เทียนิตั้งชื่อให้แก่หมาป่าสีคราม แล้วนำมือไปวางไว้บนหัวของมัน ปิ๊ง !! “ท่านได้ทำการบันทึก หมาป่าสีคราม หนูหลาง ไว้ในรายชื่อสัตว์เลี้ยงของท่านสำเร็จแล้ว ท่านสามารถตรวจสอบสถานะสัตว์เลี้ยงของท่านได้โดยการใช้คำสั่งสถานะสัตว์เลี้ยง ท่านสามารถนำสัตว์เลี้ยงของท่านเข้ามาเก็บไว้ในช่องเก็บสัตว์เลี้ยงและสามารถเรียกมันออกมาได้ตลอดเวลาโดยการนึกถึงชื่อแล้วเจตนาในใจว่าจะเก็บหรือปล่อย”
เทียนิได้ยินคำแนะนำจากระบบ เขาก็เริ่มทดสอบเก็บเ้าหนูหลางผู้โชคดี เข้า ๆ ออก ๆ ในช่องเก็บของอย่างสนุกสนาน ตอนนี้สีหน้าของหนู๋หลาง ก็แสดงออกถึงความสับสน ปนตื่นตระหนก เนื่องจากอยู่ ๆ ตัวของมันก็เข้าไปอยู่สถานที่ ๆ แปลกตา และไม่ทันจะได้ทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น มันก็กลับมาอยู่ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง แรกๆมันก็แค่สับสน แต่พอเป็แบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ มันก็เริ่มตื่นตระหนกแล้ว ในที่สุดเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดก็หยุดลง ตอนนี้หนูหลางมองไปยังเทียนิที่เผยรอยยิ้มมุมปากออกมา ในสายตาของหนูหลางตอนนี้เทียนิช่างดูน่าหวั่นเกรงอย่างมาก เพราะมันคิดว่าเหตุการณ์แปลก ๆ ที่เกิดขึ้นกับมันเมื่อครู่ต้องเป็ฝีมือของเทียนิแน่ ๆ และมันก็คิดถูกจริง ๆ
โฮ่ง ๆๆ !!! แฮร่ กรรรร !!! บ .... บวู๊ !! ทันไดนั้นเองก็มีเสียงของฝูงหมาป่าดังขึ้นมาหลายเสียงทั้งเห่า ทั้งขู่ ทั้งหอน เป็ฝูงหมาป่าพวกที่ไล่ต้อนเทียนิมานั่นเอง ตอนนี้พวกมันก็ได้ตามมาสมทบกับจ่าฝูงของพวกมันแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าตอนนี้ จ่าฝูงของพวกมันกำลังนอนหมอบอยู่ต่อหน้าของเหยื่อที่พวกมันไล่ต้อนมา พวกมันจึงตีวงล้อมเทียนิพร้อมทั้งส่งเสียงข่มขู่ออกมา เป็ในว่าห้าทำร้ายจ่าฝูงของพวกมันเด็จขาด เทียนิที่อยู่ในวงล้อมของพวกหมาป่าสีครามก็ไม่ได้แสดงสีหน้าหวาดกลัวหรือหวั่นเกรงอะไรออกมา เทียนิหันไปกล่าวกับหนูหลางด้วยน้ำเสียงสงบ
“หนูหลาง เ้าจะจัดการเื่นี้อย่างไร”
เมื่อได้ยินเทียนิกล่วงถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่ในความคิดของหนูหลางนั้น น้ำเสียงของเทียนิช่างเย็นยะเยียบเป็อย่างมาก แต่ที่แปลกจริง ๆ ก็คือตอนนี้มันสามารถเข้าใจคำพูดของเทียนิได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก่อนที่มันจะยอมรับเทียนิเป็นายมันไม่อาจเข้าใจคำพูดของเทียนิได้เลย ตอนนี้มันจึงรีบดีดตัวลุกขึ้นมา แล้วจึงกระโจรไปเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่าสีครามที่กำลังส่งเสียงข่มขู่ออกมาไม่ขาดสาย
“บ...บวู๊ววววว ”
หนูหลางโก่งคอขึ้นแล้วส่งเสียงหอนดังยาวออกมา เสียงหอนของมันฟังดูช่างเปี่ยมบารมีดุจผู้นำ แตกต่างกับเสียงหอนของพวกลูกฝูงหมาป่าสีครามตัวอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่เสียงของมันดังก้องไปทั่วพื้นที่แล้วพวกฝูงหมาป่าสีครามก็เริ่มสงบลง แล้วจึงพากันหอนรับกันดังระงมผ่านไปสักพัก หนูหลางก็หยุดหอนแล้วจึงเดินขึ้นไปบนเนินหินที่มีเทียนิยืนอยู่ด้วยท่าทีองค์อาจเอามือไขว้หลัง อกผาย ไหล่ผึ่ง แหงนหน้าเฉียงขึ้นไปสายตาเฉียบคมมองดูฟ้าไกลดุจจอมยุทธ์ผู้ทระนง หนูหลางเดินมาหลุดอยู่ที่ด้านหลังเยื้องมาทางขวาเล็กน้อยของเทียนิ แล้วนั่งลงมองไปยังเทียนิด้วยสายตาเปล่งประกายวิบวับ ในความคิดของมันบุรุษตรงหน้านั้นยิ่งมายิ่งดูยิ่งใหญ่ สมแล้วที่เป็นายท่านของมัน เมื่อฝูงหมาป่าสีครามมองเห็นท่าทีที่จ่าฝูงของพวกมันปฏิบัติต่อเทียนิ พวกมันก็รู้ตัวว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร แน่นอนว่าสัญชาตญาณของพวกมันได้บอกกับพวกมันว่าถ้าหากติดตามจ่าฝูงที่แข็งแกร่งพวกมันก็จะสามารถอยู่รอดปลอดภัยในป่าแห่งหมอกได้ ขนาดจ่าฝูงของพวกมันยังยอมจำนนต่ออีกฝ่ายพวกมันก็มีแต่ต้องยอมจำนนต่อเทียนิด้วยเช่นกัน ตอนนี้พวกฝูงหมาป่าสีครามทั้งหลายได้เดินมารวมกันอยู่ข้างหลังของเทียนิ แล้วก็นั่งแหงนหน้ามองไปยังเทียนิกันเป็ตาเดียว เทียนิที่ััได้ถึงการกระทำของพวกหมาป่าสีครามทั้งหลายในใจก็ตื่นเต้นยินดีสุด ๆ แต่ภายนอกนั้นยังคงรักษามาดสงบดุจจอมยุทธ์ผู้องอาจเช่นเดิม ผ่านไปสับพักเทียนิก็กล่าวออกมา
“หนูหลาง เ้าเห็นเมฆก้อนนั้นหรือไม่ แม้ว่ามันจะลอยอยู่สูงเพียงได แต่เหนือมันขึ้นไปก็ยังมีเมฆก้อนอื่นอยู่อีกมากมาย ชีวิตของเราก็เหมือนกัน แม้ว่าตอนนี้เราจะอยู่สูงเพียงได แต่ก็ย่อมมีคนที่อยู่เหนือเราอยู่มากมาย เพราะฉะนั้น พวกเราต้องขยันหมั่นเพียรในการยกระดับของเราให้สูงขึ้นไปอยู่เสมอ ถ้าเราหยุดลงเมื่อไร ก็จะมีผู้อื่นที่พร้อมจะกดหัวของเราลงได้ตลอดเวลา เ้าจงจำคำของข้าไว้ให้ดี นับจากวันนี้ไปเ้าจงนำฝูงของเ้าออกล่าผู้แข็งแกร่งเพื่อฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ แล้วอย่าลืมว่า เ้าต้องเป็ผู้ลงมือสังหารศัตรูทุกตัวที่เ้าพบด้วยตัวเองเท่านั้น เ้าเข้าใจหรือไม่”
กล่าวจบเทียนิก็หันหลังกลับมามองที่หนูหลาง หนูหลางได้ยินคำสั่งสอนของเทียนิก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที มันรีบลุกขึ้นยืนแล้วชูคอขึ้นฟ้าส่งเสียงหอนออกมาดังก้องไปทั่วป่าแห่งหมอก แล้วตามมาด้วยเสียงหอนรับของพวกฝูงหมาป่าสีครามที่ดังตามมานับเป็การเคารพต่อจ่าฝูงหมาป่าสีครามตัวใหม่ ตอนนี้ป่าแห่งหมอกที่เคยเงียบสงบก็ดังก้องไปด้วยเสียงหอนอันฮึกเหิมของเหล่าฝูงหมาป่าสีคราม
ห่างออกมาไม่ไกลจากจุดที่เทียนิอยู่ ก็มีชายวัยกลางคนสองคนที่กำลังยืนสนทนากันอยู่ คนหนึ่งรูปร่างผอมสูง ส่วนอีกคนนั้นรูปร่างอ้วนเตี้ย ถ้าไม่ใช่คนที่รู้จักมักคุ้นกับสองคืนนี้ก็คงไม่มีใครเชื่อว่าทั้งสองนั้นเป็พี่น้องกัน เพราะรูปร่างของพวกเขานั้นแตกต่างกันเกินไป โดยคนที่ผอมสูงนั้นคือพี่และคนที่อ้วนเตี้ยนั้นคือผู้น้อง ระหว่างที่พวกมันทั้งสองคนกำลังสนทนาสัพเพเหระกันอยู่ก็ได้มีเสียงหอนของฝูงมาป่าที่ฟังดูฮึกเหิม ดังก้องออกมา พวกเขาหันมองสบตากัน
“เสียงนี้มัน”
“เป็ฝูงหมาป่าสีครามแน่นอน แต่ทำไมน้ำเสียงของพวกมันจึงฟังดูช่างฮึกเหิมกันขนาดนี้”
ชายร่างอ้วนเตี้ยกล่าวตอบชายร่างผอมสูง
“ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปเตือนเหล่าพี่น้องของเราไม่ให้ออกไปไหนคนเดียว ไม่อย่างนั้นอาจจะถูกพวกหมาป่าสีครามจู่โจมเอาได้”
ชายร่างผอมกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจัง หลังจากกล่าวจบพวกเขาก็รีบวิ่งจากไปยังค่ายแห่งหนึ่งในหุบเขาของป่าแห่งหมอก ค่ายแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณช่องว่างระหว่างหุบเขา โดยที่สามารถเข้าออกได้ทางเดียวคือทางด้านหน้า สีบนยอดเขาทั้งสองฝั่งนั้นก็มีเวรยามคอยสังเกตการณ์ ซึ่งถ้ามีความเคลื่อไหวใด ๆ ที่ดูน่าสงสัยพวกเขาก็จะสามารถเตือนภัยได้ในทีนที ซึ่งค่ายแห่งนี้ก็คือค่ายโจร ของกองโจรเดือนดับ โดยภายในค่ายมีสมาชิกของกองโจรเดือนดับอยู่ทั้งสิ้น 43 คนโดยหัวหน้ากองโจรเดือนดับแห่งนี้มีฉายาว่า โฉดตาเดียว งานหลักของกองโจรเดือนดับแห่งนี้ก็คือออกปล้นคาราวานสินค้า ที่จะเดินทางไปมาระหว่างเมืองเมฆ่าล่องกับเมืองจรัสแสง ซึ่งมีเส้นทางใกล้เคียงกับป่าแห่งหมอก ส่วนงานรองของพวกเขาก็คือออกไประรานชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้เคียงกับป่าแห่งหมอกแน่นอนว่าต้องไปเก็บค่าคุ้มครองด้วยเช่นกัน โดยพวกกองโจรทั้งหลายที่กระจายตัวอยู่ทั่วไปในพื้นที่รอบนอกของป่าแห่งหมอกแห่งนี้ก็จะมีการตกลงแบ่งอาณาเขตการปกครอง ซึ่งพวกมันก็จะระวังอย่างมากที่จะไม่ล้ำเส้นกัน เพราะต่างฝ่ายก็ไม่้าจะสูญเสีย เพราะถ้าหากมีการทำากัน ถึงแม้ว่าจะสามารถเอาชนะศัตรูได้ แต่ภายในป่าแห่งหมอกนี้พวกเขาไม้ได้มีศัตรูแค่เพียงกลุ่มเดียว หากพวกเขาต้องสูญเสียกำลังคนจนฝ่ายของตนอ่อนแอลง ก็จะมีกลุ่มโจรกลุ่มอื่นๆ ที่จะมารุมทึ้งพวกเขาได้ ด้วยเหตุนี้เองอาณาเขตุการปกครองของป่าแห่งหมอกนี้จึงเหมือนเป็กฎหมายของเหล่ากองโจรต่าง ๆ ที่ไม่ควรละเมิด
กลับมาที่ฝั่งของเทียนิ หลังจากที่หนูหลางกับฝูงหมาป่าสีครามได้ตอบรับคำสั่งของเทียนิแล้ว หนูหลางก็นำพาฝูงของมันจากไป เทียนิที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันเขาจึงคิดว่าจะหยุดพักตรงนี้นี่แหล่ะ และเขา้าทดสอบเื่ของหนูหลางด้วยว่า มันจะทำให้เขาได้รับค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้นหรือเปล่า คิดได้ดังนั้นเทียนิก็นั่งลงแล้วนำอาหารที่เตรียมไว้ออกมาจากช่องเก็บของ แล้วเทียนิก็ได้พบว่า อาหารที่เขานำออกมานั้นมันยังร้อนอยู่และส่งกลิ่นหอมโชยออกมาเหมือนดั่งอาหารที่เพิ่งปรุงสุกมาใหม่ ๆ ด้วยการค้นพบนี้ได้ทำให้เทียนิมีความสุขมากหมายความว่า ไม่ว่าจะออกเดินทางไกลขนาดไหน ถ้าเขามีเวลาเตรียมตัวดี ๆ เขาก็จะมีอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ไว้ให้รับประทานเสมอ หลังจากที่เทียนิกินเสร็จแล้ว เขาก็วางแผนไว้ว่าเขาจะนำซากสัตว์ร้ายที่ล่าได้ไปขายแล้วจากนั้นก็จะนำซากสัตว์ร้ายจำนวนหนึ่งไปมอบให้กับเถ้าแก่ร้านข้าวต้มแล้วขอให้เขาใช้มันทำอาหารแบ่งให้เทียนิพอสมควร โดยเนื้อของสัตว์ร้ายนั้นมีราคาแพงกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไปมาก นอกจากมันจะอร่อยกว่าแล้วมันยังมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีอย่างมาก มันช่วยให้ผู้ฝึกยุทธ์สามารถบ่มเพราะได้เร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากเมื่อระดับพลังสูงขึ้นพวกเขาก็้าสารอาหารที่มากขึ้นไปด้วย จึงทำให้ความ้าของเนื้อสัตว์ร้ายนั้นมีมาก เมื่อคิดได้ดังนั้นเทียนิก็วางแผนว่าพรุ่งนี้เขาจะออกล่าพวกสัตว์ร้ายที่มันดูน่ากินเพิ่มเติมสักหน่อย ส่วนพวกที่มันไม่น่ากินก็ก็จะฆ่ามันอยู่ดี พูดง่ายๆว่า ยังไงเขาก็จะฆ่าพวกมันทั้งหมดนั่นแหล่ะ เมื่อท้องอิ่มเทียนิก็คิดอะไรเพลินๆไปเรื่อยเปื่อย ไม่นานสีหน้าของเทียนิก็เริ่มบิดเบี้ยวดุจเคี้ยวขี้หมา
"ไม่นะ !! ข้าพลาดแล้ว..... บัดซบ !! ข้ากลายเป็จ่าฝูงหมาไปแล้ว"