บันทึกรัก บันทึกลับ
เื่ที่ 3 แรงงานต่างด้าว
ตอนที่ 1. แรงงานต่างด้าว
สวัสดีครับ หลังจากอ่านมา 3 เื่แล้ว รู้สึกเป็ยังไงกันบ้างเอ่ยผมอ่านไปก็เสียวไปจนต้องจัดการตัวเองหลายรอบละ ยิ่งอ่านก็ยิ่งฟินวันนี้เลยตัดสินใจมาเขียนเื่ของตัวเองบ้างถ้าชอบหรือไม่ชอบยังไงก็ต้องขออภัยล่วงหน้านะครับ ผมยังไม่เคยเขียนอะไรยาวๆมาก่อนอาจจะมีสับสนบ้าง งงๆบ้าง หรือใช้คำซ้ำไปซ้ำมาบ้างก็ต้องขอโทษไว้ก่อนนะครับแต่รับรองว่าเื่ของผมเนี่ย เสียวสุดๆเหมือนกัน
ผมชื่อวิเชียร ปีนี้ก็อายุ 35เข้าไปละครับ สถานะโสดเป็ลูกคนโตของครอบครัวคนจีน โดนกดดันให้แต่งงานั้แ่อายุ 20 กับคนที่ป๊ากับม้าเลือกให้ แต่ก็ไม่นานครับตี๋ๆจืดๆแบบผมมันไม่เร้าใจเมียตบเมียแต่งเลยหอบผ้าหอบผ่อนพร้อมกับเงินครึ่งล้านหนีไปกับผู้ชายอื่นป๊าม้าเข็ดเลยครับไม่บังคับให้ผมแต่งงานกับใครอีก แกไม่ได้ดลัวเสียหน้าหรอกแต่กลัวเสียเงินมากกว่า
ที่บ้านผมเป็ร้านอาหารครับเป็ธุรกิจครอบครัวที่ตกทอดมากว่า 100 ปีขออนุญาตไม่บอกว่าร้านอะไร เพราะกลัวว่าจะมีคนแอบตามมาส่อง เป็ร้านดังพอสมควรมีรีวิวเยอะแยะ ลูกค้ามากันไม่ขาดสาย ตามธรรมเนียมเลยครับ ลูกชายคนโตต้องมาดูแลร้านต่อส่วนน้องๆผมก็แยกย้ายไปตามวิถีชีวิตที่เลือกเองไม่มีใครสนใจจะเข้ามารับ่เลยสักคน
ด้วยความที่เป็ร้านดัง คนพลุก พล่านผมเลยต้องจ้างคนงานชาวต่างชาติเยอะพอสมควร แต่ที่โดดเด่นเข้าตานั้นชื่อนาตูซูมาจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้กับจ.ประจวบ (จากหมู่บ้าน มุด่อง)ด้วยความที่อยู่ใกล้บ้านเรา นาตูเลยพูดไทยได้คล่องปรื๋อแต่เพราะฐานะที่ยากจนเลยทำให้ไม่ได้เรียนหนังสือ พอจบภาคต้นก็มาขายแรงงานในไทยเริ่มั้แ่เป็เด็กบนเรือประมง เป็คนใช้แรงงานที่โรงสี ด้วยการทำงานหนักนี้เองนาตูเลยเป็คนที่รูปร่างดีมาก เร้าใจไอ้หน้าจืดอย่างผมสุดๆ
นาตูซู (ซู เป็นามสกุล) อายุ 26เข้า 27 ปีในปีนี้ที่บ้านฐานะยากจนจนต้องมาเร่ขายแรงงานในไทยหวังว่าจะมีเงินก้อนเพื่อกลับไปทำงานที่บ้านเกิดเมืองนอนสถานะตอนนี้คือไม่มีเมีย เนื่องจากทานจนลืมหาเมีย ใบหน้าคมคายเหมือนคนทางใต้ใบหน้ารูปเหลี่ยมเป็สันกลับชวนมองมากกว่าจะเห็นว่าเป็คนหน้าเหลี่ยมๆป้านๆ ั์ตาคมกริบเต็มไปด้วยขนตางอนเป็แพคิ้วหนารับกับจมูกโด่ง แต่ไม่ได้โด่งสวยงามแบบคนหล่อทั่วไปมันโด่งแบบหักงุ้มเหมือนมีคนเอาไม้ไปฟาดตรงสันให้มันยุบเข้าไปนิดนึงแต่ก็รับกับใบหน้าเป็อย่างดี ริมฝีปากไม่หนาหรือบางจนเกินไปน่าจูบชิบความสูงน่าจะเกือบ 180 เพราะเวลายืนข้างผมก็พอๆกันทั้งๆที่ผมสูง 183 เซ็นเลยทีเดียว
ผมแอบมองนาตูมานานั้แ่เข้าทำงานกับผมตอนนี้เข้าปีที่ 3 ผลงานของนาตูเข้าตามากๆ(ไม่ได้อคติอะไรเล้ยยย)ขยันขันแข็ง ใช้งานอะไรไม่เคยอิดออดผิดกับลูกน้องบางคนที่บ่นไม่หยุดตอนที่ร้านมีลูกค้าเยอะจนเสิร์ฟไม่ทันแต่นาตูกลับไม่ปริปาก พูดน้อย ทำงานหนัก แถมยังซื่อสัตย์เพราะผมเคยลองใจโดยการให้เฝ้าร้านตอนที่ปิดตรุษจีน พอกลับมานึกว่าบ้านจะโดนกวาดเรียบแต่ทุกอย่างไม่เป็เช่นนั้น ของมีค่าต่างๆอยู่ครบจนรู้สึกประทับใจคนๆนี้เข้าไปอีก...แต่ก็ทำได้แค่ประทับใจเพราะไม่รู้จะหาโอกาสไหนเลียบๆเคียงๆ เนื่องจากเราเป็เ้านายลูกน้องเรียกเฮียทุกคำ ถึงแม้อยากได้ ก็ต้องอดทนไว้
ลืมบอกไปว่าบ้านของผมนั้นปลูกอยู่หลังร้านเลยครับลูกน้องที่ไม่มีที่อยู่จะอยู่ชั้นบนของร้าน รวมไปถึงนาตูด้วยครับมันไม่ได้เป็ห้องหับมิดชิด แต่มันเป็ห้องโล่งๆที่ปูที่นอนให้นอนเรียงกันมีเพียงพัดลมและทีวีเป็เพื่อนเท่านั้น ยิ่งทำให้ผมเข้าหานาตูยากเข้าไปอีกจากปีที่หนึ่งเข้าปีที่สอง...ได้แต่มองตาปริบๆ
แต่เหมือนพระเ้าจะเข้าข้างผมไม่น้อยเพราะป๊าผมเกิดป่วยหนักจนลุกไม่ไหว แถมแกไม่ชอบให้พยาบาลมาดูแล โวยวายลั่นบ้านผมต้องดูแลจนแทบไม่ได้พักผ่อนน้องๆก็มาเยี่ยมบ้างแต่ก็ไม่มีใครมาประคบประหงมเพราะต่างก็ไปมีครอบครัวกันหมดภาระทุกอย่างเลยตกมาที่ไอ้วิเชียรนั่นแหละ ทั้งดูแลร้านและป๊าจนหัวหมุนไปหมด
“เห้ยพวกเอ็งมีใครอยากได้เงินพิเศษกันบ้างมั้ย” ผมถามลูกน้องหลังปิดร้านปกติเราปิดสี่ทุ่ม กว่าจะเก็บกวาดเสร็จก็เกือบเที่ยงคืนลูกน้องแต่ละคนก็เหนื่อยล้าอยากกลับไปพักผ่อนกันหมด
“เฮียจะใช้พวกเราทำอะไรครับ”เสียงนาตูถามแทนเพื่อนๆ เพราะพูดภาษาไทยคล่องที่สุดแล้ว
“เฮียอยากได้คนดูแลป๊าคนนึงคอยป้อนข้าว ป้อนยาและนอนเป็เพื่อนตอนกลางคืน” พอตอบไปหลายคนก็ไม่ได้สนใจลำพังงานที่ร้านก็หนักพอดู ถ้าจะต้องมาดูแลคนแก่ขี้โวยวายอีกคงไม่ดีเป็แน่แท้
“ไม่มีเลยเรอะ”ผมถามย้ำ ถึงแม้เงินพิเศษจะจูงใจแต่ก็ไม่มีใครสนใจ ได้แต่ถอนหายใจแบบปลงตก
“ผมทำได้ครับ”นาตูออกปาก ผมยิ้มร่าเลยครับ เป็อย่างใจคิดจริงๆ
นาตูเลยต้องย้ายตัวเองมานอนห้องป๊าั้แ่นั้นตอนเช้าก็หาข้าวหายามาป้อนด้วยความที่ป๊าเห็นนาตูมาหลายปีเลยไม่ได้โวยวายเหมือนพยาบาลพิเศษทำให้ผมเบาใจไปมากโข นาตูดูเหมือนจะโอเคด้วยที่มาช่วยตรงนี้เพราะหลังจากมื้อเช้าก็ต้องไปเตรียมร้าน อยู่ขายจนถึงเที่ยงก็ต้องมาดูแลคนแก่ต่อป๊าผมเหมือนจะรู้ว่ามันเป็่คนเยอะที่สุดของวันเลยไม่ได้เร้าหรือกับนาตูมากนักพอกินข้าวเสร็จก็ปล่อยให้ออกมาทำงานต่อจนล่วงถึงเย็นก็มาเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ทำแบบนี้วนลูปไปจนป๊าผมเสีย นาตูเลยได้พักผ่อน
“อ้าว นาตูจะไปไหนล่ะ” ผมถามเมื่อเห็นลูกน้องคนโปรดเก็บข้าวของตัวเองออกมาจากห้องป๊า
“กลับไปนอนที่ร้านครับ”ผมใจหายวาบเลยครับ เพราะไม่คิดว่าจะเร็วปานนี้
“อืมป๊าก็เสียแล้วนี่เนาะ” ผมทำท่าเห็นด้วย “แต่นาตูสนใจจะดูแลเฮียต่อมั้ยเฮียจ่ายเท่าเดิม”
“ดูแลยังไงครับ”นาตูถามแบบพาซื่อ ผมอยากจะบอกจริงๆเลยว่าดูแลถึงไส้ใน แต่ต้องทำขรึมไว้ก่อน
“ก็ดูแลเื่ความสะอาดบ้านซักเสื้อผ้า รีดผ้า ทำกับข้าวให้เฮียน่ะ”
“แล้วที่ร้านล่ะครับ”นาตูถาม เพราะถ้ามาทำแบบนี้ก็แทบไม่มีเวลาไปทำงานเลย
“ก็ไม่ต้องไปทำละเฮียจ้างนาตูทำงานกับเฮียเลย จ่ายเงินเดือนเพิ่มอีก 5,000 จากที่เคยได้ตอนเสิร์ฟที่ร้าน”
“หะห้าพันเหรอครับ” นาตูตาโตสิครับ เงินนี่ไม่ใช่น้อยๆ จากที่เคยได้ 8 พันกว่าบาทเพิ่มมาอีกก็ยังมากกว่าตอนมาคอยดูแลป๊าผมด้วยซ้ำ
“อื้มคิดว่าเฮียพูดเล่นรึไงล่ะ” ผมย้ำให้นาตูมั่นใจ ตอนนี้ท่าทางเชิงบวกแล้วครับ“แต่มีเงื่อนไขนะ”
“เงื่อนไข”
“ใช่นาตูจะต้องนอนที่บ้านนี้ ในห้องเฮียและห้ามเอาเื่ทีเฮียเพิ่มเงินไปบอกใครเด็ดขาด” คนที่หอบหิ้วของทำท่าครุ่นคิดผมยืนกอดอกรอคำตอบที่รอคอย...
“ตกลงครับ” yes!!!!
“งั้นก็เอาข้าวของไปเก็บที่ห้องเฮียเดี๋ยวเฮียจะสอนงานนาตูเอง”
“ครับเฮีย”ว่าง่ายเข้าไว้ครับ แล้วชีวิตจะดีเอง นาตูเอ๋ย....
