‘สวัสดีฮันนี่
ดีใจจริงที่ได้จดหมายของเธอ ตอนนี้เดือน July และมันหน้าหนาว ฉันคิดถึงแสงแดดประเทศไทยจริงๆ ตั้ง 5 ปีแล้วที่เราเจอกัน ได้ข่าวว่าที่กรุงเทพ weather change บ่อยก็ดูแลตัวเองด้วย เรากำลังจะย้ายบ้านไป Brisbane เดือนหน้า ฉันเขียน new address ให้เธอแล้วสำหรับจดหมายฉบับหน้า จดหมายฉบับนี้จะเป็ภาษาไทยสุดท้าย เพราะเธอเริ่มใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องมากขึ้น ฉันจะตอบเธอเอง
คิดถึงลูกสาวคนไทยของฉัน
อัลเบิร์ต
07-07-2009’
กรุงเทพฯ ประเทศไทย ปีพ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019) ณ วัดแห่งหนึ่งใกล้ชานเมือง
มธุรดา จิรวัฒนา หญิงสาวผิวสีน้ำตาลในวัย 25 ยกมือปาดน้ำตาที่ไหลหยดลงข้างแก้ม เธอยืนอยู่บริเวณหน้าพระเมรุเผาศพ สีหน้าเหม่อลอยมองควันที่พวยพุ่งลอยขึ้นบนท้องฟ้า ั์ตาดำสนิทบวมช้ำจากการร้องไห้ติดต่อกันกว่า 7 วัน เธอถอนหายใจ รู้สึกขอบคุณที่การฌาปนกิจศพของมารดาเป็ไปความเรียบง่าย
“แม่” ที่เธออยู่ด้วยมาตลอดชีวิตได้หายตัวไปจากโลกนี้อย่างไม่มีวันกลับ
“น้ำผึ้ง คืนนี้ฉันไปนอนกับแกนะ” น้ำเสียงใสดังขึ้นข้างกาย เพื่อนสาวคนสนิทยกมือขึ้นบีบไหล่บางที่ยังคงสั่นน้อยๆ
มธุรดาหันไปสบตาเพื่อนก่อนจะยิ้มบางแทนคำขอบคุณ
“ป้าวดีไปสบายแล้ว” สิสิร หรือน้ำค้าง เพื่อนสาวคนสนิทจากวัยเด็กมองตามสายตาของมธุรดาไป ร่องรอยของควันจากเมรุยังคงหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย
“เหลือแต่พวกเรานี่แหละที่ยังต้องสู้ชีวิตกันต่อไป” มธุรดาพูดต่อ สิสิรพยักหน้ารับให้กำลังใจอีกฝ่าย
“แกมีฉันเสมอนะ” มธุรดาไม่ตอบอะไร เพียงยิ้มให้เพื่อนรักอีกครั้ง หญิงสาวรู้ดีว่าสิสิรจะเป็คนสุดท้ายที่จะทิ้งเธอไปในยามที่ชีวิตกำลังต้องเผชิญกับเื่ทุกข์ใจเช่นนี้
ทั้งคู่หันออกจากกันเพื่อพูดคุยและบอกลาแขกเพียงไม่ถึง 10 คนที่มาร่วมงานวันสุดท้าย ทันใดนั้นปลายสายตามธุรดาก็เหลือบเห็นบุคคลที่สามกำลังเดินเข้ามาหาพวกเธอ สิสิรมองตามสายตาเพื่อนรักจึงเอ่ยทักทายคนมาใหม่ทันที
“อ้าวพี่คริสต์”
ศตวรรษ หรือ คริสต์ ปรากฏตัวขึ้น นายตำรวจหนุ่มไฟแรงวัยเพียง 28 ปีสวมใส่ชุดทำงานเต็มยศ ที่เผยให้เห็นตำแหน่ง ‘พันตำรวจตรี’ ที่เพิ่งจะได้รับเลื่อนเมื่อไม่นานมานี้
ร่างกำยำสูงสมส่วน บวกกับกล้ามเนื้อที่ดูแน่นบอกได้ว่าเป็ร่างกายที่ถูกฝึกมาอย่างหนัก ท่าทางการเดินเชิดหน้า อกผายไหล่ผึ่งบ่งบอกถึงความมั่นใจในตนเอง ชายหนุ่มยิ้มบางให้กับสองสาวตรงหน้าเมื่อเห็นว่าทั้งคู่กำลังมองมา เขาเดินย้ำเข้ามาใกล้และก้าวไปยืนข้างกายมธุรดาด้วยความคุ้นเคย
“สวัสดีค่ะ” เขาเอ่ยทักทายทั้งคู่
“เห็นน้ำผึ้งบอกว่าพี่ติดงาน” สิสิรเอ่ยถามกับเขาด้วยน้ำเสียงเป็กันเอง
“วันสุดท้ายแล้ว พี่ตั้งใจแล้วว่าจะต้องมาให้ได้” ศตวรรษตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มหนักแน่น
“อีกอย่างพี่มีเื่อยากคุยกับน้ำผึ้งด้วย” เขาเอ่ยน้ำเสียงต่ำลง ั์ตาอ่อนโยนหลุบมองพื้นไปชั่วแว่บหนึ่ง
สิสิรรู้สึกประหลาดใจกับท่าทางของอีกฝ่าย แต่ก็เลือกที่จะไม่ถามอะไร
“ถ้างั้นฉันกลับไปเอาของก่อนดีกว่า เจอกันที่บ้านก็แล้วกันนะ” สิสิรรู้ว่าเธอไม่ควรยืนขัดเป็คนกลางระหว่างทั้งคู่อีกต่อไป เธอจึงพยักหน้าเป็เชิงบอกลามธุรดา
“น้ำค้างไปก่อนนะคะพี่คริสต์” เธอกล่าวกับศตวรรษ และประนมมือไหว้ลา
มธุรดามองแผ่นหลังของเพื่อนสาวที่เดินจากไป เธอสูดลมหายใจลึกก่อนหันเผชิญหน้ากับศตวรรษ
“ขอบคุณนะคะที่มา”
ศตวรรษพยักหน้ารับ ั์ตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดชั่วแวบก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
“งานพี่ยุ่งจริงๆ ไม่ได้มาช่วยเธอเลย” เขาเริ่มเอ่ยปากแก้ตัว ขณะที่มธุรดาพยักหน้าเข้าใจ
“น้ำผึ้งเข้าใจค่ะ” เธอกล่าว.. เธอจึงไม่รู้สึกโกรธคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อยที่เขาไม่ได้มาช่วยงานศพ
“เมื่อกี้พี่คริสต์บอกว่ามีอะไรจะคุยกับน้ำผึ้งเหรอคะ”
คนถูกถามชะงักสีหน้านิดหน่อย ก่อนจะตอบด้วยท่าทีลังเล
“เอ่อ.. เดี๋ยวเรากินข้าวก่อนแล้วค่อยคุยก็ได้ค่ะ”
มธุรดาเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย แต่ก็ยอมพยักหน้ารับด้วยดี
เมืองนอร์ธเลค กรุงบริสเบน เมืองหลวงของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย
บริเวณชานเมือง (North Lakes) บ้านแฮร์ริสตั้งเด่นสูงสง่าท่ามกลางบ้านหลังคาทรงเตี้ยบริเวณข้างเคียง บ่งบอกได้ชัดว่าเ้าของตั้งใจออกแบบมาให้แตกต่าง ธีมเฉพาะแบบ Temple Island ทำให้ลักษณะห้องโถงภายในมีความซับซ้อนประณีต ตัวบ้านถูกสร้างให้เป็ที่อยู่อาศัยริมสระว่ายน้ำหรูหรา ขณะเดียวกันก็ให้กลิ่นอายของความเรียบง่าย สบายตา
เป็เวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่ห้องทำงานบนชั้นสองยังคงมีแสงสว่างลอดผ่านออกมาก เื้ัโต๊ะทำงานมิคเก้สีดำ ‘แซมเมอร์ แฮร์ริส’ ชายหนุ่มเ้าของส่วนสูง 188 ซม.นั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยอ่อน ขณะที่สายตายังคงจดจ่ออยู่บนจอแล็ปท็อปเครื่องบางอย่างเคร่งเครียด
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มในห้องถูกดึงความสนใจไป เขาเงยหน้ามองประตูที่ถูกเปิดออกพร้อมกับทักทายผู้ที่เข้ามาใหม่
“ลุงวอร์เด็น” เขาเว้น่จังหวะหายใจ
“ยังไม่นอนเหรอครับ”
วอร์เด็น ทูเนอร์ ยิ้มตอบชายหนุ่มที่นั่งห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูและความภาคภูมิใจในตัวอีกฝ่าย
“ลุงมองผมแบบนี้ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปอายุ 5 ขวบ” คำบอกกล่าวทำให้ชายสูงอายุหัวเราะออกมา
“ผมดีใจจริงๆ ที่คุณหนูยอมกลับมาช่วยคุณพ่อ” เขาเว้นจังหวะพูด ขณะที่เดินเข้ามาในห้องทำงาน
“แต่อย่ากดดันตัวเองนักเลยครับ” เสียงทุ้มแหบเอ่ยต่ออย่างรู้นิสัยคนตรงหน้า ก่อนยกมือไพล่หลังตามความเคยชิน
แซมเมอร์ผละตัวออกจากโต๊ะทำงานเล็กน้อย สายตาเหลือบไปมองงานที่ยังค้างคาบนหน้าจอแล็ปท็อปแวบหนึ่ง เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนมองหน้าผู้ช่วยคนสนิทของพ่ออีกครั้ง
เขารู้จักชายสูงอายุตรงหน้าั้แ่เขาจำความได้ ลุงวอร์เด็นเป็ทั้งผู้ช่วยภายในบ้าน และนอกบ้าน ตลอดชีวิตนอกจากแม่ของเขาแล้ว ลุงวอร์เด็นคงเป็เพียงคนสนิทอีกเพียงคนเดียวที่พ่อของเขามี สำหรับแซมเมอร์ อีกฝ่ายมีศักดิ์เทียบเคียงเป็พ่อบุญธรรมของเขา
‘พ่อ’ ที่เขาอาจจะสนิทมากกว่าพ่อแท้ๆ ของตัวเองด้วยซ้ำ
พ่อ.. แซมเมอร์นึกถึงผู้ชายอีกคนที่คงพักผ่อนอยู่ในห้องนอนใหญ่ที่ห่างออกไปอีกเพียงไม่กี่ห้อง
“แล้วนี่ ‘เขา’ อาการเป็ยังไงบ้างครับ”
คำเอ่ยถามไม่ได้ทำให้วอร์เด็นประหลาดใจ แม้ว่าเขาจะไม่ชอบใจความห่างเหินที่คุณหนูใช้เรียก ‘คุณพ่อ’ ของตัวเองสักเท่าไหร่นัก
“หมอบอกว่าตอนนี้อาการทรงตัวครับ เมื่อครู่ผมเพิ่งออกมาจากห้องท่าน เห็นว่าจะส่งอีเมลและจะเข้านอนครับ”
แซมเมอร์นิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ั้แ่ตอนนั้น.. เขาไม่เคยหยุดทำงานได้เลยนะครับ” เสียงทุ้มเต็มไปด้วยความไม่ชอบใจชัดเจน
วอร์เด็น มองสายตาแข็งกร้าวของอีกฝ่ายด้วยท่าทางหนักใจ ‘ั้แ่ตอนนั้น’ เป็คำพูดติดปากของแซมเมอร์มานานหลายปี เขายังจำครั้งแรกที่คุณหนูของเขาเริ่มกล่าวถึงเื่นี้ได้
เมื่อตอนแซมเมอร์เพิ่งเกิด อัลเบิร์ต แฮร์ริส พ่อของแซมเมอร์เป็เพียงผู้จัดการโรงแรมธรรมดา ครอบครัวแฮร์ริส เป็ครอบครัวที่อบอุ่น เต็มไปด้วยความรักและความสุข แต่เมื่อแซมเมอร์เริ่มโตขึ้น อัลเบิร์ตก็เริ่มทำงานหนักขึ้น จนในที่สุดเขากลายเป็หนึ่งในเ้าของกลุ่มทุนโรงแรมขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ ทว่าสิ่งที่เขาใช้แลกเปลี่ยนกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ คือความรักและความสนิทสนมกับลูกชายคนเดียว ที่ตอนนี้
แซมเมอร์ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับ ชาลิตา แฮร์ริสหรือ เชอร์รี่ แม่ของเขา ประกอบกับอัลเบิร์ตเป็คนค่อนข้างจริงจัง ทำให้พ่อลูกคู่นี้มักจะมีบทสนทนาที่ไม่ค่อยลงรอยกัน
“คุณท่านทำทุกอย่าง” วอร์เด็นกล่าว
“ก็เพื่อผมและแม่” แซมเมอร์เอ่ยแทรกอย่างรู้ทัน.. ประโยคที่เขาได้ยินเป็ครั้งที่นับไม่ถ้วน
“ลุงแก้ตัวให้เขาแบบนี้มาเป็สิบปีแล้วนะครับ ไม่คิดจะเปลี่ยนหรือหาข้อแก้ตัวเพิ่มหน่อยเหรอ” ร่างสูงกล่าวต่อน้ำเสียงไม่พอใจนัก ใบหน้าหล่อเหลานิ่งตึง
“ขนาดวันสุดท้ายของแม่ เขายัง..” เสียงทุ้มกล่าวต่อ กัดฟันกรอด
“คุณหนูครับ” วอร์เด็นกล่าวด้วยน้ำเสียงห้ามปรามก่อนที่เขาจะพูดจบประโยค
ั์ตาสีดำขลับตวัดมองอีกฝ่าย หยุดคำพูดอย่างเสียไม่ได้
วอร์เด็นไม่อยากจะโต้เถียงต่อกับคุณหนูของเขา ชายสูงวัยกล่าวประโยคสุดท้ายก่อนจะเดินกลับออกไปจากห้อง
“พักผ่อนนะครับ”
กรุงเทพมหานคร
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นภายในห้องพักขนาดเล็กของมธุรดาเรียกให้เ้าของห้องตื่นขึ้นจากความเหม่อลอย
มือบางยกขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้า รีบเดินไปส่องกระจกที่ห่างจากเตียงนอนเพียงไม่ถึงหนึ่งเมตร.. ใบหน้าหวานบวมแดงเผยให้เห็นถึงร่องรอยสะอึกสะอื้นอย่างชัดเจน
มธุรดาสูดลมหายใจลึกก่อนเดินไปเปิดประตู
“แท๊นแท่นนน ทายสิฉันซื้ออะไรมาฝาก” สิสิรเอ่ยทันทีที่เพื่อนสาวเปิดประตูให้ แขนเล็กชูถุงพลาสติกที่ห่อหุ้มอาหารขึ้นให้อีกฝ่ายเห็น
มธุรดายิ้มให้เพื่อนสาว.. รอยยิ้มนั้นเศร้าอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าใบหน้ายิ้มแฉ่งต้องหุบลงทันทีที่สังเกตเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย
สิสิรรีบเดินเข้าไปในห้องเพื่อวางถุงอาหารและกระเป๋าเสื้อผ้าของเธอลง ก่อนจะเดินเข้าไปหาเพื่อนรักที่ปิดประตูเดินตามเธอเข้ามา
“ฉันเห็นแกดีขึ้น ไม่คิดว่าจะร้องไห้อีกนะเนี่ย” เธอกล่าวเสียงต่ำ
มธุรดาพยายามยิ้มให้เพื่อนรัก..
สิสิรนั่งลงข้างมธุรดา บีบบ่าเพื่อนสาวเบาๆ
“ถ้าเศร้า ป้าวดีจะพลอยเป็ห่วงเปล่าๆ นะเว้ย” เธอกล่าวน้ำเสียงร่าเริงตั้งใจอยากจะช่วยดึงเพื่อนให้อารมณ์ดีขึ้น
สิสิรเข้าใจว่ามธุรดาร้องไห้เพราะแม่ที่เสียไป.. แต่..
“น้ำค้าง..” มธุรดาเรียกชื่อเพื่อน
คนถูกเรียกกระตุกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปใเมื่อมธุรดาโผเข้ากอดเธอ พร้อมกับการร้องไห้โฮ
“พี่คริสต์.. พะ.. ฮืออ”
สิสิรเบิกตาโตขึ้น ไม่เข้าใจสิ่งที่เพื่อนพูด มือเล็กพลางลูบแผ่นหลังอย่างปลอบประโยน
หลังจากผ่านไปเกือบ 5 นาที.. มธุรดาสะอึกสะอื้นน้อยลง สิสิรจึงพยายาทถามเธออีกครั้ง
“แก.. ฉันไม่เข้าใจ.. แกพูดว่าอะไรนะ”
มธุรดาค่อยๆ ถอนตัวออกจากเพื่อนรัก ร่างบางยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ยังคงไหลไม่หยุด
“พี่คริสต์..บะ..บอก.. บอกเลิกฉัน” เสียงหวานตอบยังมีร่องรอยของการสะอึกสะอื้น
มธุรดามองออกไปนอกหน้าต่าง ภายนอกมีเพียงแสงไฟจากตะเกียงที่เด่นชัดเท่านั้น
“แกว่าอะไรนะ” สิสิรอ้าปากค้างน้อยๆ .. ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมเพื่อนสาวถึงร้องไห้หนักเช่นนี้
“แกไม่ได้ล้อฉันเล่นใช่มั้ย” เธอถาม
มธุรดาส่ายหน้ารัวๆ ใบหน้าหวานแดงระเรื่อเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา สิสิรส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างไม่สบอารมณ์.. เธอรู้สึกไม่ค่อยดีั้แ่เห็นศตวรรษเมื่อบ่ายวันนี้.. แต่ก็ไม่คิดว่าลางสังหรณ์ตัวเองจะแม่นขนาดนี้.. แถมนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก..
“บ้าจริง” สิสิรอุทาน ขณะที่มธุรดาไม่ตอบต่อ.. ตอนนี้เธอเลิกสะอึกสะอื้นแล้ว.. ร่างบางเหม่อลอยไม่ได้ยินสิ่งที่เพื่อนรักกล่าวด้วยซ้ำ
สิสิรไม่ถามอะไรต่อ.. แม้ว่าเธออยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ แต่เธอรู้ว่าตอนนี้มธุรดาคงสับสนและบอบช้ำมาก.. หลังจากเสียมารดาไป.. ผู้ชายคนแรกและคนเดียวในชีวิตของเธอกลับมาบอกเลิกเสียดื้อๆ ..
เธอเป็เพื่อนกับมธุรดามากว่า 15 ปี.. ขณะที่ศตวรรษเป็แฟนอีกฝ่ายมาเกือบ 10 ปี.. ทั้งสามคนร่วมผ่านเหตุการณ์หลายๆ อย่างในชีวิตมาด้วยกัน.. ั้แ่เรียนมัธยมปลาย.. มหาวิทยาลัย.. และเข้าสู่ชีวิตการทำงาน
สิสิรส่ายศีรษะ.. พลางตบบ่ามธุรดา
“แกยังมีฉันนะน้ำผึ้ง”
กรุงบริสเบน
ภายในห้องนอนหลักของบ้านหลังใหญ่ อัลเบิร์ต แฮร์ริส ผู้ซึ่งเป็เ้าของบ้านนั่งพิงพนักเตียงนอนไซส์คิงท่ามกลางแสงไฟสีส้มสลัว ชายสูงวัยยกมือขยับแว่นสายตาขึ้นลง ขณะที่อีกมือถือ iPad Air รุ่นล่าสุดขนาดหน้าจอกว้าง 10.5 นิ้ว เขาหรี่สายตาอ่านข้อความในอีเมลที่เขาเพิ่งเขียนจบอีกครั้ง ก่อนจะกดส่งอย่างไม่คล่องแคล่วนัก
เขาชอบที่จะเขียนจดหมายมากกว่าเขียนอีเมล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่เกี่ยวกับเื่ธุรกิจ.. แต่เมื่อถูกเร่งรัดด้วยเวลา เขาจึงยอมอะลุ่มอล่วยให้กับเทคโนโลยีมากกว่าความชอบของตนเอง
ในเวลาเพียงไม่กี่ปี เทคโนโลยีถูกพัฒนาอย่างก้าวะโทำให้เขาในวัย 65 ปีนั้นตามไม่ทัน บวกกับรสนิยมส่วนตัวที่ชอบความคลาสสิค ทำให้เขาแทบจะไม่แตะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เลยถ้าหากไม่จำเป็
มือใหญ่วาง iPad ลงข้างตัว.. ‘iPad’ อุปกรณ์ใหม่ที่ ‘วอร์เด็น’ ผู้ช่วยประจำตัวเขาคะยั้นคะยอให้ใช้ หลังจากที่ทนนั่งฟังคุณประโยชน์อยู่เกือบหนึ่งสัปดาห์ เขาจึงตัดสินใจยอมสั่งซื้อมันมา.. นอกจากอีเมล และอ่านข่าวจากแอปพลิเคชันที่วอร์เด็นดาวน์โหลดเอาไว้ให้ อัลเบิร์ตก็แทบจะไม่ได้ใช้มันเลย แต่ชายสูงวัยก็อดยอมรับไม่ได้ว่าอุปกรณ์นี้ช่วยแก้เบื่อเขาได้มาก ขณะที่นั่งป่วยนอนป่วยอยู่ที่บ้านมาเป็อาทิตย์
ชายสูงวัยมองแสงไฟสลัวภายในห้อง ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองประตูใหญ่ที่กั้นระหว่างเขากับตัวบ้านไว้.. อัลเบิร์ตรู้ว่าห่างออกไปเพียงไม่กี่ห้อง ‘แซมเมอร์’ ลูกชายคนแรกและคนเดียวของเขากำลังทำอะไรสักอย่างอยู่ภายในบ้าน
ตัวอยู่ใกล้ แต่ก็รู้สึกห่างไกล.. ความรู้สึกและความสัมพันธ์ที่ห่างเหินระหว่างเขากับลูกชายทำให้อัลเบิร์ตถอนหายใจลงอย่างช้าๆ .. ั์ตาสีดำตวัดกลับไปมองยังสวิตช์ไฟ เขาเอื้อมมือไปกดมัน ก่อนไฟภายในห้องจะดับลง พร้อมกับอัลเบิร์ตที่พยายามข่มตานอนหลับอย่างเช่นทุกคืน..
‘Dear my little honey,
I am very sorry for your loss. I totally understand your feelings. It’s been awhile we haven’t updated. Your beautiful aunt has also gone from me. I am so empty without her. I have been sick for quite some time and I don’t know how long I will live. I hope we can meet each other again soon. Let me know if you can visit me here. I will have Warden handle everything for you.
Love,
Dad’
‘ถึงฮันนี่ลูกสาวที่รัก
ฉันเสียใจกับการจากไปของคุณแม่เธอด้วย ฉันเข้าใจความรู้สึกของเธอดี เราไม่ได้ติดต่อกันเสียนาน คุณป้าของเธอก็จากฉันไปแล้วเช่นกัน ฉันรู้สึกว่างเปล่าจริงๆ เมื่อไม่มีป้าของเธออยู่ด้วย ฉันป่วยมาสักพักแล้ว และไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ฉันหวังจริงๆ ว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งเร็วๆ นี้ บอกฉันหน่อยถ้าหากเธอมาเยี่ยมฉันได้ วอร์เด็นจะจัดการทุกอย่างให้เธอเอง
รัก,
พ่อ’