ตอนที่ 117 มหาวิทยาลัยออโร่ร่า
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ณ มหาวิทยาลัยออโรร่า
ที่นี่นับว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ มันตั้งอยู่ในเมืองหลวงและตั้งชื่อตามชื่อประเทศ เรียกได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยแรกๆ ตั้งแต่ประเทศนี้ก่อตั้งขึ้น
ด้วยประวัติศาสตร์ที่มีเกือบหนึ่งหมื่นปีทำให้มันกลายเป็นสถานที่ที่รวบรวมนักปราชญ์ของประเทศนี้ไว้มากมาย
แม้มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะไม่ติดมหาวิทยาลัยในฮันเดดลีก แต่ชื่อเสียงทางวิชาการก็ยังมีชื่อเสียงอยู่ในต่างประเทศ
เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่จึงยังคงรักษาเอาไว้มานับตั้งแต่อดีต นั่นจึงทำให้อาคารเรียนส่วนใหญ่นั้นอยู่ในรูปแบบของปราสาท
ใช่แล้ว มหาวิทยาลัยออโรร่านั้นมีปราสาทใหญ่โตอยู่มากมาย
หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบการปกครอง ผู้คนที่ร่ำรวยก็ยิ่งมีมากขึ้น แน่นอนว่าพวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ดังนั้นเพื่อแสดงออกถึงความร่ำรวยของตนเอง พวกเขาจึงเสนอเงินสร้างต่อเติมอาคารเรียน ซึ่งก็คือปราสาทเหล่านี้
นั่นจึงทำให้ปราสาทเหล่านี้มีขนาดที่ใหญ่โตและมียอดหอคอยมากมายผุดออกมาเป็นภาพที่งดงาม
ทั้งนี้รอบๆ ของปราสาทก็ยังมีหอคอยนักเวทมากมายซึ่งเป็นที่พักของเหล่าศาสตราจารย์นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพของมหาวิทยาลัยออโรร่าราวกับเป็นภาพแห่งความฝันที่ปรากฏขึ้นในเทพนิยายต่างๆ
ภายในห้องทำงานที่อยู่หนึ่งในยอดหอคอยของปราสาท ชายร่างท้วมผมขาวโพรนกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่กับกล้องเวทมนตร์ขยาย มือทั้งสองของเขายื่นไปด้านหน้า เส้นใยพลังเวทมากมายเหมือนกำลังเชื่อมต่ออยู่กับวัตถุชิ้นหนึ่งที่กล้องกำลังส่องอยู่
สายลมพัดออกมาจากวัตถุชิ้นนั้นเป็นระยะๆ
หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าอักขระรูนมากมายกำลังถูกสลักลงไปยังวัตถุนั้น
ทว่าเนื่องจากมันเป็นวัตถุที่ชิ้นเล็กเกินไป พลังเวทที่แผ่ออกมาจากหินเวทที่ฝังลงไปนั้นกำลังหล่อเลี้ยงค่ายกลอยู่ตลอดเวลา
เวลานั้นเองดวงตาของเขาก็หรี่แคบลง ก่อนจะละสายตาออกจากกล้องเวทมนตร์พร้อมกับละทั้งสองมือออกมาด้วย
เขาถอนหายใจออกมาแล้วเอ่ยพึมพำ “ไม่ไหวๆ มันมีขนาดเล็กเกินไป แหล่งพลังเวทย่อมไม่เพียงพอต่อการทำงาน ถ้ามีแหล่งพลังงานที่มากกว่านี้ก็คงจะไม่มีปัญหา”
ชายชราร่างท้วมละออกมาจากโต๊ะที่มีอุปกรณ์ทดลองมากมายแล้วเดินไปยังจุดหนึ่งที่มีโต๊ะทำงานและเอกสารต่างๆ ตั้งอยู่
เขาหยิบเอกสารเหล่านั้นขึ้นมาอ่าน ที่นี่คือห้องทำงานของเขาซึ่งใช้เป็นห้องทำงานเอกสารและห้องทดลองในเวลาเดียวกัน
หากสังเกตเข็มกลัดสีเงินกลางหน้าอกของเขาก็จะพบว่ามันมีจำนวนดาวอยู่ถึงหกดาว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น หากไม่ได้รับอนุญาตประตูบานนั้นจะไม่เปิด
ชายชราร่างท้วมยกมือของตนเองขึ้นและสะบัดเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจ
แกร๊ก ...
แล้วบานประตูก็เปิดออก หญิงสาวสวมแว่นในชุดสูทสีขาวเดินเข้ามา บนหน้าอกของเธอมีเข็มกลัดสีเงินสามดาว
“มีอะไรหรอออรีน?” ชายชราร่างท้วมเอ่ย
“ศาสตราจารย์อูเธอร์คะ นิตยสารเวทมนตร์ออโรร่ามีผลงานชิ้นหนึ่งต้องการให้คุณพิชญพิจารณ์ค่ะ” ออรีนกล่าวพร้อมกับวางซองเอกสารลงบนโต๊ะทำงานของอูเธอร์
ชายชราร่างท้วมเลิกคิ้วขึ้น
“เป็นเรื่องอะไร?” เขากล่าวก่อนจะเปิดซองเอกสารแล้วหยิบพวกมันออกมา
ช่วงนี้เขาไม่ได้รับงานพิชญพิจารณ์มาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งมอร์แกนก็รู้เรื่องนี้ แต่ก็ยังส่งงานชิ้นนี้มาให้เขา
เมื่อได้เห็นหัวข้อของผลงานดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมา
“การย่อสูตรเวทสายลมอย่างนั้นหรอ?”
อูเธอร์ไม่ลังเลที่จะอ่านเนื้อหาด้านในในทันที
โลกความเข้าใจของอูเธอร์ทำงานอย่างรวดเร็ว อย่างไรเขาก็เป็นนักปราชญ์คนหนึ่ง ข้อความขั้นตอนการย่อสูตรเวทนี้เขาสามารถทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
“วิทยานิพนธ์นี้เขียนให้เข้าใจได้ง่ายมาก มันดูไม่เหมือนงานของพวกนักวิชาการที่อยู่มานานและไม่เหมือนงานของนักศึกษา แต่เหมือนเขียนให้เป็นสื่อการสอนมากกว่า”
อูเธอร์ไม่ลังเลที่จะพลิกดูหน้าปกทันที แล้วเขาก็ได้เห็นชื่อเจ้าของงานชิ้นนี้
“พริสตันคนนี้เป็นใครกัน?”
ท่าทางของอูเธอร์แทบจะเป็นเหมือนกับทุกคนก่อนหน้านี้ พวกเขาล้วนประหลาดใจที่คนของพริสตันที่นอกเหนือจากออสตินปรากฎตัวในประเทศนี้
เขาเลิกสนใจพริสตันคนนี้อย่างรวดเร็ว แต่ลุกขึ้นไปยังโต๊ะทดลองของตนเอง
“ฉันไม่สามารถหาวัสดุเวทที่ทั้งเล็กและให้พลังมากมาได้ หรือต่อให้หามาได้มันก็ไม่คุ้มที่จะทำอาร์ติแฟคชิ้นนี้อย่างแน่นอน แต่ถ้าหากฉันสามารถนำสูตรย่อเวทนี้ไปประยุกต์ใช้ บางทีมันอาจจะสำเร็จก็ได้”
อูเธอร์ไม่ลังเลที่จะทำบางอย่างด้วยอารมณ์ที่ตื่นเต้น
วันนั้นทั้งวันเขาปิดห้องทำงานของตนเองโดยไม่รับแขก
เนื่องจากอูเธอร์ยังเป็นแค่นักปราชญ์ ไม่ใช่มหาปราชญ์ เขาจึงไม่มีสิทธิ์ได้รับหอคอยเวทมนตร์ของตนเอง ที่นี่จึงกลายเป็นห้องทำงานของเขาที่ใช้เป็นห้องทดลองและทำงานวิจัยของตนเอง
ซึ่งสิ่งประดิษฐ์ที่เขากำลังสร้างอยู่นี้บางทีมันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาคว้าดาวที่เจ็ดของเข็มกลัดสีเงินมาก็ได้
เส้นทางของมหาปราชญ์นั้นยังยาวไกลสำหรับเขา แต่มันก็ยังดีที่เขามีจุดเริ่มต้น
ผู้คนไม่สามารถเข้าห้องทำงานของอูเธอร์ได้ พวกเขาต่างรู้ว่าอูเธอร์กำลังหมกตัวทำงานวิจัยของตนเองอย่างจริงจัง จนผ่านไปวันรุ่งขึ้นประตูห้องทำงานของเขาก็เปิดออก
อูเธอร์ปรากฏตัวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แม้ว่าสภาพของเขาในตอนนี้จะดูเหนื่อยล้าก็ตาม
“ฉันตรวจวิทยานิพนธ์เรื่องนี้เสร็จแล้ว เธอนำมันเอาไปให้มอร์แกนด้วย อ้อ ... แล้วฉันฝากขอบคุณเขาด้วย” มอร์แกนกล่าวอย่างอารมณ์ดีแล้วเขาก็เดินออกไปในทันที
หญิงสาวที่เป็นผู้ช่วยของเขาค่อนข้างมึนงงเล็กน้อย ที่เธอพึ่งมาทำงานก็เห็นศาสตราจารย์อูเธอร์เดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี ทั้งเขาที่อาการหงุดหงิดของเขาเกิดขึ้นนับเดือนได้แล้ว
เธอเห็นอาจารย์ของเธออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อยู่หลายครั้ง บางครั้งเธอก็แทบจะเก็บอารมณ์ของตัวเองไว้ไม่ไหวเช่นกัน หากไม่ใช่เพราะว่าอูเธอร์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาปริญญาแพทตินั่มของเธอ เธอไม่มีทางอดทนได้ขนาดนี้แน่
แต่ใครใช้ให้ระบบการศึกษากำหนดว่านักศึกษาปริญญาแพทตินั่มจะต้องหาอาจารย์ที่ปรึกษาของตนเองให้ได้ และศาสตราจารย์เหล่านี้ก็เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของเธอ
ผู้คนส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียนจบปริญญาแพทตินั่มนับสิบปี นั่นก็เพราะว่าพวกเขาจะต้องกลายเป็นนักวิชาการชั้นสูงหรือเข็มกลัดเงินสี่ดาวเป็นอย่างน้อย พวกเขาถึงจะมีคุณสมบัติจบการศึกษา
หากเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาที่ไม่ได้เรื่อง แต้มทางวิชาการคงจะเพิ่มขึ้นช้า เพราะฉะนั้นมันจึงไม่แปลกที่ชะตาชีวิตของนักศึกษาปริญญาแพทตินั่มจะขึ้นอยู่กับอาจารย์ที่ปรึกษา
“ยังไงก็เถอะ เห็นอูเธอร์อารมณ์ดีแบบนี้ หมายความว่าเขาจะต้องพบกับความสำเร็จบางอย่าง ครั้งนี้แต้มวิชาการของฉันจะเพิ่มขึ้นอีกแล้ว”
เมื่อคิดได้อย่างนี้หญิงสาวก็พอใจ เธอรีบออกไปทำตามคำสั่งของอูเธอร์ทันที