“ตะวันคุยกับพี่จินแล้วค่ะ เดี๋ยวไว้ตะวันเล่าให้ฟังนะ ตอนนี้พี่ภูกลับไปก่อนดีกว่านะคะ ไว้เย็นนี้ตะวันจะไปหา” คนตัวเล็กตอบยาว พลางเคลื่อนสายตามองอันธกานต์ที่ยืนห่างออกไปไม่ไกล
อันธกานต์ไม่ได้ยินสิ่งที่ทั้งคู่กระซิบกระซาบกันไปมา แต่ทันทีที่สายตากลมมองสบมา ร่างสูงก็ก้าวเดินฉับ ๆ ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งผ่านทั้งคู่ไป โดยไม่ลืมที่จะกระแทกบ่าของภูธเรศอย่างจงใจ
พลั่ก
“ไอ้ $@^!” ภูธเรศสบถอย่างที่ตะวันวาดไม่เคยได้ยินมาก่อน ภูธเรศทำท่าจะวิ่งไปมีเรื่องกับอันธกานต์อีกครั้ง ตะวันวาดรีบเอาตัวเองขวางเขาเอาไว้ และใช้มือคว้าแขนข้างหนึ่งของชายหนุ่ม
“พี่ภูคะ อย่าค่ะ ไม่คุ้มเลย” เธอกล่าว ภูธเรศหันมาสบตากับตะวันวาดอย่างขัดใจ ก่อนจะเคลื่อนสายตาไปยังแผ่นหลังกว้างของอันธกานต์ที่เดินหายลับไป
ร่างสูงกระชับเสื้อเชิ้ตของตัวเอง เมื่อตะวันวาดคลายมือลงจากท่อนแขนของเขา หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก
“เดี๋ยวตะวันต้องไปทำงานก่อนนะคะพี่ภู”
“ตะวัน” คนเป็นพี่ชายเรียกชื่อน้องสาวด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจ
“ตะวันยื่นเรื่องลาออกแล้วค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเมื่อเห็นว่าภูธเรศคงไม่ปล่อยเธอไป ถ้าหากเธอไม่สะสางเรื่องนี้ให้เขาเข้าใจ
ภูธเรศมีท่าทางเปลี่ยนไปทันที ทว่ากลับไม่มีอะไรจะเอ่ย
“ตะวันเองก็รู้สึกว่าทุกอย่างมันวุ่นวายไปหมด แถมพี่บุหลันก็เจ็บหนักขนาดนี้” เสียงเล็กพูดต่อ ความหนักอึ้งนั้นถูกถ่ายทอดออกมาจากน้ำเสียงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเอ่ยถึงบุหลันรังสรรค์.. ตะวันวาดจึงโพล่งถามสิ่งที่อยู่ในใจ
“พี่ภูคะ.. เรื่องคืนวันแต่งงาน..” นัยน์ตากลมเลิ่กลั่ก.. ใจหนึ่งก็กลัวสิ่งที่ตัวเองกำลังถาม และกลัวคำตอบที่จะได้ยิน
ภูธเรศมีท่าทางเลิ่กลั่กรู้สึกได้ถึงหัวใจของตัวเองที่เต้นรัวขึ้น ภูธเรศพูดไม่ออก..
“พี่..” ชายหนุ่มนิ่งไปหลายวินาที
“พี่ไปส่งตะวันที่ทำงานนะ..” เขาเอ่ยเปลี่ยนเรื่องทันใด.. ตะวันวาดแทบจะหยุดหายใจ เธอรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบ แม้จะไม่มีประสบการณ์ในชีวิตมากนัก แต่ตะวันวาดก็ฉลาดพอที่จะตีความท่าทางของอีกฝ่ายได้..
ภูธเรศไม่ใช่คนชอบโกหก.. การที่เขาหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามของเธอนั้นก็เป็นคำตอบแล้ว…
ตะวันวาดปั้นสีหน้าไม่ถูก.. เธอตัดสินใจสูดลมหายใจเข้าลึก เธอพยักหน้าหงึกหงัก..
“ค่ะ”
10 นาทีต่อมา ด้านหน้าตึกเอราวัณ..
อันธกานต์ชะงักฝีเท้าขณะที่กำลังก้าวเดินเข้าไปในตัวตึก เขาเห็นร่างบางกำลังเดินออกจากรถยนต์สีเงิน นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มรับรู้ได้ทันทีว่านั่นคือตะวันวาด เขาปราดสายตามองผ่านประตูรถยนต์เข้าไปยังที่นั่งคนขับ
ภูธเรศ
สิ่งที่ได้เห็นทำให้อารมณ์ขุ่นมัวของอันธกานต์เพิ่มระดับสูงยิ่งขึ้นไปอีก ร่างสูงถอนสายตากลับก่อนเดินตรงดิ่งขึ้นไปยังออฟฟิคของเขาทันที
ตะวันวาดกล่าวขอบคุณภูธเรศที่มาส่งเธอ ก่อนจะรีบเดินเข้าไปในตัวตึกเช่นกัน
ร่างบางเดินอย่างรีบร้อนเข้าไปยังออฟฟิค เมื่อเห็นว่าเพตรานั่งอยู่ในออฟฟิคแล้ว ตะวันวาดจึงรีบโค้งตัวเป็นเชิงขอโทษที่มาสาย
“ขอโทษที่มาสายนะคะ พอดีว่าเมื่อเช้าเกิดเรื่องยุ่งที่โรงพยาบาล” เธอรีบกล่าว ก่อนจะเพิ่งนึกได้ว่าเพตราไม่รู้ว่าพี่สาวเธออยู่ที่โรงพยาบาล
หญิงสาวผมแดงมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรจ้ะ จริง ๆ พี่ไม่ค่อยถือเรื่องเวลาทำงาน ถ้าเราทำงานเสร็จตรงตามเวลาก็พอแล้ว” เธอกล่าว
“ว่าแต่ช่วงนี้มีแต่คนไปโรงพยาบาลแฮะ เห็นเมื่อกี้คุณธันก็บอกว่าเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล..” เพตราพูดต่อ กึ่งบอกตะวันวาด กึ่งเอ่ยกับตัวเอง
ตะวันวาดยิ้มเล็กน้อยไม่พูดอะไร เลี่ยงที่จะสบตากับอีกฝ่าย.. เธอเองก็ไม่คิดจะอธิบายความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงภายในครอบครัวให้อีกฝ่ายฟัง
“จะว่าไป.. ตะวันจะทำงานเป็นอาทิตย์สุดท้ายแล้วใช่ไหม” หญิงสาวกล่าวถามต่อ
ตะวันวาดพยักหน้ารับ
“จะไม่เปลี่ยนใจจริง ๆ เหรอ” เพตราหยั่งเชิง
ตะวันวาดยิ้มอย่างเกรงใจ ทำให้เพตราได้รับคำตอบโดยที่ตะวันวาดไม่ต้องเอ่ยตอบ
“เอาล่ะ ไม่เป็นไร.. ช่วงนี้ยุ่ง ๆ พี่เองก็เลยยังไม่ได้บอกคุณธันเลย.. ตะวันบอกคุณธันไว้แล้วใช่ไหม” เธอถามต่อ
คนถูกถามดูประหลาดใจกับคำถามเล็กน้อย ตะวันวาดส่ายหน้าตอบ
“ตะวันทำงานตรงกับพี่เพตรา.. ตะวันก็เลยคิดว่า..”
“เรื่องนั้นมันก็ใช่.. แต่คน refer (แนะนำ) ตะวันโดยตรงก็ยังเป็นคุณธัน พี่เลยคิดว่าตะวันน่าจะเป็นคนบอกด้วยตัวเอง”
“....”
ตะวันวาดเงียบไปหลายวินาที เพตรายังคงยิ้มให้เธอ.. ก่อนจะค่อย ๆ สำนึกได้ว่าแท้จริงแล้วหญิงสาวตรงหน้าไม่เคยรู้เลยว่าเจ้านายของเธอเป็นคนแนะนำ..
อุ๊ปส์.. เพตรายกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง..
แต่ก็.. ไม่มีอะไรน่าปิดบังนี่นา.. หญิงสาวคิด
ตะวันวาดกะพริบตาปริบ ๆ ขณะที่พยายามปะติดปะต่อเรื่องราว คนตัวเล็กยกมือขึ้นเสยผมยาวด้านข้างใบหน้า สูดลมหายใจเข้าลึก เธอสบตามองเพตรา..
งานนี้.. ลุงสินธพเป็นคนแนะนำเธอ และตอนนั้นเธอยังไม่รู้ว่าคุณลุงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับอันธกานต์ เพตราบอกว่าอันธกานต์เป็นคนแนะนำให้เธอได้งานนี้.. นั่นก็แปลว่า..
“ตะวันได้งานนี้เพราะคุณธันเป็นคนแนะนำเหรอคะ? ” เสียงหวานถามย้ำความเข้าใจของตนเอง
เพตรายิ้มแห้งพยักหน้าตอบตะวันวาด หญิงสาวบอกไม่ได้ว่าทำไมตัวเองต้องรู้สึกผิดเหมือนบอกความลับของใครไป.. ทั้งที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่ความลับเลย.. เธอแค่ไม่เคยเอ่ยถึงเท่านั้น
ตะวันวาดไม่เอ่ยอะไรต่อ.. อันที่จริงหญิงสาวกลับนิ่งเงียบไปอีกครึ่งค่อนวัน ไม่ต่างกับอันธกานต์ที่นั่งทำงานอย่างเคร่งเครียดอยู่ภายในออฟฟิคของตนเอง เพตราที่เดินเข้าเดินออกประสานงาน ได้แต่ลอบสังเกตทั้งคู่ห่าง ๆ อย่างงุนงง
“เหมือนวันนี้ดูจะมีแต่คนอารมณ์ไม่ดีแฮะ” เธอบ่นกับตัวเองขณะที่กำลังชงกาแฟอยู่
“ตะวันจะออกไปกินข้าวกลางวัน ฝากซื้ออะไรไหมคะ” เสียงหวานที่เอ่ยดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้เพตราหันกลับไปมองเธอ
เจ้าหล่อนยิ้มให้ตะวันวาด ส่ายหน้าไปมา
“เดี๋ยวพี่ออกไปซื้อเองดีกว่า.. เอ้อ.. งั้นฝากตะวันซื้อข้าวกลับมาให้คุณธันหน่อย ดูท่าทางคงจะไม่ออกไปไหนแน่” หญิงสาวตอบ พลางพยักพเยิดไปทางห้องทำงานส่วนตัวของคนที่ถูกกล่าวถึง
ตะวันวาดมองตามเพตราไปเช่นกัน หันกลับมาพยักหน้าให้อีกฝ่าย
“ได้ค่ะ” เธอตอบสั้น ๆ
ร่างบางเดินออกจากออฟฟิคไปยังชั้นล่างของตึกซึ่งเป็นชั้นสำหรับร้านอาหารของพนักงานทั่วไป ช่วงพักกลางวันผู้คนพลุกพล่านวุ่นวาย เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มผ่อนคลายก่อนจะต้องกลับไปทำงานอีกครั้งในช่วงบ่าย ตะวันวาดเดินผ่านร้านอาหารที่คุ้นเคย รู้สึกได้ถึงเสียงกระเพาะอาหารที่ร่ำร้อง แม้ว่าเธอจะไม่รู้สึกอยากกินอะไรเลยก็ตาม
ระหว่างที่เดิน.. ความคิดหลายอย่างก็ปรากฏขึ้นพรวดพราด..
ชีวิตของเธอในแทบทุกด้านถูกดึงเข้าไปพัวพันกับอันธกานต์โดยที่เธอไม่รู้ตัว..
เรื่องราวที่เธอไม่เคยรู้ ความลับที่เขาไม่เคยปริปาก การกระทำที่เธอไม่เข้าใจเหตุผล.. เธอต้องเจอกับเรื่องพวกนี้ไปอีกนานแค่ไหน..
กลัว.. ความกลัวเกิดขึ้นในก้นบึ้งของจิตใจ.. เธอรู้สึกเหมือนชีวิตถูกควบคุมโดยอันธกานต์โดยที่เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่
ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
ที่สำคัญ.. ไม่รู้ว่าเพราะอะไร..
แม้แต่เรื่องงาน.. สุดท้ายแล้วก็เป็นเขาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้.. ไหนจะเรื่องคอนโด เรื่องพี่บุหลัน เรื่องพี่ภู เรื่องโรงแรม
ตะวันวาดรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจถูกต้องที่จะออกจากงานนี้..
ร่างบางถอนหายใจก่อนจะหยุดอยู่ที่ร้านขายอาหารตามสั่งร้านหนึ่ง.. เธอสั่งอาหารใส่กล่องก่อนจะเดินกลับไปยังออฟฟิค..
ตะวันวาดวางกล่องอาหารที่ซื้อมาลงบนโต๊ะทำงานของอันธกานต์เมื่อเห็นว่าร่างสูงไม่อยู่ในห้อง ขณะที่เธอเดินกลับออกจากห้องก็สวนทางกับชายหนุ่มพอดี
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบมองข้าวกล่องที่ถูกวางไว้บนโต๊ะทำงานของเขา ก่อนมองกล่องข้าวในมือคนตัวเล็กกว่า ตะวันวาดก้มหน้ามองพื้นไม่สบตากับอีกฝ่าย
“ยังเจ็บอยู่รึเปล่า” เสียงทุ้มเอ่ยถามเรียบ ตะวันวาดประหลาดใจเล็กน้อยกับคำถามนั้น ก่อนจะจำได้ว่าเมื่อเช้าเธอล้มลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้ากับพื้น
คนตัวเล็กส่ายศีรษะ เงยหน้ามองอีกฝ่าย ตะวันวาดอ้าปากจะกล่าวขอบคุณ แต่สายตาเหลือบไปเห็นส่วนใบหน้าที่มีรอยฟกช้ำแถบม่วงผสมแดงตรงบริเวณข้างแก้มของอีกฝ่าย ทำให้เธอระลึกได้ว่าเขาโดนภูธเรศต่อยเมื่อเช้านี้เช่นกัน
“หน้าคุณ”
อันธกานต์เบี่ยงหน้าหลบสายตาของอีกฝ่าย ก่อนจะยกมือขึ้นแตะข้างแก้ม.. เขาคงไม่รู้สึกเจ็บอะไรถ้าหากหญิงสาวไม่ได้เอ่ยทัก
ร่างสูงสบตากับเธอ มองตามคนตัวเล็กที่เดินไปวางกล่องข้าวบนโต๊ะทำงานตัวเอง ตะวันวาดล้วงมือเข้าไปหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าสะพายส่วนตัว
ไม่ถึงหนึ่งนาทีต่อมา ตะวันวาดปรากฏตัวขึ้นภายในห้องทำงานของอันธกานต์อีกครั้ง มือบางยื่นกระปุกสีเขียวขนาดเล็กมาให้เขา
“ยาหม่องค่ะ น่าจะช่วยได้นิดหน่อย”
นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจ้องมันแวบหนึ่ง ตวัดสายตากลับไปมองตะวันวาด อันธกานต์เปิดกระปุกสีเขียว ก่อนจะจิ้มนิ้วเรียวลงบนเนื้อยาสีเขียวใสและแปะมันลงบนใบหน้าของเขา
ใบหน้าคมเกร็งขึ้น คาดไม่ถึงว่าแรงต่อยไม่หนักจะทำให้เขารู้สึกระบมได้ไม่น้อย
“....”
ตะวันวาดยืนมองเขาทายาลงบนผิวแก้มตัวเอง ก่อนจะรับกระปุกยากลับมาไว้ในมือ
“ยังมีเนื้อยาติดอยู่ตรงนี้ค่ะ” หญิงสาวชี้ไปที่แก้มของเธอเพื่อบอกตำแหน่งให้กับอันธกานต์ เธอสังเกตว่าเขาป้ายยาลงบนใบหน้า แต่เนื้อยาถูกใช้ไปเพียงบางส่วน ยังมีส่วนที่เหลือเป็นสีเขียว ๆ ปรากฏอยู่บนใบหน้าคมนั้น
อันธกานต์พยายามคลำหา แต่ก็วางนิ้วไม่ถูกตำแหน่งเสียที
“ยังไม่ใช่ค่ะ” เสียงเล็กบอก