าไม่ใจ
ชายฉกรรจ์เดินไปหาเธอทันที เขางอเข่าเล็กน้อย ก้มตัวลง ใช้มืออันแข็งกร้าวตบแก้มซ้าย ใบหน้าของฟ้าใสหันไปทางขวาตามทิศทางของมือ ฟ้าใสใช้มือมาปิดแก้มข้างซ้ายพร้อมสีหน้าและแววตาแสดงความหวาดกลัว ชายฉกรรจ์เตะศีรษะฟ้าใสเต็มๆ และนั้นเป็เหตุการณ์สุดท้ายที่ฟ้าใสรับรู้
.
.
.
.
“คอมพิวเตอร์มีจำนวนมากขนาดนี้ จะเอายังไงดีค่ะ” คุโรเนโกะว่า
“ผมคิดว่าคอมพิวเตอร์เหล่านี้ไม่น่าจะมีข้อมูลสำคัญ ส่วนใหญ่น่าจะเป็ข้อมูลต้นฉบับของหนังสือที่เตรียมจัดพิมพ์”
“ห้องถัดไปเป็ห้องสุดท้ายแล้ว”
“อืม ถ้าที่นั่นไม่เจออะไรก็แปลว่าอยู่ชั้นสาม”
คุโรเนโกะกับบิยา เดินออกมาจากห้องที่เต็มไปด้วยคอมพิวเตอร์และเครื่องถ่ายเอกสาร เมื่อออกมานอกห้อง บิยาใช้ผ้าสีขาวเช็ดลายนิ้วมือบริเวณลูกบิดประตู “เรียบร้อย”
“ค่ะ”
ณ หน้าห้องในสุดของชั้นสอง คุโรเนโกะหมุนลูกบิดประตู “แก๊บ แก๊บ”
“เหมือนประตูล็อคนะ”
“มาๆ ผมจัดการเอง” บิยาหยิบแท่งเหล็กขนาดเล็กเทียบเท่าไส้ดินสอขนาด3H เขาใช้สิ่งนี้สอดเข้าไปในช่องกุญแจของลูกบิด หมุนๆ หมุนๆ “แก็บ”
บิยาเปิดประตูออก เขาใช้ไฟฉายของโทรศัพท์มือถือสาดส่อง เบื้องหน้าพบเก้าอี้พังๆ ถังนํ้าพลาสติกแตกๆ เคสคอมพิวเตอร์เก่า ไม้ถูพื้นหักๆ
“เหมือนเป็ห้องเก็บของเลย”
“ฉันคิดเหมือนกันค่ะ”
ทว่าในเวลานี้เองคมสันกับกัตตูโซ่กำลังค้นกองเอกสารในห้องที่ชั้นบนสุด
“พึบ” กัตตูโซ่กับคมสันมองหน้ากันเสมือนรู้ใจว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ คมสันปิดไฟฉายโทรศัพท์มือถือและหลบหลังประตูพร้อมหยิบปืนที่เหน็บตรงเอวขึ้นมา เขาปลดล็อคเซฟปืน อีกฟากหนึ่งกัตตูโซ่หมอบลงใต้โต๊ะซึ่งตรงนี้สามารถมองเห็นประตู ใครเข้าออกจะเห็นส่วนขาได้อย่างชัดเจน
... ไร้เสียงใดๆ ... ทั้งสองคนดักรออยู่ตำแหน่งเดิมด้วยความอดทน เหงื่อค่อยๆรินไหลออกจากร่างกาย ห้องแห่งนี้ทั้งมืดและร้อนอบอ้าว การหลบอย่างนี้เป็เวลานานๆมันไม่สนุกหรือตื่นเต้นแต่อย่างใด “พึบ” เสียงดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงนี้ดังขึ้นในระยะใกล้ๆ
“แอ็ด” ประตูเปิดออก เผยให้เห็นต้นขาของผู้มาเยือน กัตตูโซ่สวมใส่สนับมือทั้งสองข้างเพื่อเตรียมเข้าสู่โหมดต่อสู้เต็มกำลัง คมสันหลบหลังประตูด้วยความเงียบ ทันทีที่ประตูปิด คมสันประจันหน้ากับผู้มาเยือน คมสันพบว่าผู้มาเยือนเป็บิยากับคุโรเนโกะ
“เกือบยิงไส้แตกแล้ว” คมสันกล่าว ทำให้คุโรเนโกะกับบิยาหันหลังกลับมามองด้วยความใ เมื่อกัตตูโซ่ได้ยินอย่างนั้นจึงออกจากที่ซ่อนและเก็บสนับมือ
“เป็ยังไงบ้าง” คุโรเนโกะถาม
“ชั้นสามไม่มีคอมพิวเตอร์ พวกเราฉุกคิดได้ว่ามีห้องเก็บเอกสารจึงตัดสินใจมาค้นหาที่ห้องนั้น” กัตตูโซ่ตอบ
“ยังไม่ตอบคำถามฉันเลยนะ” คุโรเนโกะบอก
“ไม่เจอข้อมูลอะไรเลย”
“ลองคัดลอกไฟล์ทั้งหมดในคอมพิวเตอร์ที่ชั้นสองดีหรือไม่” บิยาเสนอความคิดเห็น
“วิธีนี้ดีที่สุดเเล้ว” คุโรเนโกะบอก
“เห็นด้วย” กัตตูโซ่กล่าว
ทุกคนเดินลงบันไดจากชั้นบนสุดมาที่ชั้นสองอย่างรีบร้อน เพราะทั้งสี่คนรู้ว่าควรรีบจบภารกิจนี้ให้เร็วที่สุด
ณ ห้องเป้าหมาย “ไฟล์ข้อมูลใหญ่มาก มีความจุถึง 3,802 กิกะไบต์ (GB) ผมลงไปเอาฮาร์ดดิสก์พกพาที่อยู่ในรถก่อนนะ” กัตตูโซ่กล่าวก่อนเดินลงไป
“ลองคิดเล่นๆนะ สมมติว่ากัตตูโซ่ไม่เดินกลับมา” คมสันยังไม่ทันพูดจบประโยค บิยาพูดแทรกขึ้นว่า “ซวยไง”
“หวังว่ากัตตูโซ่จะไม่หักหลังพวกเรานะ” คุโรเนโกะพูด
“มันจะแย่กว่านี้มาก ถ้าหนึ่งในพวกเรามีคนทรยศ” บิยากล่าว
“อย่าพูดเื่ที่ทำให้พวกเราต้องสงสัยกันเอง” คมสันว่า
“ใช่ มันไม่ดีเลยค่ะ” คุโรเนโกะกล่าวสนับสนุน
“หรือพวกคุณทั้งสองคนร่วมมือกัน” บิยาพูดพร้อมมองแววตาของทั้งคู่
“เฮ้ย มโนไปกันใหญ่แล้ว” คมสันว่า
“อย่าให้ความกังวล ความกลัว ความระแวงกัดกินความสัมพันธ์ของพวกเรา” คุโรเนโกะบอกด้วยความจริงใจ
ฮาๆ ฮาๆ บิยาหัวเราะก่อนจะพูดต่อ “ผมล้อเล่น อยากลองใจพวกคุณดู จริงๆแล้วผมเชื่อใจทั้งคู่นั้นละ เพราะคมสันโดนดักทำร้ายถ้าผมไม่ช่วย ตอนนี้พวกเราคงอยู่ในงานศพของคมสันที่ประเทศไทยแน่ๆ ส่วนคุโรเนโกะ เรารู้จักกันมาหลายปี เวลาคุณปิดบังหรือไม่สบายใจ คุณจะเอานิ้วมือมาหมุนผมเล่นเป็รูปวงกลม และแววตาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน”
“ไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย” คุโรเนโกะพูดจบ กัตตูโซ่วิ่งขึ้นมาชั้นสองด้วยอาการเหนื่อยจากการวิ่งหลายร้อยเมตร
“เอามาแล้ว” กัตตูโซ่กล่าวพร้อมโชว์ถุงผ้าที่ห่อหุ้มฮาร์ดดิสก์พกพา
.
.
.
.
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ทุกคนมาพักที่คอนโดส่วนตัวของกัตตูโซ่ คอนโดขนาดห้าชั้นตั้งอยู่ใจกลางกรุงลอนดอน เมื่อเข้ามาในห้องพัก กัตตูโซ่แขวงหมวกใบโปรด เขาไม่รอช้ารีบเปิดคอมพิวเตอร์ทันที “วันนี้พักคอนโดผมไปก่อนนะ พรุ่งนี้ค่อยวางแผนกันใหม่”
“ฉันนอนโซฟาเอง” คุโรเนโกะบอก
“กัตตูโซ่...คุณคิดว่าใช้เวลานานไหม” คมสันถาม
“ไฟล์มีจำนวนมาก ใช้เวลาหลายชั่วโมงแน่นอน”
“มีอะไรให้กินบ้างกัตตูโซ่” บิยาถาม
“มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรถต้มยำกุ้งน้ำข้นอยู่ในครัว”
“มีใครเอาบ้าง ผมจะได้ทำทีเดียว”
“ฉันขอด้วย” คุโรเนโกะบอก
“เอาด้วย” คมสันตอบ
เสียงกดแป้นพิมพ์สลับกับการคลิกเม้าส์ดังเป็ทำนอง ดวงตาทั้งหกข้างหรือดวงตาสามคู่ต่างจับจ้องไปที่สิ่งเดียวกัน นั้นคือ จอคอมพิวเตอร์
ขณะที่คุโรเนโกะกับคมสันช่วยกัตตูโซ่ตรวจสอบไฟล์ข้อมูลที่ลักลอบออกมา โทรศัพท์มือถือของบิยาที่วางอยู่ข้างๆกัตตูโซ่ดังขึ้นพร้อมกับแสงสว่างจ้า กัตตูโซ่มองดูจอนั้นและกล่าว “บิยามีคนโทรมา”
“ใคร??”
“เขียนว่า ทีที”
“เอ่ย…คมสันรับสายได้เลย”
กัตตูโซ่ััหน้าจอและกล่าว “ฮัลโหล ผมกัตตูโซ่ จำได้หรือไม่”
ปลายทางของสายโทรศัพท์ไม่ตอบ มีเสียงหายใจเบาๆเปล่งเสียงเป็ระยะ กัตตูโซ่เปิดลำโพงให้ทุกคนฟังเสีนงนั้น
“บิยาอยู่ไหม” ปลายทางของสายโทรศัพท์พูด
“ตอนนี้บิยาติดธุระอยู่ คุยไม่สะดวก”
“ไม่เป็ไร พูดได้เลย” บิยาะโมาจากในครัว
“บิยา คุณพูดอะไรกับหลุยส์”
“ฮะ ผมไม่เข้าใจ”
“ระหว่างที่ผมพาเด็กทั้งสองคนไปส่ง หลุยส์ขับรถตัดหน้าผม และพาเด็กไป ซํ้าร้ายฝากะุไว้ที่ขาผมอีก”
คำพูดของเจมส์ทำให้ทุกคนรู้ได้ทันทีว่า หลุยส์คือคนทรยศ “คิดเหมือนกันใช่ไหม” คุโรเนโกะเอ่ย
คมสัน กัตตูโซ่ที่นั่งอยู่ด้วยกันพยักหน้าตอบ
บิยาเดินออกมาพร้อมถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรถต้มยำกุ้งน้ำข้น บิยาวางไว้บนโต๊ะหน้าทุกคน “เจมส์... คุณมีสิ่งของที่สมาชิกในองค์กรให้ไว้ติดตัวหรือป่าว”
“นาฬิกาข้อมือ หลุยส์ซื้อให้เป็ของขวัญวันเกิด”
“ถอดมันทิ้งไปซะ”
“...................”
“เจมส์ได้ยินไหม”
“เข้าใจ” เจมส์ถอดนาฬิกาข้อมือโยนออกจากหน้าต่างของโรงพยาบาล เขาพูดต่อ “ทิ้งเรียบร้อยแล้ว มันเป็เครื่องดักฟังใช่ไหม”
“น่าจะเป็อย่างนั้น” บิยาตอบ
“เราต้องไปช่วยเด็กๆ” เจมส์ว่า
“อย่าบอกเื่นี้กับสมาชิกคนอื่นๆในองค์กร พวกเราไม่มีหลักฐาน ที่สำคัญไม่รู้ว่าคนทรยศมีกี่คน เป็ใครบ้าง พวกเราต้องระวังตัวให้มากๆ”
“ลืม” หลังจากเจมส์วางสาย เขานั่งหลับตาอยู่บนเตียงผู้ป่วย ข้าแต่พระผู้เป็เ้า ข้อพระองค์ขอให้คุ้มครองเด็กทั้งสอง ให้ปลอดภัยลอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง ตอนที่เจมส์กำลังอธิษฐานภายในใจคนเดียว นางพยายามสาวสวยเข้ามาพบเขา
“คุณค่ะ นาฬิกาข้อมือเรือนนี้เป็ของคุณใช่ไหมค่ะ”
“เอะ” เจมส์ตกตะลึง
ซวยแล้วนาฬิกาที่โยนทิ้งไปนิน่า “เอ่ย... ใช่ครับ คุณเจอที่ไหน ผมกำลังหาอยู่พอดี”
“นาฬิกาของคุณตกลงไปโดนศีรษะคุณหมอแตก”
“หาาาาาา” ซวยซ้ำซวยซ้อนอะไรว่ะเนี่ย
.
.
.
.
ใน่เวลาเดียวกัน ฟ้าใสฟื้นคืนสติ ฟ้าใสขยับมือซ้ายไม่ได้ ฟ้าใสมองไปพบข้อมือตัวเองถูกล็อกไว้กับเตียง ฟ้าใสรวบรวมแรงทั้งหมดก่อนกระทำการกระชากอย่างรุนแรง มุ่งหวังให้หลุดพ้นจากพันธนาการ แต่ถึงกระนั้นกุญแจมือไม่มีแนวโน้มที่จะหลุดออกมา แต่ทว่าข้อมือฟ้าใสกลับมีรอยแดงจากการเสียดสี “เอี๊ยดอ๊าด” เสียงประตูดังขึ้น เมื่อฟ้าใสได้ยินเช่นนั้น เธอแกล้งนอนหลับ ในความมือมีทั้งความหวาดระแวงผสมปนเปกับการถูกคุกคาม ฟ้าใสลืมตาเพียงน้อยนิด เธอมองผ่านช่องว่างของขนตา พบบุคคลยืนหลังให้เธอ เื่ร่างห่อหุ้มด้วยชุดคลุมสีขาวหัวจรดเท้า ไม่มีอวัยวะส่วนใดออกมาจากชุดดังกล่าว ชุดมิดชิดมาก บุคคลนั้นยืนจัดเตรียมเข็มฉีดยา เขาหันหลังกลับมาหาฟ้าใสพร้อมถือเข็มฉีดยาที่มียาอยู่เต็มหลอด บุคคลนั้นไม่ทันระวังตัว ฟ้าใสแย่งเข็มฉีดยาจากมือ และปักเข็มฉีดยาบริเวณต้นแขนด้วยความรวดเร็วและรุนแรง พร้อมกับกดเข้าไป ตัวยาค่อยๆซึมซาบเข้าสู่กระแสเืของบุคคลดังกล่าว “อ๊าก อ๊าก” เสียงร้องอันแหลมคมเปล่งออกมาอย่างทรมาน ก่อนจะล้มลงไปนอนซักดิ้นบริเวณพื้นปูน
เป็ผู้หญิงเหรอเนี่ย ตอนแรกนึกว่าเป็ผู้ชาย ฟ้าใสคิดอย่างนั้น หลังจากสาวนิรนามซักดิ้นไปเป็เวลาครู่หนึ่งตอนนี้สาวนิรนามนอนนิ่ง ไม่รู้เสียชีวิตหรือไม่ ฟ้าใสเห็นพวงกุญแจมากมายห้อยอยู่บริเวณเอว ฟ้าใสขยับตัว เอื้อมมือขวาไปหยิบพวงกุญแจดังกล่าว
“ได้แล้ว ไชโย” ฟ้าใสเผลอพูดออกมา เธอทดลองใช้กุญแจปลดล็อกที่ละอัน จนในที่สุดเธอหลุดพ้นจากพันธนาการได้เสียที
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่อ่านมาถึงบทสุดท้ายของนิยายเล่มแรก โปรติดตามต่อในเล่มที่ 2 สวัสดีครับ