“อย่ามองข้านักเลยข้ากลายเป็ตัวประหลาดไปแล้วรึ” นางท้วงหลังจากกลืนเ้าผักใบเขียวลงไปได้สองคำแล้ว
“บ่าวก็แค่ดีใจที่คุณหนูเติบโตก้าวสู่วัยสาวแล้ว”น่าเสียดายที่นายท่านกับนายหญิงไม่ได้อยู่เห็นการเติบโตของบุตรสาวน่าเสียดายยิ่งนักที่บุพการีไม่ได้อยู่จนถึงวาระส่งบุตรสาวขึ้นเกี้ยวแต่งงาน
“แต่ข้าไม่รู้สึกดีใจสักนิด”ยิ่งตอนร่างกายเลอะเปื้อนด้วยเืสาวเกิดขึ้นต่อหน้าสืออวิ๋นด้วยแล้วมิใช่นางทำผิดธรรมเนียมดีงามของสตรีไปแล้วหรือยังดีที่ตานเอ๋อร์ไม่ได้รายงานเื่นี้ต่ออาสะใภ้กับท่านย่ารองหวังว่าเ้านั่นคงไม่เอาเื่น่าอับอายของนางไปพูดในที่แจ้ง
“สารพัดข้อห้ามบอกว่าร่างกายข้าอยู่ใน่สกปรก กะแค่เป็เืเดือน ท่านย่ารองอาสะใภ้เทศนาข้าเสียยกใหญ่ อย่างกับข้าได้ทำผิดไปเสียแล้ว” พูดจบก็พุ้ยข้าวต้มเข้าปากแล้วยกน้ำแกงขึ้นซด
“ผู้หญิงเราถือเื่นี้กันมาช้านานแล้วเ้าค่ะถือเสียว่าเป็่พักผ่อนจากเื่วุ่นวายภายนอก คุณหนูก็นอนพักอยู่แต่ในห้องเถิด”
หวงเฟิ่งเหยาพยักหน้าเมื่อได้รับความห่วงใยจากเหนียงเซียงหลังจากนั้นแม่ครัวใหญ่จึงหันไปสั่งตานเอ๋อร์เพิ่มเติม “เ้าดูแลคุณหนูให้ดีด้วยล่ะ ตอนนอนก็ปิดหับหน้าต่างให้เรียบร้อยอย่าให้ลมโกรกเข้ามา อย่าให้ร่างกายขาดความอบอุ่น ประเดี๋ยวจะได้ไข้”
“ข้าจะดูแลคุณหนูให้ดีที่สุดเ้าค่ะ”แค่คิดถึงเื่ได้ไข้่มีเืเดือนตานเอ๋อร์ก็นึกหวาดหวั่นถึงกระดูกด้วยเหตุว่าเคยได้ยินเื่มีคนตายเพราะปล่อยให้ตัวเองเจ็บป่วยยามร่างกายอ่อนแอเสียเื
“เ้ารับปากอย่างนี้ข้าก็วางใจ”
คุณหนูเฟิ่งเหยาขาดมารดาดูแลอาสะใภ้ก็ใช่จะให้ความสนใจหลานสาวเทียบเท่าลูกสาวตนเพราะห่วงใยและสำนึกในบุญคุณบ้านสกุลหวงเหนียงเซียงจึงย้ำสั่งตานเอ๋อร์เสียหลายรอบก่อนจะยกสำรับที่คุณหนูกินเสร็จแล้วกลับออกจากเรือนหลังเล็กไป
หลังจากร่างกายเติบโตเป็สาวด้วยกฎข้อห้ามของสตรีเื่เข้าใกล้ผู้ชายนอกบ้านแต่กระนั้นติงเฉิงคุนก็ยังแวะเวียนมาเยี่ยมหวงเฟิ่งเหยาการเข้านอกออกในบ้านสกุลหวงอยู่ในสายตาของหวงซวน และจากการทาบทามของบิดาคุณชายติง ประมุขสกุลหวงจึงได้ตกลงจะทำการหมั้นหมายหลานสานกับติงเฉิงคุนเมื่อนางอายุได้สิบห้าปีและจะให้แต่งงานกันตอนนางอายุสิบเจ็ดเหตุที่ไม่แต่งงานตอนอายุสิบหกซึ่งเป็วัยเหมาะสมออกเรือนนั้นเพราะหวงเฟิ่งเหยาเป็ฝ่ายร้องขอที่จะอยู่ดูแลท่านปู่นานๆ
แต่ที่สุดแล้วสัญญาระหว่างหวงซวนกับหลานสาวเื่จะอยู่ดูแลกันอีกหลายปีก็ยุติลงกลางคันเมื่อชายสูงวัยได้จากโลกนี้ไปตอนหวงเฟิ่งเหยาอายุได้สิบสามปีสองเดือน
ในห้องสักการะแผ่นป้ายิญญาหลังจากงานฝังศพนายผู้เฒ่าหวงซวนเสร็จสิ้นลงยังคงเป็อีกวันที่หวงเฟิ่งเหยาเข้ามาจุดธูปแล้วนั่งร้องไห้เงียบๆ ตามลำพังทว่าไม่นานนักนางหวางกุ้ยก็ตามเข้ามา
“เ้ามันตัวกาลกิณีแท้ๆอยู่ใกล้ใครก็ต้องพบกับความวิบัติไปเสียหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งปู่เ้านังเด็กอกตัญญู” ดูเหมือนว่าพอท่านปูไม่อยู่ปากคอท่านย่ารองก็ร้ายกาจขึ้นกว่าเดิม ไม่ได้มีเพียงสายตา รอยยิ้มเหยียดหยันและวาจาจิกกัดลับหลังดังเช่นแต่ก่อน
หวงเฟิ่งเหยารู้สึกโมโหแต่ไม่ตอบโต้กระไร แม้เป็เด็ก แต่นางก็รู้ความรู้ว่าไม่ควรทะเลาะหรือพูดจาไม่ดีในห้องกราบไหว้เหล่าบรรพชนยิ่งต่อหน้าป้ายิญญาของท่านปู่ด้วยแล้ว
เมื่อนางลุกขึ้นตานเอ๋อร์ก็รีบเข้ามาช่วยพยุง เด็กสาวเดินผ่านนางหวางกุ้ยโดยไม่สนใจแม้แต่จะมองหน้านางจะทำดีกับคนที่ดีกับนางเท่านั้น
“นังเด็กเหลือขอยังไม่สำนึกอีกหรือ เ้ามันตัวอัปมงคล เ้าไม่น่าจะเกิดหรือโตมาเลยด้วยซ้ำ”
พี่เลี้ยงที่พอรู้เื่ในอดีตของคุณหนูจากปากคนอยู่ก่อนกล่าวปลอบใจ
“คุณหนูอย่าใส่ใจเลยนะเ้าคะ”
นางยินดีรับคำปลอบโยนของตานเอ๋อร์แต่จะให้ทำเป็ไม่ใส่ใจไม่ได้หรอก หลายครั้งนางอดคิดไม่ได้ว่าหรือนางจะเป็ตัวอัปมงคลจริงๆ เกิดมาท่านแม่ก็ตายเพราะนางคนที่นางรักล้วนมีอันเป็ไปเพราะนางทั้งนั้น
หวงเฟิ่งเหยากำพร้ามารดาั้แ่อายุได้ขวบกว่ายิ่งโตก็ยิ่งรับรู้เื่ราวว่าที่มารดาต้องตายจากก่อนวัยอันควรก็เพราะการตั้งท้องและคลอดนางใครๆ กล่าวว่านางเป็ปีศาจน้อยดูดกลืนพลังชีวิตมารดาที่ร่างกายอ่อนแอเพราะอยากมีทายาทให้สกุลหวง ด้วยความรักสามีมารดาจึงตัดสินใจเด็ดขาดเก็บทารกในครรภ์ไว้ แต่เมื่อคลอดออกมาเป็หญิงสร้างความผิดหวังให้หวงซวนอยู่มาก เพราะหวังให้บุตรชายมีทายาทสืบสกุลเมื่อบุตรชายรักภรรยามาก ไม่ยอมแต่งภรรยารองเข้ามา ความกลัดกลุ้มเื่ทายาทจึงทำให้หวงซวนไม่ไยดีต่อการเติบโตของหลานสาวเท่าไร
เพราะหวงเฟิ่งเหยากำพร้ามารดาบิดาก็รักและตามใจมาก เด็กน้อยจึงเอาแต่ใจตัวเองอย่างยิ่งเพราะรู้ว่าสามารถอ้อนร้องขอทุกสิ่งจากบิดาได้คนเดียวเท่านั้น
แต่ด้วยความกตัญญูต่อตระกูลเวลาต่อมาหวงเหวินฝูได้แต่งงานใหม่อีกครั้งตอนบุตรสาวอายุได้หกขวบหวงซวนยินดีปรีดาวาดหวังจะได้ทายาทเป็ชายสักคนจากบุตรชายคนโต หลังจากก่อนหน้าได้หลานชายจากหวงกว่างฝูแล้วหนึ่งคน
หนึ่งปีต่อมามารดาคนใหม่ก็ให้กำเนิดทารกน้อย น่าเสียดายที่เป็สตรีอีกเช่นเคยทว่าหวงซวนก็ยังมีความหวังว่าจะมีหลานชายในสักวันเพราะลูกสะใภ้เป็คนสุขภาพแข็งแรงเติบโตในครอบครัวค้าขาย
แม้มีลูกใหม่แต่แม่รองก็รักและดูแลหวงเฟิ่งเหยาเป็อย่างดีมีเพียงลับหลังเท่านั้นที่นางหวางกุ้ยมักเป่าหูเื่นางเป็เด็กที่กำลังจะถูกลืมมีบางครั้งที่เด็กน้อยเผลอเล่นกับน้องสาวแรงไปแล้วน้องร้องไห้นางหวางกุ้ยก็มักพูดว่านางตั้งใจแกล้งและหยิกน้องนั่นเป็ครั้งแรกที่หวงเฟิ่งเหยาเห็นสายตาไม่ไว้วางใจจากแม่รองด้วยหัวใจที่รักลูกในไส้ของตนมากเกินไปผู้เป็มารดาเลี้ยงกลับมีใจเอนเอียงเชื่อคำนางหวางกุ้ยกับอี้หงว่าหวงเฟิ่งเหยาถูกบิดาตามใจจนเสียคน เมื่อถูกแย่งความรักความสนใจอาจจะทำอันตรายน้องสาวอย่างคาดไม่ถึงก็เป็ได้
เมื่อภรรยารองของบิดาไม่มีความเป็มิตรดังแต่ก่อนหวงเฟิ่งเหยาจึงเริ่มไม่อยากเล่นกับน้องสาวบางครั้งหวงจิ่วหลินก็ล้อนางว่าเป็หนูสกปรกตามถนนที่ไม่มีใครรัก ตอนที่น้องสาวอายุครบขวบปีบิดาจะพาพวกนางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของภรรยาแต่ก่อนออกเดินทางบุตรสาวคนโตเกิดไม่สบายเสียก่อน ทำให้ต้องอยู่ดูแลกันหนึ่งวันเต็มๆครั้นอาการดีบ้างแล้ว แต่หวงเฟิ่งเหยาเอ่ยปากไม่อยากจะไปด้วยการเลื่อนเดินทางของบิดาและแม่เลี้ยงทำให้เรือพบเจอพายุฝนฟ้าคะนองระหว่างทางสามชีวิตของบ้านสกุลหวงจึงสูญเสียไปกับอุบัติเหตุครั้งนั้น
นั่นเป็อีกครั้งที่หวงเฟิ่งเหยาถูกนำไปโยงกับความตายของบุพการีหลายปากกล่าวหาว่าหากบิดาไม่มัวอยู่ดูแลนาง ฤกษ์ดีของวันเดินทางคงจะไม่ถูกเปลี่ยนนางถูกสายตาเคลือบแคลงและคำพูดของญาติๆ สองฝั่งทิ่มแทงเด็กหญิงล้มป่วยอยู่เกือบเดือนหากตอนนั้นไม่ได้รับความรักและความเอาใจใส่จากปู่ที่เพิ่งผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่นางก็คงไม่กลับมาแข็งแรงและเติบโตได้เช่นทุกวันนี้
หวงเฟิ่งเหยาคิดเสมอว่านางมีชีวิตอีกครั้งได้เพราะท่านปู่แต่ตอนนี้ท่านปู่ก็ด่วนจากไปแล้วความกาลกิณีของนางทำร้ายบุคคลอันเป็ที่รักอีกครั้งแล้วใช่หรือไม่สาวน้อยคิดอย่างพรั่นพรึงแล้ววิ่งเต็มฝีเท้ากลับไปยังห้องนอนปิดประตูขังตัวร้องไห้โฮตามลำพัง
หวงซวนนั้นตายไปโดยไม่รู้ความจริงว่าที่ดินผืนใหญ่ที่หวงกว่างฝูซื้อมาปลูกถั่วลิสงนั้นต้องแลกกับค่าตอบแทนแบบผูกมัดอีกหลายปี ผืนดินอุดมสมบูรณ์สุดลูกหูลูกตานั้นราคาสูงเกินกว่าจำนวนเงินที่ประมุขสกุลหวงจะมีจ่ายแต่เพราะอยากสร้างผลงานให้บิดาพอใจ หวงกว่างฝูจึงแบกรับราคาส่วนต่างไว้เองด้วยการตกลงแบ่งผลผลิตที่ได้กับเ้าของที่ดินเดิมเป็เวลาสิบปี
จริงอยู่ที่ผลผลิตของร้านหวงเสียงเป่าออกสู่ตลาดผันเป็เม็ดเงินมูลค่าสูงแต่เมื่อมีเหตุปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้มากระทบก็ส่งผลให้ยอดขายตกฮวบใน่ที่แคว้นเจอภาวะาจากแคว้นรอบข้างภัยธรรมชาติเมื่อปีก่อนก็ทำให้เมล็ดถั่วดิบมีไม่มากพอที่จะแบ่งส่วนให้เ้าของที่ดินหวงกว่างฝูจำเป็ต้องนำเงินส่วนกลางยามฉุกเฉินออกไปใช้
ในอดีตเมื่อยามใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองอิ๋นเทียนเป็เวลาหนึ่งปีเพื่อดูแลไร่และโรงเก็บถั่วห่างไกลสายตาบิดาหวงกว่างฝูใช้ชีวิตอู้ฟู่ มือเติบเล่นพนัน หมดเงินไปเป็จำนวนมากกับการเลี้ยงดูนางคณิกาในหอนางโลม
หลังจากหวงซวนจากโลกนี้ได้ร่วมสามเดือนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบ้านสกุลหวงก็เกิดขึ้นรับวันปีใหม่หวงกว่างฝูลดค่าใช้จ่ายด้วยการเลิกจ้างบ่าวรับใช้ในบ้านสกุลหวงเขาคัดไว้เฉพาะคนที่สามารถทำงานได้คุ้มค่าแรงที่สุดสาวใช้จะแค่คอยเดินตามและยกน้ำชาให้ผู้เป็นายดั่งวันเก่าๆ ไม่ได้
“เ้าไล่คนที่หวงเสียงเป่าออกหรือ”นางหวางกุ้ยถามบุตรชายเพิ่งลดจำนวนบ่าวในเรือนไม่ทันไรก็ได้ยินว่าหวงกว่างฝูเลิกจ้างคนงานไปหลายคนด้วยเช่นกัน
“ข้าบอกท่านแม่แล้วนี่ว่าเราจำเป็ต้องตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็ออกไปบ้าง”
“แต่คนงานพวกนั้นทำงานกับหวงเสียงเป่ามาหลายปีแล้วนะ”นางคิดว่าคนงานเก่าแก่ต้องมีความซื่อสัตย์ภักดีกับร้านหวงเสียงเป่ามากกว่าคนรุ่นใหม่
“แก่ๆ อย่างพวกนั้นเลิกจ้างไปบ้างก็ดี ข้า้าคนงานที่ขยันขันแข็ง แรงมากไม่ป่วยไข้เจ็บออดๆ แอดๆแบบตาแก่พวกนั้น” เจ็บป่วยเมื่อไรก็ต้องหยุดงานสู้จ้างคนหนุ่มแรงเยอะ คนงานหน้าใหม่หากทำงานไม่ได้ดั่งใจก็ไล่ออกไปไม่มีโยกโย้เื่มากอ้างบุญคุณแบบคนเก่าๆ
“พวกเขาบางคนอยู่มาั้แ่เ้ายังเด็ก”บางคนทำงานกับหวงซวนมาั้แ่เริ่มกิจการร้านหวงเสียงเป่าด้วยซ้ำ
“ก็สมควรให้คนพวกนั้นพักผ่อนกันได้แล้วนี่ขอรับข้าก็จ่ายชดเชยให้ไป ไม่ได้สักแต่ไล่ออก” จริงอยู่ที่จ่ายเงินชดเชยแต่เงินก้อนนั้นก็น้อยและเป็เื่กะทันหันเกินไปคนงานหลายคนต้องเลี้ยงดูหลายปากท้องในครอบครัวและหวงกว่างฝูไม่ใช่ไล่แต่คนงานเก่าแก่เขาไล่คนที่เคยกระด้างกระเดื่องกับเขา่ที่บิดายังมีชีวิตอยู่ออกไปด้วย
และอีกคนที่ไม่พอใจที่จำนวนบ่าวไพร่ในเรือนลดลงก็คืออี้หง
“การที่มีบ่าวไพร่คอยรับใช้มากมายนั้นแสดงให้เห็นว่าสกุลหวงมีเงินทองคนอื่นจะได้ไม่ดูถูกพวกเรา แต่ตอนนี้บ่าวชายในเรือนนอกจากทำงานจิปาถะยังต้องออกไปทำงานใช้แรงที่ร้านหวงเสียงเป่าอีกด้วยจะเรียกใช้สอยแต่ละทีต้องชะเง้อคอแลรอให้กลับมาถึงเรือน”
ผู้นำตระกูลหวงทำหน้าขึงขังไม่เห็นด้วยที่อี้หงจะขัดความ้าของเขา
“ความคิดเลอะเทอะเ้าคิดอะไรสั้นๆ คนเต็มบ้าน แต่อยู่อย่างอดอยาก แย่งกันกินอยู่ เ้าทนได้หรือเลี้ยงไว้ก็ต้องเสียค่าจ้างเปล่าๆ ไล่คนไม่จำเป็ออกยังดีเสียกว่า หรือเ้าไม่อยากมีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายคล่องมือ”
ไม่มีคนรับใช้ก็ยังดีกว่าไม่มีเครื่องประดับและเสื้อผ้าอาภรณ์ชุดใหม่...คิดสะระตะแล้วอี้หงก็เลยไม่พูดถึงเื่นี้อีกเพราะจะว่าไปคนงานที่ถูกไล่ออกก็ไม่ใช่สาวใช้คนสนิทของนาง