ข้าชื่อหลันเยว่ ั้แ่จำความได้ข้าก็ทำงานเป็เด็กรับใช้ตระกูลเฟิงแล้ว
ตระกูลเฟิงเป็ตระกูลขุนนางเล็กๆที่อยู่ทางแดนเหนือภายในตระกูลมีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น นั่นเพราะตระกูลเฟิงเป็ตระกูลภรรยารองของขุนนางชั้นสูงผู้หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในแคว้นเยี่ยน ตัวข้าเองก็ไม่รู้หรอกว่าแคว้นเยี่ยนอยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าตระกูลเฟิงถูกควบคุมด้วยเด็กสาวผู้หนึ่งที่ชื่อเฟิงฮ่วนฮ่วน ซึ่งนางเป็คุณหนูใหญ่ของข้าเอง
ตัวข้าเป็ทาสรับใช้ซึ่งเป็ลูกของคนใช้อีกที แม่ของข้าถูกเรียกว่าซื่อเหนียง นางหายตัวไปสองปีแล้ว ข้ามักจะออกไปตามหานางตามตลาดและหมู่บ้านโดยรอบเป็ประจำ แต่ก็ไม่เคยพบเบาะแสของนางเลย
ทุกวันข้าต้องตื่นมาหาบน้ำและหุงข้าวก่อนที่ทุกคนจะตื่นให้เรียบร้อย นั่นคืองานที่แม่ข้าเคยทำ แต่หลังจากมี่ท่านแม่หายตัวไป งานทั้งหมดมันก็กลายเป็หน้าที่ของข้าแทน และั้แ่จำความได้ข้าก็ทำงานนี้แล้ว
ข้าต้องทำงานให้เรียบร้อยก่อนที่จะกินอาหารมื้อแรก หากฝ่าฝืนหรือแอบกินจะต้องถูกโบย นั่นคือกฏของคุณหนูใหญ่ แต่บางครั้งไม่ว่าข้าจะทำงานเสร็จหรือไม่ หากนางอารมณ์ไม่ดีข้าก็ถูกโบยอยู่ดี
“หลันเยว่ เ้าเห็นปิ่นปักผมหยกขาวของข้ารึไม่” หญิงรับใช้ร่างใหญ่ผู้หนึ่งนามว่าอาเจียวถามขึ้น
“อ้อ ข้าเห็น ข้าเก็บได้ที่ห้องครัว ข้ากำลังจะนำไปคืนคุณหนูพอดีเ้าคะ”
เพี๊ยะ!! เด็กน้อยตัวเล็กร่างผอมบางในชุดขาดเก่าสีเทาโดนตบจนกลิ้งไปกับพื้น หน้าตาของนางที่มอมแมมอยู่แล้วบัดนี้กลับเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและผงถ่าน แต่นางกลับไม่ร้องออกมาซักแอะ นางทำได้เพียงลุกขึ้น กัดปากตนเองและมองพื้นด้วยสีหน้าสำนึกผิด มิใช่ว่านางไม่เจ็บ แต่นางไม่สามารถร้องออกมาได้เพราะหากทำเช่นนั้นนางจะโดนตบอีกครั้ง
เพี๊ยะ!!!
แต่ถึงกระนั้น เมื่อไม่ทำอะไรนางก็โดนตบอยู่ดี
โครมมม!!! อย่าว่าแต่แรงตบเลย ความจริงแค่ลมพัดเบาๆก็พาตัวนางปลิวได้แล้ว แต่ด้วยร่างกายอันใหญ่โตของอาเจียวนั่นสามารถซัดนางติดกำแพงได้อย่างสบายๆ
“นั่นเป็ของข้า เ้าจะนำไปคืนคุณหนูทำไมกัน!”
‘ก็ข้าไม่รู้ว่าของใครนี่นา ข้าควรจะนำไปฝากไว้ที่คุณหนูสิ’ นั่นคือความคิดของข้า
“เ้าอยากได้มันมากสินะ!” อาเจียวตวาดดังลั่น
“ข..ข้าไม่...”
ในตอนนั้นเองที่หญิงสาวร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาด้วยกริยาอันงดงาม ใบหน้าของนางแม้จะงดงามแต่ภายใต้รอยยิ้มนั้นมันดูน่ากลัวเป็อย่างยิ่ง
“เอะอะเื่อะไรกัน”
“เอ่อ..คือว่า…”
และก่อนที่ข้าจะพูดอะไรออกไป อาเจียวก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน “คุณหนูเ้าคะ ปิ่นหยกของท่านเป็หลันเยว่ขโมยไปเ้าคะ!”
“ห๊ะ!” เด็กน้อยมองไปที่ปิ่นหยกด้วยความตกตะลึง
ทันใดนั้นสีหน้าของคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิงก็เปลี่ยนไปทันที
เพี๊ยะ!!
ยังไม่ทันลุกขึ้น ตัวข้าก็ถูกฟาดใส่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็คุณหนูใหญ่ที่ลงมือด้วยตนเอง
“ที่แท้เป็เ้า!”
“ม...ไม่ใช่ข้านะเ้าคะ ข้าไม่กล้า...”
“ไขสือ โบยมัน!”
ผัวะ!! ร่างของเด็กน้อยถูกพลักกระเด็นไปตามพื้น ก่อนที่จะถูกทุบตีด้วยไม้กระบองขนาดใหญ่
งือออ!! แงงง
เท่าที่ข้าจำได้ ข้าขดตัวกลมด้วยความเ็ป ร่างกายของข้าถูกโบยจนด้านชาไรความรู้สึก แม้จะหลั่งน้ำตาไปมากเท่าใด ก็ไม่มีผู้ใดคิดจะเข้ามาห้ามหรือมาช่วยข้าเลย ยามที่คิดว่าจะตอบโต้ด้วยความจริง ปากข้าก็บวมช้ำและเต็มไปด้วยเื ดูเหมือนว่าการเงียบและนิ่งไว้จะเป็ผลดีกว่า สำหรับตัวข้านั้นการพูดความจริงมีแต่จะนำปัญหามาในภายหลัง การอดทนให้ถึงที่สุดคือทางออกเดียวในตอนนั้น
“โบยมือมันให้แตก หลังจากนั้นก็อดข้าวสามวัน!” นั่นคือบทลงโทษของข้า...
ในตอนเช้าที่อากาศอันหนาวเหน็บเสียดแทงเข้ามาทุกอณูขุมขน ข้าจำต้องเดินถือถังสองใบเป็ระยะทางสองลี้ผ่านเส้นทางหินกรวดเพื่อไปตักน้ำที่ลำธารอันห่างไกลจากหมู่บ้าน นั่นเพราะข้าไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้บ่อน้ำของตระกูลเฟิงอีกต่อไป ทุกคนไม่อยากให้ข้าใช้น้ำร่วมกับพวกนาง ข้าจึงต้องไปหาน้ำเอาเองที่ลำธาร
คุณหนูใหญ่กล่าวว่า “มือของเ้ากลับเต็มไปด้วยเือันสกปรกข้าไม่อยากใช้น้ำร่วมกับเ้า” ดังนั้นข้าจึงถูกบังคับให้ไปหาบน้ำเองทุกเช้า แต่นั่นไม่เป็ไร เพราะข้าคิดว่าการอยู่ให้ห่างไกลจากนางยังดีกว่าอยู่ใกล้มือใกล้ตีนนางเสียอีก
ใช่แล้ว หลายครั้งที่ข้าถูกทุบตีโดยไม่มีเหตุผล แต่คนอย่างข้าจะทำอะไรได้ ข้าเป็ทาสตระกูลเฟิงจะฆ่าให้ตายชีวิตข้าก็อยู่ในกำมือนาง
ไอสีขาวพุ่งออกจากปากในขณะที่ข้าหายใจออก ลมหนาวเข้าแทรกซึมจนเจ็บปอดในเวลาที่ข้าหายใจเข้า เกร็ดหิมะเล็กๆโปรยปรายตลอดเส้นทางที่ข้าก้าวเดิน สองข้างทางช่างมืดมิดเงียบงันและดูอันตราย แต่อย่างไรก็ตามมันเป็สิ่งที่ข้าต้องทำทุกวันก่อนตะวันจะโผล่ และนี่ละมั้งที่ทำให้ข้ามีความกล้าหาญและแข็งแกร่งขึ้น
ระหว่างทางไปตักน้ำ ข้ามักจะเดินผ่านสำนักศึกษาเล็กๆที่ชื่อว่าสำนักจิตธรรมเป็ประจำ ที่นี่สอนทั้งอ่านเขียนหนังสือและวรยุทธ นักเรียนจากที่นี่เคยเคยสอบเข้ารับราชการเมืองได้ก็หลายคน ข้าใฝ่ฝันว่าจะได้ร่ำเรียนที่นี่ แต่ความฝันของข้าก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว
“อาจารย์สือ ต่อไปข้าจะร่ำเรียนที่นี่ได้หรือไม่”
สือไห่เป็ซินแสผู้สอนของสำนักจิตธรรม ท่าทางของมันดูเป็คนดีผู้หนึ่งเลยทีเดียว แต่ยามที่มันมองลงมาที่ตัวเด็กน้อยมันกลับต้องส่ายหน้าครั้งหนึ่งแล้วพูดว่า
“เ้าหนะ! ไม่มีทั้งแก่นกระดูกสำหรับฝึกยุทธ ไม่มีทั้งเงินทองสำหรับร่ำเรียน ไม่มีทั้งผู้สนับสนุนหรือชาติตระกูล วาสนาของเ้านั้นอย่างไรก็มิอาจเดินในเส้นทางนี้ได้ ทางที่ดีที่สุดสำหรับเ้าคงจะเป็เส้นทางทำมาค้าขาย เ้าไปทางสายนั้นเถิด”
อย่างไรก็ตามแม้ข้าจะผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็มิได้อับจนหนทางเสียทีเดียว อย่างน้อยอาจารย์สือก็ยังมีคำตอบที่ดีให้แก่ข้า
ในปีต่อมา าชิงแคว้นได้เริ่มต้นขึ้น ตระกูลต่างๆเริ่มถูกพัดพาเข้าสู่มรสุมแห่งา แม้แต่ตระกูลเล็กๆอย่างตระกูลเฟิงก็ไม่ละเว้น ทุกคนภายในตระกูลจำต้องฝึกร่างกายและวิชาป้องกันตัว นั่นคือข้อบังคับที่เพิ่มเข้ามาใหม่ของตระกูล
ข้าเริ่มต้นด้วยการฝึกวิชากระบี่แคว้นเยี่ยน มันคือวิชากระบี่ทั่วๆไปนั่นหละ มันถูกคิดค้นโดยมือกระบี่ขั้นปรมาจารย์และถูกแจกจ่ายให้แก่ตระกูลของข้าราชการทุกคน นั่นเพื่อให้ทุกคนสามารถปกป้องตนเองได้ในยุคาเช่นนี้ เด็กรับใช้ภายในตระกูลจำเป็ต้องฝึกวรยุทธเพื่อปกป้องเ้านาย และข้าก็เป็หนึ่งในนั้น
ยามว่างข้าจะฝึกวิชากระบี่แคว้นเยี่ยน ข้าคิดว่าข้าเรียนรู้ได้เร็วเลยทีเดียว ข้าฝึกมันวันละหกชั่วยาม ในขณะที่คนอื่นๆฝึกแค่วันละชั่วยาม นักรบอวี้นักดาบของตระกูลเฟิงเห็นถึงความอุตสาหะของข้า มันจึงรับตัวข้าไปที่ตระกูลเฟิงสาขาใหญ่
หลังจากนั้นครึ่งปีข้าก็เริ่มถูกฝึกวรยุทธประเภทป้องกันตัว ภายในตระกูลเฟิงมีคนอยู่น้อยมาก และส่วนใหญ่จะเป็ผู้หญิง ข้าจึงถูกส่งตัวกลับมาเพื่อปกป้องคุณหนูใหญ่ เมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่มีใครสามารถรังแกข้าได้อีกต่อไปแล้ว
ตอนอายุสิบขวบข้าเริ่มมีความฝัน ข้าฝันที่จะค้าขายแล้วท่องเที่ยวไปทั่วหล้า ยามพ่อค้าจากต่างแดนเดินผ่านทางมาข้าชอบไปนั่งฟังการผจญภัยเ่าั้ มีนักเล่าเื่หลายคนที่เล่าเื่ราวในยุทธภพได้สนุกสนาน แต่ทุกคนล้วนบอกว่าความจริงมันเป็เื่ที่อันตรายมากๆ อย่าได้ย่างกลายเข้ามาวงการนี้เลย ข้าจึงจดจำเอาไว้
ตอนอายุสิบห้าตระกูลเฟิงได้ย้ายออกจากเมืองหลี่ าทำให้พวกเราต้องเร่ร่อนไปทั่ว ใน่เวลานั้นข้าได้เรียนค้าขายเป็ครั้งแรกในชีวิต ซึ่งข้าคิดว่าข้าก็ทำได้ดีทีเดียว
ข้าขายอาวุธเก่าจากาที่ปะทุขึ้นอยู่ตลอดเวลา พ่อค้าที่เป็ตัวแทนขุนนางให้ข้าเป็ผู้ติดต่อกับกลุ่มโจรท้องถิ่น ข้าเรียนรู้วิธีขายของโจร เรียนรู้วิธีการเอาตัวรอด เรียนรู้วิชาปลอมตัว และเรียนรู้อีกหลายสิ่งนั่นทำให้ข้าเติบโตขึ้นในเวลาอันสั้น
พออายุยี่สิบข้าตัดสินใจหนีออกจากตระกูลเฟิง ข้าเร่ร่อนไปทั่วดินแดนด้วยตัวคนเดียว ฝึกฝนวิชาฝีมือจนกระทั่งได้เป็หน่วยม้าเบาของแคว้นเว่ย มีหน้าที่สืบข่าวและส่งสารสำคัญ และนั่นทำให้ข้าได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดของแผ่นดินต้าเทียน
าแผ่นดินต้าเทียนนั้นกินเวลายาวนานกว่าสิบปี ข้าเห็นผู้คนล้มตายนับพันนับหมื่น เห็นผู้คนอดอยากแร้งแค้นจนถึงขนาดขายลูกตนเอง หรือแม้กระทั่งกินขาของตนเองก็ยังมี ข้ายังเคยคิดสงสัยว่าผู้ใดกันนะเป็ต้นเหตุแห่งา เพราะอะไร เพราะใคร ทำไม เพื่ออะไร แต่อย่างไรก็มิเคยได้คำตอบที่ชัดเจนเสียที
หลังจากจมอยู่กับาอย่างยาวนาน ในที่สุดมันก็จบลง แต่ทว่าาได้สร้างรอยแผลให้กับผู้คนไว้มากมาย แม้แต่ตัวข้าก็ไม่ละเว้น
หลังจากาจบข้าก็ยังคงเร่ร่อนไปทั่วดินแดน ความเบื่อหน่ายของาและผู้คนทำให้ข้า้าสถานที่สงบสุขซักแห่งหนึ่งเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ความ้าของข้าในตอนนั้นคือการมีโรงน้ำชาเล็กๆให้ผู้คนผ่านทางมาได้หยุดพักและดื่มกิน ท่ามกลางความวุ่นวายในยุทธภพระลอกใหม่ ข้าเพียงหวังว่าจะสามารถสร้างโรงน้ำชาอันเงียบสงบได้ ดังนั้นข้าจึงเก็บหอมรอบริบและค่อยๆสานฝันไปทีละน้อย
ยามที่ข้าท่องตระเวณไปทั่วหล้า ยังมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ข้าชอบที่สุด มันเป็ูเาสูงที่มีทัศนีย์ภาพอันงดงาม เป็ดินแดนรกร้างไร้ผู้คนซึ่งข้าเรียกมันว่าดินแดนเซียน และข้าได้เลือกสถานที่แห่งนี้และเริ่มตั้งรกรากอย่างจริงจัง
หลังจากที่ข้าสร้างโรงน้ำชาและตั้งชื่อว่า ‘โรงเตี้ยมเทียมเมฆา’ ในปีแรกมีผู้คนมาเยี่ยมเยือนและผ่านทางมาไม่ถึงสิบคน แต่ด้วยทัศนีย์ภาพอันตระการตา เพียงแค่ย่างเข้าปีที่สองผู้คนก็เริ่มหลั่งไหลกันเข้ามาไม่ขาดสาย
แม้ว่าทำเลที่ตั้งจะอยู่บนยอดเขาสูงเทียมฟ้า แต่ผู้คนกลับมากันอย่างมืดฟ้ามัวดิน และผู้มานั้นล้วนเป็จอมยุทธมีชื่อ พวกเขามักจะะโขึ้นไปบนหลังคาและท้าประลองกันเป็ประจำ
“มารเฒ่าผมขาว แน่จริงเ้าก็ตามข้ามา!”
“สาวหาว! มีฝีมือแค่หางอึ่งยังกล้ามาท้ายทาย! ตายเสียเถอะ ย๊ากกก!!!”
ข้ามองดูด้วยความเหนื่อยใจ ข้ารู้ดีว่าทิวทัศน์บนนั้นมันเหมาะสมกับการประลองฝีมือ มันงดงามและกว้างขวาง ข้าก็ชอบขึ้นไปนั่งเล่นยามว่างเช่นกัน...
‘แต่บางครั้งพวกท่านก็ต้องเกรงใจเ้าของสถานที่กันบ้างนะ เห้อ!!’ ข้าถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า ก่อนที่จะขึ้นไปทำความสะอาดและซ่อมหลังคาที่พังหลังจากที่พวกเข้าประลองกัน
ในทีแรกก็เหมือนจะโกรธอยู่หน่อยๆ แต่หลังจากได้นั่งสงบใจเหม่อมองสายลมและแสงแดดข้าก็คิดว่ามันคุ้มค่าแล้วได้ได้มาอยู่ตรงจุดนี้ ข้ารู้ว่าพวกท่านอยากรู้ว่ามันเป็เช่นไร ข้าจะเล่าให้ฟัง
เวลาเช้าตรู่สถานที่แห่งนั้นจะเป็ไปด้วยหมอกควันขาวราวกับความฝัน ท่ามกลางทะเลหมอกรอบทิศ เราจะค่อยๆเห็นดวงอาทิตย์โผล่ออกมาทีละน้อยราวกับว่ามันคือัทองโผทะยานขึ้นจากหมู่เมฆ
ยามกลางวันเมื่อท้องฟ้าเปิด รอบทิศจะเป็สีฟ้าครามตัดกับป่าเขียวขจีด้านล่าง ให้ความรู้สึกสดชื่น อากาศเย็นสบาย บวกกับไออุ่นของแดดทำเอาต้องมนต์สะกดจนไม่อยากลงมาเลยทีเดียว
ยามเย็น แม้ว่าอากาศเริ่มหนาวและมีลมแรง แต่ทว่าท่ามกลางอาทิตย์อัศดงอันงดงามตรึงใจ มันก็ยังดูเท่ห์ที่ได้ประลองกัน
ยามฟ้ามืด หากฟ้าเปิด ดวงจันทร์ขนาดมหึมาจะสาดแสงจนสว่างจ้าพาดผ่านตัวคน เกิดเป็เงาดำพาดยาวไปจนถึงเขาอีกลูก ให้ความรู้สึกลี้ลับ ตื่นตาตื่นใจ บางคืนดวงจันทร์กลมโตก็มาปรากฏอยู่บนหลังคาราวกับว่ามันตั้งตระหง่านอยู่ข้างหลังคาโรงเตี๊ยมกันเลยทีเดียว บางคืนมันก็อยู่ไกลออกไปท่ามกลางหมู่เมฆและหมู่ดาวราวกับว่ามันมีชีวิตและเป็อิสระที่จะท่องเที่ยวไปไหนก็ได้ตามอำเภอใจ แต่อย่างไรก็ตามทุกคืนจะต้องมีคนขึ้นไปท้าประลองกันบนนั้น
แต่ทว่าหากฟ้าปิดมีฝน ผู้คนที่ขึ้นไปประลองก็คงต้องมีวิชาตัวเบาในระดับหนึ่งมิฉะนั้นอาจลื่นตกเขาตายได้ ซึ่งข้าก็พยายามเตือนพวกเขาแล้ว แต่ก็ไม่มีผู้ใดสนใจจะฟังไม่
“หากเ้าแน่จริงเจอกันบนหลังคาโรงเตี๊ยมเทียมเมฆา!” นี่คือคำท้ายอดฮิตใน่หลายปีที่ผ่านมา และไม่ว่าพวกเขาจะไปมีเื่กันมาจากที่ใด สุดท้ายก้ต้องมาจบกันบนหลังคาโรงเตี๊ยมข้าในที่สุด
นั่นคือสาเหตุทำให้ชื่อเสียงของโรงเตี๊ยมของข้าเริ่มโด่งดังขึ้นมา
หลังจากเปิดโรงเตี๊ยมได้ห้าปี โรงเตี๊ยมของข้าก็เริ่มจะขยายกิจการ เราปรับปรุงขนาดให้มันใหญ่โตขึ้นเพื่อรองรับลูกค้าได้มากขึ้น ข้าหวังว่าจะให้มันเป็สถานที่พบปะแลกเปลี่ยนข่าวสารกับผู้คนทั่วสารทิศ โรงเตี๊ยมที่เป็ศูนย์กลางเชื่อมโยงผู้คนจากเหนือจรดใต้นั่นคือสิ่งที่ข้าคิด ข้าจึงทำตัวเป็กลางรวบรวมข่าวสารเื่เล่าเพื่อบอกต่อผู้คน นั่นคืออดีตงานที่ข้าถนัดที่สุดเลยหละ
และในตอนแรกก็มีการขายข่าวสารเล็กๆน้อยๆ ต่อมาเริ่มมีการขายข่าวสำคัญ ขายความน่าเชื่อถือ ภายหลังเริ่มมีการขายข่าวระดับล่มเมืองล่มแคว้นก็บนชั้นสามโรงเตี๊ยมข้านี่หละ เห้ออ!!
ยามที่ผู้คนมากหน้าหลายตาหลั่งไหลมา มักจะมีเื่ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็ประจำ นั่นทำให้ข้าเริ่มกังวล ข้าจึงจำเป็ต้องตั้งสถานพยาบาลไว้รอบนอก เวลานั้นหมอเทวดาหลี่ผ่านทางมา เมื่อพบทิวทันศ์อันตระการตากลับลุ่มหลงงมงายจนยากจะถอนตัว ดังนั้นผู้คนที่้ามาพบท่านหมอหลี่มักจะตามท่านหมอมาถึงนี่ แม้จะสร้างความรำคาญอยู่บ้าง แต่ก็ต้องปิดตาข้างหนึ่ง เพราะพวกเขาล้วนเป็ลูกค้าชั้นดี
หมอเทวดาหลี่มักจะรักษาคนแลกกับคัมภีร์หรือสูตรลับประจำสำนักของคนผู้นั้น นั่นทำให้ตัวนางตกเป็เป้าหมายของคนร้ายอยู่หลายครั้ง แต่เนื่องด้วยโรงเตี๊ยมเทียมเมฆาของข้ามีบุคคนระดับตำนานพักอยู่มากมาย นั่นจึงทำให้นางปลอดภัย ส่วนคำภีร์ก็เอามาฝากข้าเสียอย่างนั้น แน่นอนบางครั้งตอนว่างๆข้าก็แอบอ่านเล่น แต่ก็มิได้คิดจะฝึกอะไรของใครอย่างจริงจัง แค่ผ่านตาแก้เบื่อก็เท่านั้น
ภายหลังเมื่อเห็นว่าหมอเทวดาสามารถเรียกลูกค้าชั้นยอดเพิ่มได้มากข้าจึงยอมให้นางอาศัยอยู่ด้วย อยู่ไปอยู่มาพี่แกก็ยึดเอาชั้นสองของโรงเตี๊ยมเป็สถานพยาบาลเสียงอย่างนั้น เห้อ!
เวลาผ่านไปหลายสิบปี จากความสงบสุขมันก็เริ่มมีเื่ให้ปวดหัว ในชีวิตข้าผ่านเื่ร้ายๆมามาก ‘หนึ่งในใต้หล้า’ ผู้ใดก็อยากฉายานี้ และนั่นคือต้นเหตุแห่งความวุ่นวาย และครั้งที่ร้ายแรงมักเกี่ยวกับการเปลี่ยนอันดับยอดฝีมือ หรือที่เรียกกันว่า ‘การยึดครองยุทธภพ’ นั่นเอง
การยึดครองยุทธภพแต่ละครั้ง เหตุใดไม่ไปประลองที่อื่นกันบ้าง บนหลังคาวังหลวงงี้ ริมทะเลงี้ บนเรืองี้หรือจะลานประลองลานวัดบนหลังคาเจดีย์อะไรก็ได้ ทำไมต้องเป็บนหลังคาโรงเตี๊ยมข้าตลอด พอประลองเสร็จก็ชิ่งหายกันอย่างไว ค่าเสียหายก็ไม่เคยจ่าย แม้จะบอกว่าจะรับผิดชอบเอง แต่พอถึงทีจะให้ไปทวงใครจะกล้าทวงวะ เห้อ!!
พูดถึงการยึดครองยุทธภพแล้วขึ้นเลย ตลอด่ชีวิตข้าเจ็ดสิบปี มันเกิดขึ้นทั้งหมดแปดครั้ง แต่ละครั้งโรงเตี๊ยมของข้าแทบจะไม่เหลือซาก เงินออมจากกำไรก็ต้องเอามาใช้ซ่อมบำรุงจนหมด แต่ละครั้งทำข้าแทบสิ้นเนื้อประดาตัว หากมิใช่มีใจรักจริงข้าก็คงทิ้งสถานที่แห่งนี้ไปนานแล้ว แต่คนมันผูกพันอย่างไรก็ทิ้งไม่ลง
จนกระทั่งการยึดครองยุทธภพครั้งสุดท้าย นั่นทำให้ข้าตาย....
ใช่แล้วหละ ตอนนี้ข้ากลับมาเกิดใหม่ในร่างของตัวเองในวัยห้าขวบ เพื่อหยุดยั้งหายนะที่จะเกิดกับโรงเตี๊ยมของข้าในอนาคต คงมีเพียงหนทางเดียว
คือ..ครั้งนี้ข้าจะยึดครองยุทธภพมันเสียเอง
“ไอ้พวกเวรตะไล ครั้งนี้พวกเ้าอย่าได้หวัง ข้าหลันเยว่รู้แผนการณ์ของพวกเ้าหมดแล้ว! เตรียมตัวร้องไห้ได้เลย ฮ่าๆๆๆ”
เด็กสาวมองดูมือตนเองพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าอันงดงามในเวลานี้กลับกลายเป็ปีศาจโดยสมบูรณ์