ยามที่นางฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้งก็พลันพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนฟูกนอนเก่าคร่ำคร่าที่มีกลิ่นเหม็นอับจนชวนให้คนวิงเวียนศีรษะและอยากอาเจียนเมื่อมองไปรอบๆนางจึงได้เห็นว่ายามนี้นางไม่ได้นอนอยู่บนพื้นหินที่ปกคลุมไปด้วยวัชพืชอันรกรุงรังอีกแล้วแต่นางกลับกำลังนอนอยู่ในบ้านไม้หลังเล็กที่ทั้งเก่าและผุพังหลังคาที่ปกคลุมอยู่้าก็จวนเจียนจะพังมิพังแหล่แล้วส่วนเนื้อตัวของนางในยามนี้มีร่องรอยการทำแผลและพันแผลอย่างประณีตแม้ว่าผ้าที่ใช้พันแผลจะเก่าอยู่บ้างแต่สะอาดดีเพราะนางเคยคุ้นชินกับการทำแผลด้วยฝีมืออันหยาบกระด้างของแพทย์ทหารสกุลฉู่มาก่อนจึงทำให้นางอดรู้สึกชื่นชมการพันแผลของคนที่ช่วยเหลือนางไม่ได้
เสียงบุรุษที่พูดคุยกันอยู่ด้านนอกทำให้นางพลันขมวดคิ้วในทันทีไม่ใช่แค่เพียงตกหน้าผาแต่ยามนี้นางยังถูกบุรุษช่วยเหลือเอาไว้อีกต่อให้นางสามารถกลับจวนสกุลลั่วได้ชื่อเสียงของนางก็คงจะกู่ไม่กลับแล้วอีกทั้งในยามนี้นางถูกใครช่วยเหลือเอาไว้ก็ยังไม่รู้เลยอีกทั้งยังไม่แน่ใจว่าคนที่ให้ความช่วยเหลือนางเป็คนร้ายหรือว่าคนดีที่มีน้ำใจต่อนางอย่างแท้จริงก็ยากจะคาดเดาในยามนี้นางที่อยู่ในร่างของลั่วอันฉีพลันรู้สึกอับจนหนทางอยู่บ้างจริงๆ
“คุณชายหากนายท่านรู้ว่าท่านหลบหนีเข้าเมืองหลวงโดยพลการเช่นนี้คงจะไม่ดีแน่มิสู้คุณชายติดตามข้ากลับจวนสกุลโจวที่อยู่นอกเมืองก่อนแล้วค่อยกลับหนิงตูก็ยังไม่สาย”คำว่าสกุลโจวและหนิงตูที่ดังเข้ามาด้านในทำให้นางพลันนอนนิ่งเพื่อฟังเสียงพูดคุยของคนข้างนอกในทันที
“ข้าไม่กลับหากข้าไม่ได้ศพของนางกลับไปด้วยข้าก็จะไม่มีทางยอมกลับเยี่ยนหนิงคือภรรยาที่ยังไม่ทันได้แต่งของข้าฝ่าามีสิทธิ์อันใดที่คิดบีบบังคับจะยกนางให้ผู้อื่นเช่นนี้แถมยังทรงคิดจะยกให้พวกโจรชั่วแคว้นเป่ยด้วยนี่ไม่เท่ากับเป็การบีบบังคับให้นางต้องตายทางอ้อมหรอกหรือ”
“คุณชายท่านลดเสียงลงหน่อยเถิดหากผู้อื่นได้ยินเข้าโทษฏจะไม่ได้ตกอยู่ที่คุณชายเพียงคนเดียวแต่คนสกุลโจวทั้งสกุลของเราอาจจะได้รับโทษทัณฑ์นี้ไปทั้งหมด”
“หึหึ ท่านลุงท่านคิดว่าแม้ข้าไม่พูดถ้อยคำประโยคนี้ออกมาสกุลโจวของพวกเราจะไม่กลายเป็ฏเช่นนั้นหรือสิ้นสกุลฉู่แล้วท่านรอดูเถิดสกุลต่อไปที่ฝ่าาคิดกำจัดย่อมหนีไม่พ้นสกุลโจวของข้าเป็แน่”คำพูดประโยคนี้ทำให้สตรีที่นอนฟังอยู่นิ่วหน้าหากนางเดาไม่ผิดคนที่อยู่ข้างนอกน่าจะเป็คนที่ฉู่เยี่ยนหนิงเคยรู้จักแต่ยามนี้นางคือลั่วอันฉีแล้วนางจึงไม่มีสิทธิ์ไปออกความเห็นโต้แย้งกับคนข้างนอกได้อีกว่านางไม่ใช่สตรีที่ยังไม่ได้แต่งของเขาแต่สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกเบาใจลงได้ก็คือคนที่ช่วยเหลือนางไม่ใช่คนร้ายเพราะฉะนั้นยามนี้นางพอจะมีหนทางรอดแล้ว
“จริงสิเมื่อวานนี้ข้าเก็บสตรีผู้หนึ่งขึ้นมาจากปากเหวได้ าแภายนอกไม่มีอันตรายเท่าใดมีแต่ความบอบช้ำภายในที่้าการดูแลดูจากเสื้อผ้าของนางแล้วนางไม่น่าจะใช่หญิงชาวบ้านธรรมดาทั่วไปข้าจึงคิดว่าท่านควรจะเข้าไปสอบถามนางเสียหน่อยว่านางดีขึ้นแล้วหรือยังอีกทั้งนางตื่นขึ้นมาฟังพวกเราพูดคุยอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ท่านก็เข้าไปสอบถามกับนางเอาเองก็แล้วกันว่านางอยากกลับจวนของนางอย่างปลอดภัยโดยไม่เอ่ยถึงพวกเราหรือว่านางอยากจะให้พวกเราจัดการกำจัดนางเสียเพื่อปิดปาก”
เมื่อคนข้างนอกเอ่ยเช่นนี้ลั่วอันฉีก็เม้มปากแน่นผ่านมาหลายปีแล้วนิสัยของคนข้างนอกก็ยังไม่เคยเปลี่ยน ยามนี้คงมีเพียงนางกระมังที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วแถมยังเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็คนละคนแล้วอีกด้วยยามที่เสียงเปิดประตูและเสียงฝีเท้าของคนผู้หนึ่งเดินมาใกล้นางนางจึงได้ถลึงตาใส่คนตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการข่มขู่
“หากพวกท่านสามารถหาหนทางกลับจวนให้ข้าได้โดยที่ข้าไม่เสื่อมเสียชื่อเสียงข้าคนนี้ย่อมจะไม่พูดให้ตนเองต้องย่อยยับอับปางเช่นเดียวกันหวังว่าคุณชายใหญ่โจวจะเข้าใจในคำพูดของข้า”เมื่อลั่วอันฉีเอ่ยเช่นนี้บุรุษที่เมื่อครู่นี้ยังยืนอยู่ด้านนอกก็รีบเดินเข้ามาในห้องดันคนของตนให้พ้นทางแล้วเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการข่มขู่
“รู้เสียด้วยว่าข้าคือคุณชายใหญ่ของสกุลแม่นางน้อยนี่จะไม่เป็การเอาเปรียบกันไปหน่อยหรือข้ายังไม่รู้เลยว่าเ้าคือคุณหนูจากสกุลใด”คำพูดของโจวเกาหล่างทำให้ลั่วอันฉีจ้องมองเข้าด้วยดวงตาอันกลมขับเน้นให้ดวงหน้าเรียวงามของนางยิ่งเล็กลงไปอีกแต่ดวงตาที่นางใช้จ้องมองเขากลับทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาดใจ
“ข้าคือคุณหนูใหญ่จวนสกุลลั่วท่านปู่ของข้าคืออัครเสนาบดีลั่วที่ปรึกษาข้างพระวรกายขององค์ฝ่าาหากท่านยินยอมช่วยเหลือข้า วันหน้าข้าย่อมจะสามารถเป็หูเป็ตาให้ท่านได้ท่านกำลังกังวลอยู่มิใช่หรือว่าสกุลต่อไปที่จะถูกกำจัดก็คือจวนสกุลโจวของท่าน”คำพูดของนางทำให้โจวเกาหล่างยื่นมือมาที่ลำคออันบอบบางของนางแล้วก้มลงมาเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ช่วยเ้าหรือเหตุใดข้าต้องช่วยเหลือเ้าด้วยแค่ข้าออกแรงที่มือสักเล็กน้อยลำคออันบอบบางของเ้าก็คงจะหักคามือของข้าแล้ว”คำพูดของโจวเกาหล่างทำให้ลั่วอันฉีหัวเราะออกมาแววตาที่นางใช้สบตาเขาไม่มีวี่แววว่าจะหวาดกลัวเข้าเลยสักนิด
“ความตายไม่ใช่สิ่งที่ข้ากลัวหากข้าหวาดกลัวความตายข้าก็คงไม่ตัดสินใจะโลงจากหน้าผาเพื่อหลีกเลี่ยงกลุ่มคนที่ตั้งใจจะิ่เกียรติของข้าหรอกข้าลั่วอันฉียอมหักไม่ยอมงอ ยอมตายแต่ไม่ยอมเสื่อมเกียรติการฆ่าตัวตายอาจจะดูเหมือนคนโง่แต่คนโง่เช่นข้าก็คิดคำนวณดีแล้วว่าไม่ว่าจะเลือกหนทางใดสุดท้ายก็ตายอยู่ดีข้าก็แค่เลือกหนทางที่ได้ตายอย่างไม่ทุกทรมานเช่นนั้นเอง”คำพูดของลั่วอันฉีทำให้อุ้งมือที่กำลำคอของนางอยู่พลันคลายออกในทันที
“ยอมหักไม่ยอมงอยอมตายแต่ไม่ยอมเสื่อเกียรติ... นางก็คงจะคิดเช่นเดียวกับเ้าสินะ”โจวเกาหล่างเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าส่วนลั่วอันฉีนั้นนางเองก็หลุบดวงตาลงเพื่อปิดบังแววตาที่เต็มไปด้วยความรวดร้าวเช่นกันใช่แล้ว! ลั่วอันฉีและฉู่เยี่ยนหนิงมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือถูกผู้อื่นบีบคั้นให้ต้องเลือกเส้นทางสู่ความตาย