“ ลูกสาวใครหว่า ขนาดนอนยังน่ารักน่ากอดเลย ฮุฮุฮุ ”
เฉินห่าวมองลูกสาวน้อยนอนหลับบนเตียง การเล่านิทานเพื่อเสริมสร้างจินตนาการของคืนนี้จบลงไปแล้วหลังจากที่มังกรแนะนำให้เขาเริ่มอ่านนิทานเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการ
แต่หลังจากที่ยิ้มได้ไม่นานเขากลับแสดงท่าทางโกรธเพราะระบบบังคับให้เขาทำภารกิจอีกแล้ว ต่อให้เขาจะได้เวลานานถึง 30 วันครั้งนี้มันกลับให้เขาหาสมาชิกให้ถึง 1,000 คน
เฉินห่าวที่กำลังโกรธโยนความรู้สึกนี้ทิ้งไปก่อนหลังจากนึกขึ้นได้ว่ามีหลายอย่างที่เขายังไม่ตรวจสอบ
การเดินทางเข้าสู่สงครามเขาไม่ได้เข้าไปช่วยเหลืออย่างเสียเปล่า นอกจากโปรโมทร้านและขโมยผลึกมานามาส่วนหนึ่งแล้ว เขาได้ขโมยไอเทมบนพื้นมาด้วยเช่นกัน
ไอเทมที่ดรอปออกมาจากมอนสเตอร์ในสงคราม ส่วนใหญ่เป็นอาวุธ ชุดเกราะและโพชั่น ถึงอย่างนั้นก็มีของที่น่าสนใจนอกเหนือจากนี้เช่นไอเทมใช้งานที่มีความสามารถแปลกๆรวมไปถึงทักษะและสกิล
ไอเทมจำนวนมากหล่นกระแทกพื้นเสียงดังหลังจากเทพวกมันออกมาจากช่องเก็บของพร้อมๆกัน จากนั้นเฉินห่าวจึงแยกหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ
ของส่วนแรกที่เขามองคือชุดเกราะมอนสเตอร์ มีตั้งแต่เลเวล 30 ไปจนถึงเลเวล 60
“ เกราะป้องกันพวกนี้ไม่ได้แค่สวมใส่เพื่อป้องกันความเสียหายสินะ คล้ายๆกับของวิเศษเลย ”
รองเท้านอกจากจะเพิ่มความเร็วและเพิ่มพลังป้องกันให้ส่วนเท้าแล้ว มันยังมีบัพที่จะสุ่มทำงานอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ทุกการก้าวมีโอกาส 10 % ที่จะติดสถานะวิ่งเร็วเป็นเวลา 1 นาที
ความเร็วของผู้ใช้งานจะเพิ่มขึ้นโดยใช้มานาและพละกำลังเท่าเดิม นับเป็นพลังที่โกงไม่น้อยเพราะผู้สวมใส่ไม่ต้องจ่ายสิ่งใดในช่วงที่ผลของบัพทำงานเลย
แต่มีข้อเสียอย่างเดียวสำหรับชุดเกราะคือ แต่ละชิ้นที่เขาเก็บมาไม่ได้มีรูปลักษณะไปในทางเดียวกัน เกราะแต่ละส่วนที่ได้จากมอนสเตอร์ให้เอกลักษณ์ที่ต่างกัน มันจึงไม่ต่างจากคนบ้าสวมใส่เสื้อผ้าหลากหลายโดยที่ไม่เข้ากันเลยสักชิ้น
เมื่อมองไปยังโพชั่นเขาพบว่าครั้งนี้มีมากกว่าโพชั่นฟื้นฟูมานาและโพชั่นรักษา เขาได้รับโพชั่นใช้ลบสถานะต่างๆมา ยกตัวอย่างเช่น ขับพิษเลเวลต่ำกว่า 30 ออกจากร่างภายในเวลา 5 นาที
โพชั่นเพิ่มบัพวิ่งเร็วเป็นเวลา 30 นาทีต่อ 1 ขวด โพชั่นเพิ่มการตอบสนองของร่างกาย
จำนวนโพชั่นมีมากถึง 5 อย่างซึ่งจากการที่เขาเข้าไปตรวจสอบร้านค้าออนไลน์ โพชั่นมีให้เลือกหลากหลายมากยิ่งกว่านี้ มันมีแม้กระทั่งโพชั่นที่ใช้โจมตี ในสงครามเขามองเห็นนักเวทหลายคนที่มานาหมดควักขวดบรรจุของเหลวออกไปโยนไปรอบๆตัวสร้างระเบิดธาตุเล่นงานมอนสเตอร์
“ โห เจ้าพวกนี้เทียบกับของวิเศษได้เลยนะเนี่ย ”
เฉินห่าวแสดงท่าทางตื่นเต้น ของหมวดหมู่ต่อไปคือไอเทมรูปร่างเหมือนอุปกรณ์ครัวเรือนและของที่ใช้ตกแต่งบ้านรวมไปถึงเครื่องประดับต่างๆ
พวกมันไม่ใช่อาวุธสวมใส่เหมือนเกราะเพราะเป็นอาวุธเรียกใช้งาน เพียงถือในมือแล้วพูดคำว่าเปิด ไอเทมเหล่านี้จะปลดปล่อยความสามารถของมันออกมา
ยกตัวอย่างเช่น ตะเกียงสะกตจิต เพียงแค่แสงส่องกระทบดวงตาสามารถสะกดจิตคนที่มีเลเวลต่ำกว่า 40 ได้สบายๆ อย่างไรก็ตามมันยังคงมีข้อจำกัดมากมายที่ทำให้ผู้ตกอยู่ภายใต้การสะกดจิตหลุดออกมา
ไฟฉายมานามีให้เห็น มันไม่ได้เพียงแค่ส่องแสงในยามมืดมิดได้เท่านั้น ยังสามารถใช้เปิดเผยร่องรอยที่ถูกทิ้งเอาไว้บนพื้นได้อีกด้วย
เฉินห่าวตรวจสอบไอเทมแต่ละอย่างจนพอใจก่อนจะเก็บพวกมันเข้าไปในช่องเก็บของ ถึงแม้จะมีพลังที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เขาได้ แต่เลเวลมันน้อยไปหน่อย เขาจึงคิดว่าจะเก็บเอาไว้ให้ลูกสาวหากโต อย่างไรแล้วช่องเก็บของของเขาก็สามารถเก็บของได้อย่างไร้ขีดจำกัด
“ มาถึงตาพวกแกแล้ว ”
ดวงตาของเฉินห่าวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เหลือของ 2 อย่างที่เขายังไม่ตรวจสอบ หนึ่งคือทักษะสองคือสกิล
เขาเริ่มต้นด้วยการเปิดดูทักษะก่อนเพราะอยากรู้ว่าทักษะที่ได้จากมอนสเตอร์จะเป็นอย่างไรบ้าง แม้มันจะเป็นไอเทมกลับไม่สามารถติดตั้งได้เหมือนสกิลเพราะต้องทำความเข้าใจเพื่อเรียนรู้มัน
โดยทักษะมีด้วยกัน 3 ระดับเท่าที่มีวางขายในเขต X คือระดับต่ำ ระดับกลางและระดับสูง
ทักษะระดับต่ำจะเหมาะกับฮันเตอร์เลเวลต่ำกว่า 50 ลงไปเพราะเป็นทักษะที่ฝึกได้ง่าย อย่างไรก็ตามในหมวดหมู่ของทักษะระดับต่ำยังมีการจัดระดับย่อยๆเอาๆไว้ด้วยโดยใช้เลเวลของทักษะนั้นๆเช่นทักษะเลเวล 20 ทักษะเลเวล 30 ถึงแม้จะเป็นทักษะระดับต่ำเช่นกัน เลเวลของมันบ่งบอกว่าทักษะเลเวล 30 เหนือกว่า
ทักษะระดับต่อมาคือระดับกลาง ประกอบไปด้วยทักษะที่มีเลเวลมากกว่า 50 ไปจนถึงทักษะเลเวล 100 ทักษะระดับต่อไปคือทักษะระดับสูงที่มีเลเวลตั้งแต่ 101 ไปจนถึง 150
เฉินห่าวไม่รู้ว่าเขาเคยเห็นทักษะระดับไหนแล้วมาบ้างเพราะไม่เคยอ่านหนังสือทักษะเลย
สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงทักษะที่ใช้ผ่านทางฮันเตอร์โดยตรง ด้วยท่าทางที่แต่ละคนแสดงมันออกมาทำให้เขาจัดระดับของพวกมันด้วยตนเอง
ซึ่งทักษะส่วนใหญ่ที่เขาเห็น มีเพียงทักษะของตาเฒ่าทั้ง 3 คนและตระกูลซูที่พอใช้ได้ แต่เขาก็ยังไม่รู้ว่ามันระดับไหนจึงจะใช้ทักษะในมือเป็นตัวชี้วัดเพราะเขามีทักษะเลเวล 30 หนึ่งเล่มแล้วยังมีทักษะเลเวล 60 หนึ่งเล่ม
“ โห ถ้าเป็นแบบนี้หมายความว่าทักษะที่ฉันสอนนักเรียนก็เป็นระดับต่ำแต่ก็เป็นระดับต่ำที่เกือบจะเป็นเลเวล 50 เลยสิ ”
เฉินห่าวภูมิใจไม่น้อยเมื่อรู้ว่าทักษะที่เขาปรับแต่งโดยลดความยุ่งยากในการฝึกลงไปมากจะยังคงเป็นทักษะที่ทรงพลัง
หลังจากอ่านทักษะเลเวล 60 ไปนั้นเขาพบว่าทักษะของฮันเตอร์หลายคนที่อยู่ในสนามรบเป็นทักษะระดับนี้ ซึ่งหนังสือทักษะทั้ง 2 เล่มไม่สามารถอธิบายระดับทักษะของตระกูลซูและตาเฒ่าทั้ง 3 คนได้อยู่ดี เฉินห่าวจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นทักษะระดับสูงไปก่อน
ในส่วนทักษะของพวกอ้ายเสิน ดูท่าจะเป็นระดับกลางที่มีเลเวลค่อนไปทาง 90 นับว่าเป็นทักษะระดับที่ดีไม่น้อย แต่สำหรับทักษะที่เขาสอนเหมยลี่ไปนั้นต่างกันออกไป ด้วยความรู้หลังจากอ่านทักษะทั้ง 2 เล่มไป เขายังไม่สามารถเปรียบเทียบมันกับทักษะที่สอนเหมยลี่ได้เลย ทำให้เขาคิดว่าทักษะที่สอนมีระดับที่สูงกว่านี้และอาจจะสูงกว่าทักษะระดับสูง
“ ระบบของโลกใบนี้เข้ามาปรับเปลี่ยนการเคลื่อนไหวมอนสเตอร์ให้อยู่ในรูปแบบที่มนุษย์สามารถเลียนแบบได้สินะ ”
คำจำกัดความของทักษะที่เฉินห่าวพูดออกมา คือสิ่งที่แสดงให้เขาเห็นผ่านทักษะ 2 เล่มภายในมือ
ทักษะที่เขาได้คือการเลียนแบบการเคลื่อนไหวของมอนสเตอร์รวมไปถึงวิธีการโจมตีของพวกมัน โดยมนุษย์จำเป็นต้องใช้การโคจรมานาเข้าช่วยเหลือ แม้ท่าทางที่แสดงจะไม่เหมือนมอนสเตอร์ 100 % มันกลับเสริมความสามารถของมนุษย์ให้สูงขึ้นได้มาก
หลังจากอ่านทักษะจนพอใจแล้วนั้นเขาจึงมองดูสกิลจำนวน 10 สกิลที่ขโมยมา มันไม่มีการจัดระดับเพราะความรุนแรงขึ้นอยู่กับเลเวลหน้าปก ยิ่งสกิลเลเวลสูงก็ยิ่งโจมตีได้รุนแรงแต่ก็ต้องแลกมากับมานาที่เพิ่มขึ้น
“ คำรามเหรอ อย่างกับวรยุทธ์ราชสีห์คำราม นี่ก็เหมือนวรยุทธ์เนตรพฤกษา”
เฉินห่าวพลิกอ่านคำอธิบายของสกิล แต่ละอย่างคล้ายกับการรวมเอาจุดเด่นของวรยุทธ์มาใช้งาน แต่มีหนึ่งสิ่งที่สกิลทำได้ดีกว่าวรยุทธ์ที่มีการใช้ไม่ตายตัวสามารถพลิกแพลงได้คือการบอกสถานะ
อาชีพโจมตีจะมีคำอธิบายเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากใช้สกิลออกไป ผู้ใช้จะได้รับผลอะไร เป้าหมายจะได้รับผลเช่นไร รวมไปถึงค่าสถานะผิดปกติต่างๆที่เกิดขึ้นจะติดอยู่กับเป้าหมายนานกี่วินาที
สิ่งที่วรยุทธ์บอกไม่ได้คือตัวเลขที่แน่นอนเหมือนสกิล แต่ถึงอย่างนั้นวรยุทธ์กลับดีกว่าในหลายๆมุมเพราะสามารถเพิ่มพลังโจมตีให้สูงยิ่งขึ้นไปได้
แต่ก็มีสกิลที่ดึงมานาไปใช้เพิ่มพลังโจมตีได้เช่นเดียวกัน ซึ่งสกิลเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสกิลติดตัวมาพร้อมอาชีพ หากเป็นสกิลจากมอนสเตอร์มีน้อยมากซึ่งมันก็มีราคาที่แพง
[ ติดตั้งสกิลคำรามข่มขวัญ ]
เฉินห่าวลองติดตั้งสกิลให้กับตนเอง ในหน้าต่างสถานะสกิลเพิ่มเติม มีสกิลใหม่ปรากฎขึ้นมา เขาจึงทดลองเปิดใช้งานมันดูแต่ก่อนอื่นเขาได้สร้างม่านพลังคลุมทับลูกสาวเอาไว้เพื่อไม่ให้สะดุ้งตื่น
ทันทีที่เปิดใช้งานสกิลมานาของเขาก็ถูกดึงออกไปเพียงแต่ว่ามานากลุ่มนี้คือมานาจากระบบไร้ขีดจำกัด
ปากอ้ากว้างกรีดร้องกระทันหันโดยไม่ต้องตั้งสติหรือรวบรวมพลังใดๆเลย
เสียงที่ส่งออกไปนั้นเป็นเสียงที่ดังที่สุดเท่าที่เขาจะส่งออกมาได้ มันคือผลของสกิลที่จะแสดงพลังที่สูงที่สุดของเขาออกมา ทันใดนั้นเขาก็เห็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้วรยุทธ์ยังคงใช้งานได้ดีกว่านั่นก็คือคูลดาวน์ สกิลของเขามีคูลดาวน์ 50 วินาทีจึงจะใช้งานได้อีกครั้ง
เฉินห่าวจึงลองเปิดใช้งานสกิลปรับแก้ไขข้อผิดพลาดกับสกิลดูเผื่อจะปรับอะไรได้บ้าง ปรากฎว่าสกิลที่ติดตั้งมีจุดสีแดงปรากฎ เขาจึงกดจิ้มเข้าไปในหน้าต่างสถานะช่องสกิลก่อนจะพบเข้ากับตัวเลข 0 และ 1 มากมายต่อแถวกันราวกับว่ามันเป็นชุดโปรแกรม
เขาไม่รู้ว่าตัวเลขนี้คืออะไร มันคงจะเป็นเบื้องหลังของสิ่งที่ทำให้สกิลทำงาน ต่อให้เขาจะไม่รู้ก็ตามเฉินห่าวทำเพียงจิ้มตามที่สกิลเทรนเนอร์บอกก่อนที่เขาจะพบว่าเวลาคูลดาวน์ลดลง
“ คำรามข่มขวัญ ”
สกิลเปิดใช้งานอีกครั้ง ปรากฎว่าครั้งนี้เสียงที่ส่งออกมาดังกว่าเดิมราว 20 % เฉินห่าวรู้สึกพอใจกับความสามารถในการปรับแต่ง เขาจึงมองดูตัวเองเผื่อสกิลอาชีพจะปรับแต่งได้อีก ทว่าจุดสีแดงไม่ปรากฎเขาจึงถอนหายใจเบาๆก่อนจะติดตั้งสกิลแต่ละอย่างเพื่อทดสอบให้หายสงสัยเผื่อเขาจะสร้างสกิลพิเศษออกมาได้ ทว่าความหวังของเขากลับพังลงเพราะการปรับแต่งทำได้แค่ลดคูลดาวน์เล็กน้อยและเพิ่มความรุนแรงไม่เกิน 30 % เท่านั้น
แม้จะเพิ่มพลังให้กับสกิลได้ แต่ถ้าหากมันเป็นสกิลที่มีเลเวลต่ำกว่าผู้ใช้ พลังที่แสดงออกมากลับถูกจำกัดไว้เช่นกัน เฉินห่าวจึงไม่แปลกใจเลยที่ฮันเตอร์พยายามซื้อสกิลที่สูงกว่าเลเวลของตนเองเรื่อยๆ ดูท่าสกิลจะมีเพียงแค่สกิลอาชีพที่ดีกับฮันเตอร์เพราะมันไม่มีเลเวล ผลที่แสดงจะใช้เลเวลของผู้ใช้เป็นตัวอ้างอิง ต่างจากสกิลของมอนสเตอร์ที่ใช้เลเวลของสกิลเป็นตัวอ้างอิงพลังทำลาย
“ เจ้าของร้านคุณอยู่ข้างในไหม ”
ระบบแจ้งเตือนให้เขารู้ว่ามีคนพูดกับเขาอยู่ด้านหลังตึก เขาจึงเดินออกจากห้องลูกสาวไปเปิดประตูต้อนรับ
ทันทีที่เปิดประตูออกไปนั้นเขาก็รีบกวักมือเรียกอวี้หลงเข้ามาข้างใน ก่อนจะปิดประตูเขาไม่ลืมตรวจสอบอาณาเขตรอบบ้านเพื่อดูว่าใครตามมาหรือเปล่า
“ เจ้าของร้าน ผมขอหลบภัยหน่อยได้ไหม ”
“ เกิดอะไรขึ้น ”
“ ตระกูลเกามันกำลังล่าผู้ใช้ดาบ ผมแทบไม่มีที่หลบเลย ”
“ ไม่แปลกหรอก แกไปลอบสังหารคนของมันมากขนาดนั้น เอาล่ะไปชั้นที่ 19 เลย ไม่จำเป็นอย่าลงมา ”
“ ครับเถ้าแก่ ”
หลังจากตรวจสอบจนมั่นใจว่าไม่มีใครตามอวี้หลงมา เฉินห่าวจึงเดินไปเล่นเครื่องกรรเชียงบก จากสงครามทำให้เขารู้ว่าอุปกรณ์ที่เล่นเกินเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกายของเขาไม่น้อย ดังนั้นแล้วเขาจึงคิดว่าจะยอมเจ็บปวดต่อไปอีกสักหน่อย อย่างน้อยร่างที่แข็งแกร่งทำให้เขาทนรับพลังได้เยอะขึ้น ในอนาคตอันใกล้เขาจะต้องเผชิญหน้ากับมือสังหารแน่นอน เพราะเล่นเสียบหัวประจานเรียกพวกมันให้เข้ามาหา
“ วันละ 5 ชั่วโมงก็พอ เดี๋ยวเป็นบ้าไปก่อน ”