บทที่ 19 อาหารชูกำลัง
จ้งเหว่ยอาการหายรวดเร็วเกือบปกติ เดินเหินคล่องแคล่ว วันนี้อากาศดีแต่เช้า เหมาะแก่การออกว่าราชการยิ่งนัก ว่าแต่องค์ชายคงไม่ตำหนิกระมังที่ละเลยหน้าที่ไปเป็เวลานาน คาดประมาณดูแล้ว เป็เวลาแรมเดือนที่ไม่ได้เข้าวังเจี้ยนหยวน ไม่รู้ว่าบัดนี้มีอันใดเกิดขึ้นบ้าง
เตรียมจะออกจากจวน แต่ด้านหนึ่งก็เอาแต่ชะเง้อชะแง้อะไรไม่ทราบ เดินไปถึงประตูจวนแล้ว เดินกลับเข้ามาในจวนอีก พบเข้ากับเ้าอ้วนฟงฝู จ้งเหว่ยเชิดหน้าขึ้น มีท่าทีขึงขังกว่าปกติ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวางมาดนั่นแหละ ยิ่งนึกขึ้นได้ว่าเ้าหมูอ้วนฟงฝูเห็นฉากอะไรที่ไม่ควรเห็น จ้งเหว่ยยิ่งต้องมาดเข้มขึ้นหน่อย
“นายน้อยมีอันใดจะสั่งหรือขอรับ” ในมือถือกระดาษหนึ่งม้วน ท่าทางดูรีบร้อนอยู่ แต่ต้องหยุดฟังจ้งเหว่ยก่อน
“ฟางเยว่…นาง…เอ่อ” ไม่ทราบว่าสาเหตุใดเช่นกัน ท่าทีเคร่มขรึมเลือนหายยามจะเอ่ยถึงนาง
“อ้อ ท่านเซียนน้อย… ไม่ทราบขอรับ” ฟงฝูอมยิ้ม อยากพูดแต่ไม่พูด
“นี่เ้า!” จ้งเหว่ยยกกำปั้นขึ้น อยากจะทุบหัวหมูให้แบะ แล้วแหวกออกดูว่าบรรจุอันใดไว้ในนั้น
“ฟงฝูมีเื่สำคัญต้องรีบไปสะสาง ขออภัยนายน้อย” ค้อมหัวคำนับอย่างยียวน เสร็จแล้วก็วิ่งปรูดหายไป
จ้งเหว่ยชักไม่พอใจยิ่งนัก เช้าตรู่เช่นนี้แม้แต่เงาหัวคนก็ไม่เห็นแล้ว ตกลงว่าเื่เล่าที่เ้าสองตัวนั้นพูด เป็จริงหรือเป็เท็จ ไหนบอกว่าที่ผ่านมา นางมักจะตัวติดข้า กินนอนในห้องข้า ดูแลข้าไม่ห่าง หรือจะคิดว่าหายดีแล้ว ถึงได้หลีกตัวห่างออกไปเช่นนี้ คิดมาถึงตรงนี้ จ้งเหว่ยก็ชักสีหน้าเข้าไปใหญ่ พึมพำกับตนเองต่อไปอีกว่า เ้าหมูสู่รู้ต้องรู้อะไรแน่!
อันที่จริงฟงฝูรู้ โลกรู้ เื่ใหญ่โตยันเื่เล็กของมดปลวก ไม่อาจเล็ดลอดสายตาฟงฝูไปได้ เพียงแต่ที่ไม่ยอมพูดเพราะอยากให้นายน้อยรู้สึกประหลาดใจกับเื่ต่อไปนี้
*****
“เ้าแน่ใจนะว่าทำเช่นนี้” ฟางเยว่ตั้งใจศึกษาแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด มองทีหนึ่ง ก็ถามเช่นนี้ซ้ำอีกทีหนึ่ง
เซียนน้อยผู้วิเศษแห่งหุบเขายา ไม่เคยจับกระบวยเลยสักครั้ง วันนี้ผีเข้าหรืออย่างไร ถึงได้ขอคำชี้แนะจากเกาซีั้แ่เช้า มองดูเ้าโสมหยิบจับหลายอย่างด้วยความเร็ว ฟางเยว่จำไม่ได้เลยสักขั้นตอน ได้แต่เว้าวอนให้เขาสอนช้าๆ นับดูแล้วน่าจะเป็ครั้งที่สามแล้วกระมัง
“แน่ใจมาก ขอเพียงท่านเซียนน้อย ทำตามนี้ก็เป็อันเสร็จ” เกาซีรสมือเป็เลิศ ไม่เป็รองใคร แต่ทว่าขั้นตอนการสั่งสอนคนกลับไม่ได้เื่เลยสักนิด
“เอ่อ… เช่นนั้นข้าจะลองดู” ฟางเยว่ยิ้มเจื่อน สูดลมหายใจปลุกเร้าใจให้ตนเองตั้งหนึ่งก็เริ่มลงมือ
“โอ๊ย!” ขณะเกาซีกำลังปลีกตัวจากไป รู้สึกเ็ปส่วนเท้าราวถูกของมีคมทิ่มเนื้อ
“อย่าใจแคบ” ย่อมเป็เสียงของฟางเยว่
ฟางเยว่ใช้พลังเสกให้เกาซีคืนร่างเดิมชั่วคราว แล้วตัดส่วนรากสีทองออกมาไว้ปรุงอาหารเล็กน้อย นางทำผู้อื่นเจ็บ ยังมีหน้าคลี่ยิ้มภูมิอกภูมิใจ สรรพคุณของโสมรากทองต้นนี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มตบะได้ ยังสามารถขับพิษ กระตุ้นช่องลมปราณให้ไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น ว่ากันว่าใต้หล้านี้มีเพียงไม่กี่ต้นที่หลงเหลืออยู่ เพราะเช่นนี้ฟางเยว่จึงถนอมเกาซีไว้ข้างกายตลอด แต่หนนี้ยอมเฉือนหนึ่งส่วน
พอได้คืนร่างหยาบ เ้าโสมเกาซีมีอาการแง่งอน น้ำตาซึมเหมือนเด็กทารก เขามองผู้เป็นายทีหนึ่ง แล้วสะบัดหน้าหนี วิ่งปรูดจากไป ยามนี้ในห้องครัวสกุลเสิ่นเหลือเพียงฟางเยว่แล้ว
“นายน้อยเ้าคะ โชคดีที่ท่านยังไม่ได้ออกไป” สาวใช้นางหนึ่งเดินอย่างสำรวมเข้าหาจ้งเหว่ยที่กำลังยืนเหม่อกลางลานบ้าน
“มีอันใด” ชายหนุ่มถามเสียงห้วน ใบหน้าดุ
“นายท่านทั้งสามอยากหารือเื่สำคัญ เชิญนายน้อยที่โถงรับรอง”
“เื่สำคัญปานใด ก็เอาไว้ก่อนเถิด ข้าจะเข้าวังก่อน กลับมาค่อยหารือ จงนำคำของข้าไปแจ้ง”
“บ่าวทราบมาว่า เป็เื่เกี่ยวกับงานมงคลในบ้าน งานแต่งของนายน้อยเ้าค่ะ” สาวใช้ค้อมหัวยิ้มๆ ถือวิสาสะพูด
“อ้อ เช่นนั้นเื่ในวังช้าลงสักวันไม่นับว่าเป็อะไร”
จ้งเหว่ยยังคงวางมาดสูงเสียดฟ้า อยากยิ้มแต่ไม่กล้ายิ้ม ขณะกำลังก้าวเท้าไปยังโถงรับรอง เสียงประหลาดดังสนั่น ท้ายจวนเริ่มมีควันสีดำลอยโขมง เสียงอึกทึกเช่นนี้พบเห็นได้ในสนามรบเท่านั้น แต่นี่มันบ้านคน เช่นนั้นเกิดอันใดขึ้น!
ตู้ม! ตู้ม! แอ้ก!
จ้งเหว่ยเปลี่ยนทิศทางทันที เขาตรงไปยังสถานที่เกิดเหตุ พบว่าโรงครัวมอดม้วย ใบหน้ากรุ่นโกรธ ไม่ทันได้ฟังอันใดก็ชักกระบี่ออกมาไว้ในมือ พร้ะเบ็งเสียงแข็งกร้าวว่า “มือสังหาร! ผํู้ใดวางเพลิง ฆ่า!”
เ้าเกาซีวิ่งมาด้วยท่าทีรีบร้อน คุกเข่าด้านหลัง กลัวว่าท่านเซียนน้อยจะรักษาเอาชีวิตไว้ไม่ได้ ยังไม่ทันอ้าปากพูดอันใด เ้าอ้วนฟงฝูตามมาติดๆ ชิงเปล่งเสียงพูดอย่างร้อนใจ “ท่านเซียนน้อยอยู่ด้านในขอรับ”
รังสีอำมหิตเลือนหาย เหลือเพียงท่าทางอ่อนโยนห่วงใย กระบี่คู่กายถูกเก็บมิดชิด จ้งเหว่ยตวัดแววตาดุเ้าอ้วนครั้งหนึ่ง พลางดุเสียงดังว่า “เหตุใดไม่บอกให้เร็วกว่านี้ ต้องรอให้นางตายรึ!”
คนรับใช้ทั้งสองไหนเลยจะกล้า หลายปีมาแล้วที่ไม่เคยเห็นนายน้อยโกรธจัดขนาดนี้ ฟงฝูที่รับใช้จวนเสิ่นมานาน ไหล่สั่นตัวโยกไม่อาจควบคุม เกาซีลากเ้าอ้วนหนีไป เป็ครั้งแรกที่เขาฉลาดขึ้นกระมัง ใครจะอยู่ให้โง่ บัดนี้ท่านแม่ทัพมาถึงแล้ว อย่างไรผู้ที่อยู่ด้านในต้องรอด ไม่มีอันใดให้ต้องกังวลอีก
พริบตาเดียวเพลิงเ่าั้ก็สงบลง เหลือเพียงแต่ควันโขมงโฉงเฉง จ้งเหว่ยเข้าไปด้านในอย่างกระตือรือร้น ครั้นได้เห็นอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์กลายเป็สีเทาด้วยเขม่าไฟ พลันจำได้ว่านั่นเป็ฟางเยว่ ดวงใจแกร่งสั่นสะท้านด้วยความดีใจ ด้วยชาติกำเนิดควบคุมเพลิง สามารถควบคุมควันเหล่านี้ได้เช่นกัน ม่านหมอกถูกแหวกออกโดยง่าย
ฟางเยว่ไม่คิดหันกลับมา ยังคงง่วนอยู่กับการทำอะไรบางอย่าง นางไม่คิดว่าด้านหลังจะเป็ใครอื่น ยกเว้นเ้าโสมเกาซี เสียงใสกังวานดังขึ้นว่า “เกาซี วางใจเถอะ ใกล้เสร็จแล้ว”
แม้ไม่ได้เห็นสีหน้า ไม่ได้จับสังเกตโดยตรงว่านางรู้สึกอย่างไร ฟังจากน้ำเสียงที่เพิ่งเอื้อนเอ่ย ฟางเยว่ดูมีความสุขอยู่มาก ทันใดนั้นฟางเยว่พลันหันหน้ามาหาจ้งเหว่ย ใบหน้าของนางช่างงดงามและสดใส แก้มซ้ายขีดด้วยรอยสีดำ แก้มขวาเปื้อนเขม่าควัน ดูแล้วเหมือนกระต่ายน้อยแสนซนตัวหนึ่งเท่านั้น
“นี่เ้าเองหรือ” ฟางเยว่รู้สึกอับอาย ดวงตาเบิกโพลง เร่งเอาร่างของตนบดบังอาหารชามนั้นไว้
จ้งเหว่ยไม่ได้พูดอันใดเพื่อตอบนาง ใบหน้าของเขาไม่นับว่าโกรธ ไม่นับว่าอยากตำหนินาง และไม่นับว่าอยากพูดดีกับนางด้วย ชายหนุ่มไพล่มือไว้ด้านหลัง เดินเข้ามาใกล้อีกสองก้าว แล้วก็สาวเท้าไปรอบตัวนางอย่างแช่มช้า สำรวจดูั้แ่หัวจรดเท้า ประหนึ่งจับผิดนักโทษ วูบหนึ่งแอบชำเลืองมองอาหารในชาม แล้วเกิดขบขันในใจ “นี่มันอาหารพิลึกกึกกืออันใด นาง้าวางยาพิษผู้ใดหรือ?”
“ไม่เป็อันใดมากกระมัง” น้ำเสียงเ็าดังมาจากด้านหลังของฟางเยว่
ฟางเยว่คิดขบขัน หัวเราะตัวโก่งออกมาทีหนึ่ง พลันหันกลับมาหัวเราะอีก นางทำเช่นนี้ทำให้จ้งเหว่ยที่ยืนนิ่งเป็ท่อนไม้ กำลังคิดในใจเช่นกันว่า “นางดูแคลนความห่วงใยของข้างั้นหรือ? มีอะไรน่าหัวเราะกันล่ะ”
ฟางเยว่เห็นหว่างคิ้วของเขายับย่นเข้าหากันช้าๆ มันช่างไม่น่ามองเอาเสียเลย หญิงสาวเขย่งเท้าค้างไว้ เอื้อมมือสกปรกเปรอะเปื้อน ลูบหว่างคิ้วของจ้งเหว่ยให้เรียบ นึกไม่ถึงว่าจ้งเหว่ยไม่ว่าอันใด ไม่ถือสา ยังคงยืนให้นางลูบอย่างเต็มใจ ทั้งที่ท่าทีภายนอกยังคงเ็าอยู่ แต่ภายในใจนั้นอ่อนลงมากแล้ว
“จะนับว่าเป็อันใดไปได้ ลืมไปแล้วหรือว่าข้าคือธาตุน้ำ เพลิงจากเตาทำอะไรข้าไม่ได้ ส่วนโรงครัว… เพียงแค่ร่ายพลังสักครั้ง ก็กลับมาปกติแล้ว” พูดแล้วก็ส่งยิ้มหวานเป็ธรรมชาติเจือเสียงหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว
ในสายตาของจ้งเหว่ยกลับรู้สึกว่า เวลานี้ฟางเยว่งดงามเป็พิเศษ งดงามกว่าครั้งไหนๆ ทั้งที่ร่างกายเปรอะเปื้อนไม่ดูดี แต่นางกลับเป็สิ่งที่งดงามที่สุดในสายตาบุรุษ ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งกำลังอึ้งงันไม่พูด ฟางเยว่จึงถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง รู้ว่าปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิดแล้ว จึงพูดเสียงเสนาะหูออดอ้อนว่า “เข้าครัวเพราะท่าน อยากทำอาหารบำรุงท่าน”
จ้งเหว่ยที่หลงอยู่ในภวังค์ และหลงใหลนารีครู่หนึ่ง สติสัมปชัญญะคืนสู่ร่าง กลืนน้ำลายอึกใหญ่ มีสีหน้ากลัดกลุ้มอย่างเห็นได้ชัด พลางคิดในใจอย่างเงียบเชียบว่า “ที่แท้ผู้ที่มีวาสนาลิ้มรสอาหารจากนี้คือข้า”