เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 102 เสียงระฆังดังกลางดึก


             เสี่ยวหมี่ตกใจรีบหันไปมอง ที่แท้เป็นเสี่ยวเตาที่ลูบหลังศีรษะน้อยๆ เดินยิ้มแห้งๆ เข้ามา

             “คือว่า ไม่ใช่ว่าข้าตั้งใจจะแอบฟังหรอกนะ ข้าแค่จะเอาลังมาเก็บน่ะ”

             “พี่เสี่ยวเตาไม่ต้องเกรงใจหรอกเจ้าค่ะ ท่านลุงเฉินฝากคำพูดอะไรมาหรือไม่เจ้าคะ?”

             เสี่ยวหมี่รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ไม่ให้เสี่ยวเตาเสียใจ       

             “เถ้าแก่เฉินกล่าวว่า ของในคลังพวกนี้คงไม่พอขาย ฝากมาบอกว่าวันไหนที่เจ้าสะดวกให้เข้าเมืองไปปรึกษากันหน่อย”

             “บังเอิญจริงๆ เมื่อครู่ข้ากำลังพูดเรื่องนี้กับพี่ใหญ่เฝิงอยู่พอดี ท่านลุงเฉินทำการค้ามาหลายปี มีประสบการณ์เพียงพอ จะได้ขอคำแนะนำจากท่าน”

             เสี่ยวหมี่พูดจบแล้ว เสี่ยวเตาก็กัดฟัน ท่าทางเหมือนนักรบกำลังจะลาตายอย่างไรอย่างนั้น เขาหลับตาตะโกนเสียงดัง “เสี่ยวหมี่ ให้ข้าเข้าเมืองไปเปิดร้านเถอะ ข้าจะต้องทำให้ดีแน่นอน ข้าจะต้อง...”

             “ดีสิ”

             “อะไรนะ?”

             เสี่ยวเตากำลังตัดสินใจอย่างแน่วแน่และเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่กลับได้ยินเสียงเบาๆ ของเสี่ยวหมี่ดังขึ้น ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกไม่อยากจะเชื่อเล็กน้อย ถามออกมาว่า “อะไรดีหรือ?”

             เสี่ยวหมี่ยิ้มน้อยๆ เอ่ยว่า “ข้าบอกว่า ให้ท่านไปเป็นคนดูแลร้านค้าในเมืองน่ะสิดี ทั้งหมู่บ้านเราก็มีแต่พี่เสี่ยวเตานี่แหละที่ฉลาดที่สุด ทั้งยังเก่งวิชาคำนวณ ยามปกติก็ยังเข้าเมืองบ่อย หากจะเปิดร้านค้าในเมือง ท่านเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะส่งไป หรือว่าท่านไม่อยากทำ? ถ้าอย่างนั้นข้าคงมีแต่ต้องส่งพี่รองข้าไป ไม่แน่ว่าวันไหนเขาจะทำเราขาดทุนก็ยังไม่รู้”

             “ไม่ ไม่ ข้าไป ข้าไปเอง”

             เสี่ยวเตาตื่นเต้นจนขอบตาแดงก่ำเล็กน้อย รีบโบกมือทันที จากนั้นก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง เปลี่ยนเป็นพยักหน้าแทน

             “เสี่ยวหมี่เจ้าวางใจ ข้าจะต้องทำให้ดีแน่นอน ข้าไม่มีทางผิดต่อความเชื่อใจของเจ้า ข้าจะ...”

             เสี่ยวหมี่ได้ยินเขาเอ่ยวาจาลิ้นพันกันอย่างตื่นเต้น ก็รีบปลอบโยน “พี่เสี่ยวเตา ข้าเห็นท่านเป็นเหมือนพี่ชายแท้ๆ มาตั้งแต่เล็ก ข้าจะไม่เชื่อใจท่านได้อย่างไร ท่านกลับไปคุยเรื่องนี้กับท่านลุงท่านป้าหลิวเสียก่อน หากว่าพวกเขาตกลง ข้าก็จะให้ท่านลุงเฉินช่วยดูทำเลร้านค้าดีๆ ให้”

             “ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

             สายตาเจ็บปวดของเสี่ยวเตาเกิดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นยินดีมาแทนที่ “ข้าจะกลับไปคุยกับท่านพ่อท่านแม่เดี๋ยวนี้”

             พูดจบก็หมุนกายวิ่งออกไปทันที

             เสี่ยวหมี่หันศีรษะไปเห็นเฝิงเจี่ยนยิ้มแปลกๆ ก็อดหน้าแดงไม่ได้ กล่าวอย่างโมโหว่า “ท่านยิ้มอะไร ข้าเห็นพี่เสี่ยวเตาเป็นเหมือนพี่ชายแท้ๆ จริงๆ...”

             เฝิงเจี่ยนลุกขึ้นยืน มือใหญ่กุมมือเล็ก ก้าวเท้าเดินออกไปด้านนอก

             เมื่อปิดประตูคลังเก็บของเรียบร้อยแล้ว เขาก็เอ่ยเรียบๆ ว่า 

             “ข้ารู้ เจ้าไม่จำเป็นต้องอธิบาย”

             เสี่ยวหมี่เบ้ปากน้อยๆ อย่างซุกซน แต่กลับไม่พยายามดึงมือออกจากการเกาะกุม ภายใต้เงาจากแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบทอดยาวเป็นเงาของคนทั้งคู่ ทำเอาสัตว์น้อยใหญ่ในหุบเขาที่ไร้คู่ต้องริษยา

             ยามกลางคืนในหุบเขาหมีเริ่มมาถึงเร็วขึ้นแล้ว แต่เนื่องจากทุกคนยุ่งง่วนกับการทำงานอยู่ ดังนั้นแม้ฟ้าจะมืดแล้วก็ยังขอจุดตะเกียงยืดเวลาทำงานกันออกไปอีกหน่อย

             ตอนที่รับประทานอาหารเย็นเสร็จเตรียมจะเข้านอนก็เป็นเวลาเอ้อเกิงเทียน [1] แล้ว

             คนในหมู่บ้านคุ้นชินกับชีวิตเช่นนี้ แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่สุขใจ

             จึงกลายเป็นลำบากกลุ่มโจรในป่าเขาแทน

             ในช่วงต้นฤดูหนาวเช่นนี้ถึงแม้หิมะจะยังไม่ตก แต่น้ำค้างลงจัดจนหนาวเสียดกระดูก

             และเพื่อให้เคลื่อนไหวอย่างสะดวกพวกเขาจึงไม่ได้สวมเสื้อผ้าที่หนาพอ ต่างสวมอาภรณ์ตัวบางจนพาให้หนาวสั่นไปตามๆ กัน

             หนึ่งในกลุ่มโจรเอ่ยถามสหายที่นั่งยองๆ อยู่วงนอกสุดด้วยเสียงสั่นเทาว่า “พี่หนิวเซิ่ง ท่านว่าเราจะขโมยอะไรออกมาได้จริงๆ หรือ”

             “อย่าไปกลัว ขโมยได้แน่นอน บ่ายนี้ข้าแวะเวียนมาดูแล้ว คนที่เอาของไปส่งในเมืองก็เข็นของออกมาจากห้องคลังนั่น ไม่มีใครเฝ้าอยู่หน้าคลังด้วย”

             ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าพี่หนิวเซิ่งหนาวจนหน้าเขียว มือทั้งคู่ถูกันไปมาไม่หยุด แต่ก็ยังฝืนยิ้มปลอบโยนพวกพ้อง

             หนุ่มน้อยอีกคนหนึ่งดูก็รู้ว่ากลัวมาก กล่าวเสียงเบาว่า “หากถูกจับได้ พวกเราก็วิ่งหนีอย่าได้คิดชีวิต หากวิ่งหนีไม่รอดก็คุกเข่าขอร้อง อย่าได้ทำตัวดื้อรั้นแบบซันโก่วจื่อเป็นอันขาด”

             พวกโจรพากันตอบรับ สีหน้าดูเศร้าสร้อยเหมือนคิดถึงเรื่องเศร้าอะไรขึ้นมาได้

             หนิวเซิ่งไม่ชอบที่ทุกคนดูหมดกำลังใจไปก่อนทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่ม จึงรีบให้กำลังใจทุกคน “รีบตื่นตัวกันได้แล้ว หากเรื่องนี้ประสบผลสำเร็จ เราจะมีเสบียงกินกันไปทั้งปี”

             “ได้”

             ทุกคนพากันส่งเสียงตอบรับเบาๆ จากนั้นก็รีบเอามือปิดปากทันที

             รออีกครู่หนึ่งจนตะเกียงในหมู่บ้านดับสนิทหมดแล้ว พวกโจรจึงค่อยๆ คืบคลานออกมาจากที่กบดาน

             เดิมทีหากอ้อมมาจากเขาข้างๆ สองลูกก็จะเป็นทางที่ง่ายที่สุด แต่แบบนี้จะอันตรายกับพวกเขาเพราะป่าลึกมักมีสัตว์นักล่าเดินเพ่นพ่าน แล้วยังมีพุ่มหนามรอบบริเวณอีกต่างหาก แม้แต่ในฤดูหนาวเช่นนี้พุ่มหนามพวกนั้นยังคงกางเขี้ยวเล็บแหลมคม ไม่เกรงกลัวอะไรทั้งนั้น ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกประตูใหญ่ที่สูงกว่าส่วนสูงของคนคนหนึ่งไปแค่เล็กน้อยแทน

             โจรสองคนค้อมเอวลงให้พวกพ้องขึ้นขี่คอพวกเขา จากนั้นก็กัดฟันยืนขึ้น พวกพ้องที่อยู่ด้านบนใช้ไม้ค้ำพาดตัวข้ามประตูเข้าไป

             เกิดเสียงดัง ‘ตุบ ตุบ’ ขึ้นเพราะโจรน้อยทั้งเจ็ดคนพาตัวเองกระโดดข้ามประตูเข้าไป

             คนในหมู่บ้านเขาหมียุ่งกันตลอดเช้า ตกกลางคืนจึงพากันหลับสนิท อีกอย่าง ยามปกติพวกเขามีชื่อเสียงน่ากลัวจึงไม่มีใครคิดจะบุกมาปล้นยามวิกาล จึงไม่ได้ระวังตัวกันนัก

             พรานหนุ่มสองคนหลับสนิทอยู่ในบ้านดินที่ตั้งอยู่ปากทางเข้า ไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อยว่ามีคนบุกรุกเข้ามาแล้ว

             พวกโจรเจาะรูหน้าต่างกระดาษมองเข้าไปด้านใน เห็นว่านอกจากพวกเขาจะนอนอยู่บนเตียงเตาแล้วยังสวมเสื้อผ้าหนาแลดูอบอุ่นก็อดอิจฉาไม่ได้ “พี่หนิวเซิ่งเราเข้าไปขโมยเสื้อหนาๆ กันเป็นอย่างแรกดีหรือไม่”

             “ไม่ได้ อย่าสร้างเรื่อง หากถูกจับได้จะเสียการใหญ่หมด พวกเรารีบหาคลังเก็บของเร็วเข้า”

             หนิวเซิ่งเป็นคนมองการณ์ไกล เขาเอ่ยปรามพวกพ้องเสียงเบา แล้วจึงนำทุกคนเดินไปยังคลังเก็บของ น่าเสียดายไม่รู้เป็นเพราะหนาวเกินไปหรืออย่างไร โจรอายุน้อยที่เอ่ยถามขึ้นมาคนนั้นเดินรั้งท้ายแถว เขาแอบหยิบเคียวออกมาจากอกเสื้อ

             ในขณะที่เคียวของเขากำลังจะสอดเข้าไปในรอยแยกของประตู จู่ๆ ก็มีบางอย่างกระแทกมันไปด้านข้าง

             เขาตกใจมาก หันศีรษะมองไปรอบๆ รอบบ้านแลดูสงบเงียบ ไม่มีใครอยู่สักคนเดียว เขาคิดว่าเป็นตัวเองที่ตกใจจนลนลานไปเอง จึงคิดจะแก้ตัวอีกครั้ง

             ที่น่าประหลาดคือ เคียวของเขากลับถูกกระแทกไปด้านข้างอีกครั้ง

             โจรน้อยคนนั้นตกใจกลัว มือสั่นจนทำเคียวตก

             “เคร้ง”

             เคียวตกลงบนบันไดหินหน้าบ้านส่งเสียงดังกังวาน หากเป็นยามปกติคาดว่าคงจะถูกมองข้ามไป แต่ในคืนที่เงียบสงัดเช่นนี้กลับเป็นราวกับเสียงฟ้าผ่าก็ไม่ปาน

             พรานหนุ่มสองคนที่เดิมทีกำลังหลับลึกตกใจตื่นทันที คนทั้งสองมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง ครู่เดียวก็พุ่งไปหยิบขวานตัดฟืนบนโต๊ะเปิดประตูออกมา   

             ในความมืด โจรน้อยที่คิดจะลอบเข้าไปขโมยเสื้อหนาๆ คนนั้นกระโดดเข้าไปหลบหลังพุ่มไม้ราวกับกระต่ายป่า

             ต่อให้พรานสองนายนั้นจะโง่แค่ไหนก็เดาได้ว่าเป็นโจร จึงรีบวิ่งไปสั่นระฆังที่ข้างประตูใหญ่ ส่วนอีกคนไล่ตามโจรไปทันที

             “เจ้าหัวขโมย อย่าคิดหนี”

             เสียงระฆังดังกังวานขึ้นสามที ปลุกให้คนทั้งหุบเขาหมีตื่นทันที พูดแล้วก็ให้รู้สึกว่าบังเอิญยิ่งนัก เดิมทีระฆังอันนี้ไม่มีอยู่ 

             แต่เนื่องจากช่วงนี้คนในหมู่บ้านกำลังมีการก่อสร้างขนานใหญ่ และยุ่งจนทำกันแทบไม่ทัน ที่หน้าทางเข้าจึงไม่ค่อยมีคนมายืนเฝ้ายามแล้ว บวกกับประสบการณ์วันนั้นที่เถ้าแก่เฉินมาหาแล้วตะโกนจนคอแทบแตก เสี่ยวหมี่จึงให้ซื้อระฆังมาจากในเมือง ขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ก็เพียงพอจะส่งเสียงให้ดังไปถึงหมู่บ้านด้านบนได้

             เพียงไม่นานตะเกียงในหมู่บ้านด้านบนก็เริ่มจุดสว่าง เห็นเงาคนวิ่งลงมาจากยอดเขาแล้ว

             โจรน้อยที่คิดจะขโมยเสื้อกันหนาวคนนั้นตกใจจนฉี่ราด เมื่อเขาไล่ตามไปถึงตัวพวกหนิวเซิ่งก็ถูกหนิวเซิ่งตบหน้าอย่างแรงทันที 

             “เจ้าคิดจะพาทุกคนไปตายด้วยกันเช่นนั้นหรือ”

             “ฮือๆ ข้าก็แค่อยากได้เสื้อหนาๆ สักตัว...” โจรน้อยร้องไห้ออกมา หนิวเซิ่งกลับไม่มีเวลามาปลอบเขา “รีบหนี หนีออกไปให้เร็วที่สุด”

             “แล้วของเล่า”      

             โจรน้อยลังเล กลับถูกหนิวเซิ่งพลักให้วิ่งออกไปด้วยแรงทั้งหมด “ชีวิตสำคัญหรือเงินทองสำคัญ?”

             เห็นว่าประตูใหญ่อยู่ตรงหน้าแล้ว พ้นจากนี้ไปก็จะหนีพ้นแล้ว แต่หนิวเซิ่งกลับรู้สึกเจ็บแปลบที่เท้าแล้วล้มหน้าคะมำ

             เขาคิดจะยืนขึ้นมา กลับพบว่ายืนไม่ไหว จึงอดทนต่อความเจ็บปวดตะโกนว่า “ไม่ต้องสนใจข้า พวกเจ้ารีบหนีไป”

             แต่โจรคนอื่นๆ กลับพยายามจะช่วยประคองเขาขึ้นมาสุดชีวิต “ไม่ ต้องไปด้วยกันสิ พี่หนิวเซิ่ง”

             “รีบไป ไม่ต้องสนใจข้า หากมาตายกันหมด พวกเด็กๆ จะอยู่อย่างไร?”

             พวกโจรเริ่มรู้สึกลังเล แต่น่าเสียดายยามนี้คิดจะหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ชาวบ้านเขาหมียี่สิบสามสิบคนได้มารวมตัวกันแล้ว

             ตลอดหนึ่งปีได้ทำงานให้คนสกุลลู่ ทำให้คนในหมู่บ้านเขาหมีกินดีอยู่ดี โดยเฉพาะพวกผู้ชายมีร่างกายกำยำบึกบึนขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ยิ่งพวกเขาเพิ่งจะล่าสัตว์กันก็ยิ่งแผ่จิตสังหารออกมา ไม่ใช่คนที่โจรน้อยๆ เหล่านี้จะรับมือได้เลย

             หนิวเซิ่งหน้าเสียทันที รีบดึงให้โจรตัวน้อยที่กำลังดึงแขนเขาอยู่คุกเข่าลง

             “พวกเราผิดไปแล้ว พวกเรายอมถูกตีถูกลงโทษ แต่อย่าฆ่าเราเลย”

             “ฮือๆ ข้ากลัว ตีข้าเถอะ แต่อย่าฆ่าข้า”

             พวกโจรเจ็ดแปดคนล้อมอยู่รอบหนิวเซิ่งที่กำลังบาดเจ็บ พากันร้องระงมพลางโขกศีรษะ

             พวกชาวบ้านไม่พูดอะไร เพียงแต่ยืนถือมีดดาบล้อมกลุ่มโจรไว้ตรงกลาง พรานหนุ่มสองคนจุดคบเพลิงส่งมาให้ ทุกคนถึงได้มองเห็นโจรกลุ่มนี้ชัดเต็มตา

             ก็แค่เด็กๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้น คนที่อายุมากที่สุดดูแล้วก็ไม่เกินสิบสามสิบสี่ปี คนที่เล็กที่สุดน่าจะแค่สิบขวบ เด็กกลุ่มหนึ่งสวมอาภรณ์ตัวบางน้อยชิ้นอยู่ท่ามกลางค่ำคืนอันหนาวเหน็บ หน้าซีดเหลืองตัวผอมโซ สีหน้าตื่นตระหนก เบิกตากว้างแทบถลนกันทุกคน

             ที่ไหนจะเรียกว่าโจรได้ นี่มันกลุ่มขอทานชัดๆ

             บ้านสกุลกัวอยู่ใกล้ตีนเขามากที่สุด ดังนั้นในบรรดาผู้อาวุโสของหมู่บ้านท่านลุงกัวเป็นคนแรกที่มาถึง ครั้นเห็นพวกเด็กๆ ตรงหน้า เขาขบคิดเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยว่า “จับพวกเขามัดเอาไว้ก่อน รอเสี่ยวหมี่มาจัดการ”

             “ขอรับ”

            สองพรานหนุ่มรู้ว่าเป็นความผิดของตนที่แอบอู้ จึงรับหน้าที่มัดโจรน้อยเอาไว้เอง

             เพียงไม่นานคนสกุลลู่ก็เร่งรุดมาถึง ครั้งนี้พี่รองลู่ละเอียดรอบคอบอย่างที่นานครั้งจะเป็น เขาเห็นแต่ไกลว่ามีคนออกันอยู่ตรงปากทางเข้า เขาจึงเดินไปสอดส่องที่เขาสองลูกด้านข้างก่อน กลัวว่าจะมีโจรแอบซ่อนอยู่อีก พอดีเจอเข้ากับเกาเหรินที่มีท่าทีเกียจคร้าน จึงลากเขากลับไปเฝ้าบ้าน

             เมื่อครู่เสี่ยวหมี่ตกใจมากจึงไม่มีเวลาจัดการผมเผ้าให้เรียบร้อย นางรวบผมอย่างลวกๆ สวมเสื้อคลุมตัวหนาแล้วออกมาพร้อมเฝิงเจี่ยน พี่ใหญ่และพี่รอง

             ส่วนบิดาลู่นั้น เกรงว่าจะยังหลับสบายอยู่ในห้องหนังสือ อย่าว่าแต่เสียงระฆังเลย ต่อให้มีคนไปเขย่าตัวเขาก็ไม่ตื่น

             ดีที่อย่างไรเสียเรื่องในสกุลลู่ก็ไม่เคยต้องถึงมือเขาจัดการ
            

    เชิงอรรถ

            [1] เอ้อเกิงเทียน(二更天)ช่วงเวลาประมาณสามทุ่มถึงห้าทุ่ม

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367