การฝึกคนย่อมต้องมีครูฝึกครั้นจะให้ลู่ิหลันฝึกคนเดียวก็เห็นจะเหน็ดเหนื่อยเกินไปจะให้สาวใช้ที่ติดตามนางมาช่วยก็ดูจะไม่งามนักอู๋เสี่ยวหรันจึงตัดสินใจให้องครักษ์เงา ออกจากการเป็เงามาช่วยงานนางทั้งหมดเพราะตอนนี้คนยิ่งมากก็ยิ่งดีและยิ่งเป็คนที่ไว้ใจได้นั่นยิ่งทำให้การทำงานราบรื่นมากขึ้น
“ทำเช่นนี้จะดีหรือขอรับเหลือไว้สักสามถึงห้าคนเป็องครักษ์เงาต่อไปหากมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นจะได้จัดการได้ทันท่วงที”
สามสิบแย้งขึ้นมา
“สามสิบเ้าเองก็รู้ว่าตอนนี้ข้ากำลังก่อตั้งสำนักคุ้มภัยข้า้าคนที่จะสามารถไว้วางใจได้มาช่วยงานในทุก ๆ เื่ทั้งดูแลสำนักทั้งดูแลตัวข้า ไหนจะเื่การฝึกฝนคนและจับตาดูคนนอกเื่ทั้งหมดนี้เราทำกันเพียงสี่ห้าคนคงจะไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกเ้าทั้งสิบคนจะต้องออกมาช่วยงานข้าในที่แจ้งได้แล้ว”
อู๋เสี่ยวหรันเริ่มชักแม่น้ำทั้งห้ามาเกลี้ยกล่อมเขา
“ถ้าเช่นนั้นขอให้มีสองคนที่ยังทำหน้าที่เป็องครักษ์เงาต่อไปเถิดขอรับหากว่าคนที่เหลือปฏิบัติงานไม่ไหวจริง ๆถึงเวลานั้นให้พวกเขาออกมาจากเงาก็ยังไม่สาย”
เมื่ออู๋เสี่ยวหรันได้ฟังสามสิบพูดดังนั้น คิดว่านี่คงเป็การถอยให้นางถึงที่สุดของเขาแล้ว
“เช่นนั้นก็ได้มอบหมายเื่การจัดสรรคนให้เป็หน้าที่ของเ้าเลยก็แล้วกันหลังจากตกลงได้แล้วว่าใครจะออกมาช่วยงานข้าค่อยมาพบข้าเพราะพวกเ้าจะต้องมีชื่อสักทีเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
วันเวลาผ่านไปจนครบอีกหนึ่งเดือนที่เฉิงอ๋องออกเดินทางไปยังต้าเลี่ยอู๋เสี่ยวหรันก็ได้รับข่าวจากกวนหย่งเล่อที่ส่งข่าวมาถึงลู่ิหลัน ว่าเขากำลังจะเดินทางข้ามชายแดน
วันที่เขามาส่งข่าวเป็วันเดียวกันกับที่หมอพเนจรหรือตอนนี้ต้องเรียกเขาว่าหมอฉางมาจับชีพจรให้กับอู๋เสี่ยวหรันพอดี
“เอาล่ะแม่นางอู๋ตอนนี้ร่างกายของท่านเป็ปกติแล้วไม่มีพิษในร่างกายอีกจากนี้ก็จะเป็การบำรุงอวัยวะภายในให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม......ขอแสดงความยินดีด้วย”
หมอฉางบอกกับนาง สาวใช้อีกสองคนที่อยู่ด้วยในห้องก็ส่งเสียงแสดงความยินดีกับอู๋เสี่ยวหรันด้วยเช่นกัน
“ขอบคุณท่านหมอมากเ้าค่ะที่ดูแลข้ามาตลอดหลายเดือนนี้ว่าแต่ซุนหนี่นางเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ”
“นางหนูซุนคนนั้นเก่งมากเลยล่ะหากได้ฝึกฝนอีกสักนิดมีอาจารย์เก่ง ๆ สักคน รับรองว่าอีกไม่นานนางจะเก่งกว่าหมอชราเช่นข้าแล้ว” หมอฉางชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอฝากให้ท่านช่วยรับนางเป็ศิษย์ได้หรือไม่”
“เื่ที่จะให้ข้ารับนางมาเป็ศิษย์ไม่มีปัญหาอยู่แล้วเพราะอย่างไรเสียข้าก็ต้องส่งต่อความรู้วิชาแพทย์นี้ที่ได้ร่ำเรียนมาจากอาจารย์ไม่ให้มันสูญหายหรือตายไปพร้อมข้าแต่เื่นี้คงต้องถามความสมัครใจของนางก่อน” หมอฉางเองก็แสดงความยินดีอย่างไม่ปิดบัง
เหลียนฮวาที่อยู่ในห้องด้วยได้ยินการสนทนาของทั้งสองจึงตัดสินใจบางอย่างและเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับคุกเข่าลงตรงข้าง ๆตัวของอู๋เสี่ยวหรัน
“ท่านจะฝากเพียงแค่ซุนหนี่คนเดียวเท่านั้นหรือเ้าคะฝากข้าให้เป็ศิษย์ของท่านหมอฉางด้วยสักคนมิได้หรือเ้าคะ”
อู๋เสี่ยวหรันยังไม่ทันได้ตอบคำสาวใช้หมอฉางที่นั่งข้าง ๆ ได้ฟังก็ตบเข่าฉาดและหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆ ๆเ้าเด็กคนนี้ข้าคิดอยู่ว่าเมื่อไร จะมาคารวะข้าเป็อาจารย์เสียทีหลอกเรียนวิชาของข้ามาก็นานสองนานแล้ว”
“หา! ใครหลอกท่านกันท่านเต็มใจต่างหาก” เหลียนฮวาหันไปตอบคำหมอชรา
“ข้าว่าเ้าเข้าใจผิดประเด็นแล้วล่ะเหลียนฮวายังไม่รีบไปยกน้ำชามาคารวะท่านหมอฉางอีก” หางเสียงของอู๋เสี่ยวหรันสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าสาวใช้ของนางยังคงทำหน้าซื่อบื้ออยู่
“โอ้! เ้าค่ะ ๆท่านหมอฉางท่านรอสักครู่”
เหลียนฮวาลนลานรินน้ำชาและยกถ้วยชาร้อนโดยใช้สองมือชูขึ้นเหนือหัว เพื่อคารวะขอให้หมอฉางรับนางเป็ศิษย์
หมอฉางเองก็มิได้รีรอเขารับน้ำชาจากเหลียนฮวาและจิบมันสองสามคำ
“ต่อจากนี้ไปเหลียนฮวาเ้าเป็ศิษย์คนแรกของข้านับเป็ศิษย์รุ่นที่สิบสองอย่างเป็ทางการแล้ว”
“ขอบคุณท่านอาจารย์เ้าค่ะ”
“ดี ๆ ข้าเป็พยานให้กับพวกท่านเองวันนี้นับเป็วันดีจริง ๆเย็นนี้ข้าจะให้อาหนี่ทำหม้อไฟเผ็ดร้อนเพื่อเป็การฉลองก็แล้วกัน”
“บ่าวว่าท่านกำลังหาเื่จะกินหม้อไฟมากกว่าเ้าค่ะ”
เหมยฮวาที่อยู่ในห้องด้วยกล่าวหยอกล้อผู้เป็นาย
“เหอะ...ข้ารู้นะว่าพวกเ้าเองก็ชื่นชอบหม้อไฟเผ็ดร้อนของเ้าเด็กนั่นเช่นกันไปช่วยกันเตรียมวัตถุดิบได้แล้ว เดี๋ยวซุนหนี่นางลงมาจากูเา จะได้เริ่มทำกันเลย”
หลังจากหมอฉางและสาวใช้ทุกคนออกไปแล้วลู่ิหลันก็เข้ามาพบนาง โดยมีกระดาษแผ่นเล็ก ๆ มาด้วยเขายื่นกระดาษใบนั้นให้กับอู๋เสี่ยวหรัน
“นี่เป็สารจากชายแดนขอรับ”
อู๋เสี่ยวหรันไม่ปฏิเสธนางหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านพบว่าข้อความด้านในบอกว่าเฉิงอ๋องถูกลอบโจมตีหลายครั้งั้แ่อยู่ในเขตฮุ่ยหลงแต่เขาก็เอาตัวรอดไปได้ทุกครั้ง
“เฉิงอ๋องนี่มีศัตรูรอบด้านจริง ๆยิ่งอยู่สูงเท่าไรก็ยิ่งหนาวเท่านั้น”
อู๋เสี่ยวหรันพูดออกมาเบา ๆจากนั้นก็โยนกระดาษแผ่นนั้นลงบนโต๊ะตรงหน้า แล้วหันมาคุยกับลู่ิหลันต่อ
“ว่าแต่คนของเราเป็อย่างไรบ้างพอจะมีใครน่าสนใจเป็เมล็ดพันธุ์ชั้นดีบ้างหรือไม่”
“มีคนรุ่นใหม่ที่หน่วยก้านดีหลายคนขอรับส่วนคนอื่น ๆ ก็ตั้งใจดีเช่นกัน แม้ว่าพร์ของพวกเขาจะธรรมดาไปสักหน่อยก็ตาม”
“อืมหากมีความตั้งใจและขยันขันแข็งพร์ก็ไม่จำเป็หาตำแหน่งที่เหมาะสมให้กับพวกเขาเรายังต้องใช้คนอีกมากแล้วก็ต้องฝึกฝนคนที่จะอยู่ประจำการที่สำนักงานของพวกเราในเมืองหลวงด้วย”
“เื่คนที่จะอยู่รับงานคงต้องให้สาวใช้ของท่านบางคนไปดูแลก่อนขอรับเพราะคนของเราที่มีตอนนี้ไม่มีใครอ่านออกเขียนได้เลยแม้แต่คนเดียว”
“อ่า…จริงสิข้าลืมเื่นี้ได้อย่างไรไว้เื่ที่สำนักคุ้มภัยข้าจะจัดการต่อเอง….ิหลันอาการาเ็ของเ้าเป็อย่างไรบ้างแล้ว”
เมื่อพูดถึงอาการาเ็สีหน้าของลู่ิหลันก็ดูจะสดใสขึ้นเล็กน้อย
“ดีขึ้นมากแล้วขอรับซุนหนี่นางฝังเข็มให้ข้าทุกวันตอนนี้ก็ทำติดต่อมาครบเจ็ดวันแล้ว ทำให้การเคลื่อนไหวไม่ติดขัดเหลือก็เพียงแต่ส่วนของเส้นเอ็นนางบอกว่ามันสามารถหายเองได้เพียงแต่ต้องกินยาช่วยเพื่อให้หายเร็วขึ้น”
“นางอายุยังน้อยก็เก่งเื่การแพทย์ขนาดนี้แล้วระหว่างที่อยู่กับนางมีอะไรที่ดูผิดปกติบ้างหรือไม่”
อู๋เสี่ยวหรันคิดว่าความสามารถของเด็กคนนี้ช่างไม่เหมือนเด็กอายุสิบสี่สิบห้าปีเอาเสียเลย
ลู่ิหลันทำท่าครุ่นคิดทบทวนอยู่ชั่วครู่เขาก็ตอบว่า
“นอกจากความคิดความอ่านและการวางตัวที่ดูแก่เกินวัยส่วนเื่อื่น ๆ ที่เหลือก็ไม่มีอะไรผิดปกติขอรับ”
“ถึงแม้ว่านางจะเก่งและมีประโยชน์ต่อพวกเราอยู่มากแต่จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด”
“เข้าใจแล้วขอรับข้าจะให้อาเจินช่วยจับตาดูนางอีกแรง”
ก่อนที่ลู่ิหลันจะแยกตัวออกไปอู๋เสี่ยวหรันก็นึกอะไรบางอย่างได้
“จริงสิข้าเพิ่งนึกบางอย่างออกข้าอยากจะสร้างพรรคขึ้นมาหรือไม่ก็กลุ่มอะไรก็ได้ขึ้นมาสักกลุ่มแต่ให้พวกเขาอยู่ในยุทธภพเพื่อเป็กำลังเสริมให้กับพวกเราในอนาคต”
อู๋เสี่ยวหรันพูดด้วยท่าทางที่จริงจัง
“เื่นี้อาเจินอาจจะช่วยพวกเราได้ขอรับ”
“อาเจินเมียเ้าน่ะหรือ”
“ใช่ขอรับแท้จริงแล้วอาเจินเป็บุตรสาวเ้าสำนักหนึ่งในยุทธภพมีสำนักอยู่ทางเหนือของเขาไถ่ซาน แต่กลับถูกน้องชายของบิดาตลบหลังยึดอำนาจไปครอบครัวของนางถูกสังหารทั้งหมดเหลือเพียงตัวนางเองที่เอาตัวรอดมาได้
หากพวกเรากลับไปรวบรวมพรรคพวกผู้ภักดีต่อบิดาของนางอาจจะพอมีทางยึดเอาอำนาจนั้นคืนมา อีกอย่างคนส่วนใหญ่ในพรรคนั้นก็มีความแค้นกับเซี่ยวอ๋อง และฮ่องเต้ของต้าเลี่ยอยู่เช่นกัน”
“พรรคที่เ้าว่าคงไม่ใช่พรรคเหมาไถกระมัง”
“พระชายาเดาถูกแล้วขอรับ”
เขายอมรับว่าใมากพี่พระชายาเอกคนนี้รู้และสามารถคาดเดาออกได้แม้กระทั่งชื่อพรรคที่อยู่ห่างไกลออกไป
“ก็เป็ทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่งที่เราจะเพิ่มกำลังคนได้รวดเร็วเอาเื่นี้ไปคุยกับเมียของเ้าเสีย หากนางเห็นด้วยเมื่อไรที่หิมะหยุดพวกเราจะไปยึดเอาที่นั่นมาแต่ถ้าหากนางคิดว่านางไม่้ากลับไปแล้วก็ปล่อยผ่านเื่นี้เสียพวกเราค่อยหาวิธีอื่นต่อไป”
สีหน้าท่าทางของอู๋เสี่ยวหรันในตอนนี้ลู่ิหลันยังยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่ามันคุ้นเคยจนเขาเผลอแสดงความนอบน้อมและคล้อยตามนางอย่างไม่รู้ตัว ราวกับว่าตนเองได้กลับไปนั่งอยู่ในกระโจมบัญชาการเมื่อครั้งยังติดตามแม่ทัพเผิงออกรบอย่างไรอย่างนั้น
เื่ที่อู๋เสี่ยวหรันให้ลู่ิหลันไปปรึกษากับลู่เจินนั้นไม่ต้องรอนานวันรุ่งขึ้นนางก็เป็ฝ่ายมาขอพบด้วยตนเองแต่เมื่ออู๋เสี่ยวหรันเห็นว่านางมาเพียงลำพังจึงถามขึ้น
“เหตุใดจึงมาเพียงลำพังอี้เอ๋อร์ของข้าเล่าเขาอยู่ที่ไหน”
“เขาอยู่กับพวกเหมยฮวาด้านนอกเ้าค่ะบ่าวมาเพื่อพูดคุยกับพระชายาก่อน”
“บอกแล้วไงว่าอยู่นอกตำหนักของให้เรียกว่าคุณหนูอู๋ไม่ก็คุณชายอู๋”
พูดจบอู๋เสี่ยวหรันก็โบกมือไปมาถามเข้าประเด็นทันที
“ช่างก่อน ๆ อาเจินมาเื่พรรคเหมาไถใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วเ้าค่ะสามีของบ่าวคงเล่าเื่ชาติกำเนิดของบ่าวให้ฟังบ้างแล้ว”
ลู่เจินพูดจบก็มองหน้าของอู๋เสี่ยวหรันเมื่อเห็นว่านางพยักหน้ารับแล้วจึงเล่าต่อ
“เื่ราวของบ่าวไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมายเ้าค่ะเดิมทีก็เป็บุตรสาวคนที่สามของเ้าสำนักแต่ด้วยร่างกายถูกพิษั้แ่อยู่ในครรภ์มารดาทำให้ตัวของข้าไม่สามารถฝึกวิชายุทธ์ได้เหมือนกับบรรดาพี่ชายน้องชายทั้งหลายแต่ตัวข้านั้นก็ได้รับความรักจากบิดามารดาและพี่น้องไม่ต่างกัน
ดังนั้นตัวข้าจึงหันไปหาการใช้ศาสตร์คุณไสยและสมุนไพรแทนตอนที่ครอบครัวเกิดเื่นั้นตัวข้าอยู่ระหว่างเดินทางเพื่อศึกษาและหาสมุนไพรในป่าจึงรอดชีวิตมาได้และตอนนั้นก็ได้พบกับสามีที่าเ็ปางตายในป่านั่นด้วยเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นแสดงว่าเื่ที่เ้าเจอลู่ิหลันก็เมื่อปีกว่าๆ มานี้เองสินะ”
“ใช่แล้วเ้าค่ะหลังจากนั้นพวกเราก็อยู่กินด้วยกันฉันผัวเมียไม่นานข้าก็ตั้งครรภ์ขึ้นมาทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก”
ลู่เจินพูดไปใบหน้าก็เริ่มขึ้นสีแดงเพราะนางเขินอายและอับอายเล็กน้อยที่ไม่ได้แต่งงานก่อนกลับอยู่กินกันฉันสามีภรรยาแล้ว
“ไม่เป็ไรขอให้เขามีรักมั่นและดูแลเ้ายิ่งชีวิตนั่นก็ดีกว่าการได้เปิดผ้าคลุมหน้าไม่ใช่หรือ”
อู๋เสี่ยวหรันปลอบใจนางจากนั้นก็กลับมาเข้าเื่อีกครั้ง
“มีอยู่เื่หนึ่งที่ข้าต้องบอกให้เ้ารู้ไว้ก่อนที่จะลงมือทำอะไรการที่ข้าจะช่วยเ้าชิงพรรคเหมาไถกลับมานั่นเป็เพราะข้า้าใช้งานทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์ของเ้าและอย่าได้คิดว่ายอมรับเงื่อนไขไปก่อนเมื่อเป็ไปตามเป้าประสงค์แล้วจะตระบัดสัตย์ภายหลังเพราะหากข้าสามารถแย่งชิงมาได้ครั้งแรก ก็สามารถทำครั้งที่สองได้เช่นกัน”
อู๋เสี่ยวหรันทำสีหน้าท่าทางที่จริงจัง
“เื่นี้บ่าวเข้าใจดีเ้าค่ะความจริงแล้วขอเพียงได้แก้แค้นให้กับบิดามารดาและพี่ชายน้องชายหลังจากแก้แค้นแล้วบ่าวไม่สนว่าถึงเวลานั้นใครจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ประมุข”
ลู่เจินเองก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่จริงจังเช่นกัน
“เมื่อเ้าคิดได้เช่นนี้ก็ถือว่าพวกเราเป็สหายกันเถิดเลิกแทนตนเองว่าบ่าวได้แล้ว เข้าใจหรือไม่อาเจิน”
ลู่เจินได้ฟังก็มีท่าทางลังเลเล็กน้อยแต่สุดท้ายนางก็ตอบตกลง
“เอ่อ…...ได้สิเสี่ยวหรัน”
“อืม ๆต้องอย่างนี้สิไปหาอี้เอ๋อร์กันข้าคิดถึงหลานแล้ว”
หลังจากทั้งคู่ได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้วก็พากันเดินออกมาด้านนอกห้องโถงที่จุดถ่านร้อน ๆไว้ทั้งสี่มุมทำให้ห้องนี้อบอุ่นมากอี้เอ๋อร์ที่นอนกลิ้งไปมาอยู่ตรงกลางจึงอารมณ์ดียิ่ง