พอได้ยินว่าไม่ต้องลงไร่ลงนาถึงครึ่งปีแม่ของเอ้อร์หนิวก็รีบค้านขึ้นมาทันที
"ไม่ได้หรอก!เอ้อร์หนิวต้องไปทำงานในตัวอำเภอ แล้วถ้าเมียของลูกชายฉันหยุดพักนานขนาดนี้ใครจะทำงานบ้าน ใครจะพรวนดินในไร่ แล้วใครจะทำกับข้าวอีกล่ะ?"
อุตส่าห์แต่งเมียเข้ามาก็ต้องคอยปรนนิบัติพ่อแม่สามีสิ!
ตอนสาวๆ ที่เธอคลอดเอ้อร์หนิววันรุ่งขึ้นก็ลุกขึ้นทำงานบ้านได้แล้วทำไมคนหนุ่มคนสาวเดี๋ยวนี้ถึงได้สำออยกันขนาดนี้ลงไปถอนหญ้าได้ไม่ทันครึ่งวันก็เหมือนคนใกล้ตายแล้ว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกลอกตา พลางพูดประชดประชัน
"ถ้ากลัวหลานชายสุดที่รักจะไม่แข็งแรงก็ปล่อยให้ลูกสะใภ้ทำงานหนักไปเลยสิคะ ยังไงซะเดือนนี้เธอก็ต้องให้นมลูกอยู่แล้วแต่ถ้าเกิดเครียดจนทำให้ร่างกายอ่อนแอ อาจจะส่งผลเสียต่อเด็กได้"
นี่มันเป็นการทรมานคนท้องชัดๆ
ร่างกายของหลิวจาวตี้อ่อนแอมากก็เหมือนสระน้ำที่เหือดแห้ง
แต่คนพวกนี้กลับนั่งรอสบายๆรอให้คนหนุ่มสาวมาคอยปรนนิบัติเอาใจ
"ก็ได้ฉันยอมให้เมียเอ้อร์หนิวพักผ่อน งานบ้านงานช่องก็ให้แม่ของเขาทำเองไม่ต้องให้เมียเอ้อร์หนิวทำ เสี่ยวเสี่ยว เธอต้องรักษาหล่อนให้หายดีนะรักษาหล่อนให้หายไวๆ ล่ะ"
ย่าของเอ้อร์หนิวพูดขึ้นมา
ใครจะลำบากก็ลำบากไปแต่เหลนของเธอจะต้องอยู่สบายที่สุด
พอย่าของเอ้อร์หนิวพูดออกมาแบบนี้แล้วแม่ของเอ้อร์หนิวก็ไม่กล้าขัดอะไร
เป็นจังหวะเดียวกับที่สวีซิ่วหิ้วกล่องยามาพอดีต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงฝังเข็มให้หลิวจาวตี้ พร้อมทั้งกำชับ
"ตอนนี้เธอมีอาการอักเสบตรงนั้นต้องทายาทุกวัน และพยายามรักษาให้แห้งไว้อยู่เสมอ แล้วก็อย่าเพิ่งมีอะไรกับสามีเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ต้องบำรุงร่างกายให้ดีไม่งั้นนมที่ลูกกินจะไม่ดีต่อสุขภาพ"
ครอบครัวเอ้อร์หนิวให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวต่งเสี่ยวเสี่ยวต้องพูดแบบนี้หลิวจาวตี้ถึงจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเอ้อร์หนิวได้ดีขึ้น
พอพูดถึงเรื่องเด็กบ้านเอ้อร์หนิวก็แทบจะไม่กล้าปริปากพูดอะไรรีบรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดูแลหลิวจาวตี้ให้ดีกว่าเดิม
ทุกคนช่วยกันพยุงหลิวจาวตี้เข้าไปในห้อง
หลิวจาวตี้มองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยสายตาซาบซึ้ง
"เสี่ยวเสี่ยว วันนี้ขอบคุณเธอมากนะถ้าไม่ได้เธอ ฉันไม่รู้จะทำยังไงเลยจริงๆ"
เมื่อก่อนตอนที่เธอคลอดลูกสาวสองคนวันรุ่งขึ้นก็ต้องกลับลงไปทำงานในไร่ในนาแล้ว
แต่ครั้งนี้ร่างกายเธอไม่ไหวจริงๆพอได้ยินต่งเสี่ยวเสี่ยวบอกว่าถ้าไม่ดูแลตัวเองให้ดี เธออาจจะตายได้
ตงเสี่ยวเสี่ยวมีสีหน้านิ่งเรียบเธอมองไปที่หลิวจาวตี้ซึ่งนั่งอยู่บนเตียงด้วยท่าทีเฉยเมย
"ความสุขต้องไขว่คว้าเองถ้าเอาแต่ยอมคนอื่น ตัวเธอกับลูกสาวสองคนนั่นแหละที่จะลำบากครึ่งปีนี้พักผ่อนให้เต็มที่ แล้วก็คิดถึงอนาคตของลูกสาวทั้งสองให้ดี"
ผู้หญิงด้วยกันแท้ๆทำไมต้องทำร้ายกันเองด้วย
ถึงเธอจะไม่ชอบที่หลิวจาวตี้ไม่สู้คนแต่เรื่องมันก็เลยเถิดมาขนาดนี้แล้ว ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ไม่รู้จะพูดอะไรทำได้แค่เตือนๆ กันไป
หลิวจาวตี้หน้าซีดเผือดเธอมองห้องที่ว่างเปล่า น้ำตาก็คลอเบ้า พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ฉันรู้ว่าลูกสาวสองคนลำบากที่ต้องอยู่กับฉันแต่ฉันไม่มีทางเลือก มีแค่ลูกชายเท่านั้นถึงจะสืบสกุลได้...ลูกสาวแต่งออกไปก็เหมือนน้ำที่ถูกเททิ้งต่อไปจะเลี้ยงดูฉันกับเอ้อร์หนิวได้ยังไงกัน ฉันก็ต้องหวังพึ่งลูกชายคนเดียว"
ต่งเสี่ยวเสี่ยว “...”
เฮ้อ เอาที่สบายใจละกัน
พูดไปก็เปลืองน้ำลายเปล่าๆ
ต่อให้เธอพูดอะไรไปหลิวจาวตี้ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีต่งเสี่ยวเสี่ยวเลยไม่อยากเสียเวลาพูดต่อ เธอกำชับเรื่องต่างๆ เสร็จก็หิ้วกล่องยากลับบ้านไปพร้อมสวีซิ่ว
สวีซิ่วยืนบ่นพึมพำอยู่ข้างๆเธอเอาแต่บอกว่าหลิวจาวตี้น่าสงสาร
สีหน้าของต่งเสี่ยวเสี่ยวยังคงนิ่งเรียบเธอพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
"ที่ต้องตกมาอยู่ในสภาพนี้ก็เป็นเพราะเธอทำตัวเองทั้งนั้น ถึงจะน่าสงสาร แต่ก็สมควรแล้ว"
เพราะมีความคิดเรื่องให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวอีกอย่างความคิดของหลิวจาวตี้เองก็บิดเบี้ยวอยู่แล้ว พอเรื่องมันเลยเถิดมาแบบนี้ก็เหมือนกับเป็นการยกหินมาทับเท้าตัวเอง [1]
ลูกสาวสองคนของหลิวจาวตี้ก็เป็นเด็กดีเชื่อฟังพ่อแม่
แต่เธอก็ยังเชื่ออยู่ดีว่า..
ครอบครัวแบบไหน ก็เลี้ยงดูเด็กแบบนั้น
ถ้าเอ้อร์หนิวไม่รีบแก้ไขเด็กคนนี้ก็คงจะถูกครอบครัวนี้เลี้ยงดูมาแบบผิดๆ เหมือนกัน
ช่างมันเถอะ!
คนอื่นจะเป็นจะตายยังไงแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอกัน?
สิ่งที่เธอควรพูดควรเตือนก็พูดออกไปหมดแล้ว
ถ้าหล่อนเลือกที่จะไม่รับฟังก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรม
พอได้ยินต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดแบบนั้นสวีซิ่วก็ไม่พูดแก้ต่างให้หลิวจาวตี้อีก
เสี่ยวเสี่ยวเป็นคนมีเหตุผลถ้าเธอพูดออกมาแบบนี้ แสดงว่าหลิวจาวตี้ก็คงสมควรได้รับผลของการกระทำนั้นจริงๆ
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่สวีซิ่วก็ยึดต่งเสี่ยวเสี่ยวเป็นศูนย์กลางเธอรู้สึกว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดอะไรก็ถูกไปหมด
ผ่านไปไม่ถึงสองชั่วโมงระหว่างที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังเล่นกับฉินไห่เยว่อยู่ในลานบ้านเอ้อร์หนิวก็รีบวิ่งหน้าตาตื่นมา เหงื่อท่วมตัว เสื้อผ้าก็ยังไม่ได้เปลี่ยน
"เสี่ยวเสี่ยว แย่แล้ว!ช่วยไปดูเมียฉันหน่อยเถอะ ตอนนี้หมดสติไปแล้ว ไม่รู้ว่าเธอจะเป็นอะไรมากไหม?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเหลือบมองเอ้อร์หนิวอย่างเย็นชา
"ฉันบอกแล้วไงว่าให้พาไปโรงพยาบาลฉันไม่ได้เก่งขนาดนั้น ไม่ใช่เอะอะอะไรก็มาหาแต่ฉัน!"
คนบ้านนี้มันแปลกๆ ทั้งนั้นยกเว้นเอ้อร์หนิวที่เป็นคนดีอยู่บ้าง
ยังไงซะหลังจากวันนี้เธอก็ไม่อยากยุ่งเรื่องวุ่นวายเรื่องของหลิวจาวตี้อีกต่อไป กลัวจะเดือดร้อนเปล่าๆ
เอ้อร์หนิวอึ้งไปเขาไม่คิดว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวจะพูดแบบนี้
ในเมื่อเธอพูดถึงขนาดนี้แล้วเขาก็ไม่กล้ารบกวนให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวไปช่วย ได้แต่ฝืนยิ้มแหยๆแล้วเดินออกจากบ้านสกุลฉินไป
ฉินซู่ใช้ไม้เท้าช่วยค้ำพยุงตัวเองเดินออกมาเขามองตามเอ้อร์หนิวที่หมดอาลัยตายอยาก ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา
"เมื่อวานเธอก็เป็นคนทำคลอดให้เมียเขาไม่ใช่เหรอ?ทำไมวันนี้ถึงไม่อยากช่วยแล้วล่ะ?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉินซู่ฟังพอได้ฟังแล้ว ฉินซู่ก็ขมวดคิ้วมุ่น
"ถ้าไม่อยากยุ่งก็ไม่ต้องยุ่งหรอกอยากทำอะไรก็ตามใจเธอเถอะ"
นอกจากเอ้อร์หนิว แล้วก็เด็กผู้หญิงสองคนคนอื่นๆ ในบ้านนั้นทั้งบ้านก็ไม่ปกติทั้งนั้น
"แม่คะ เยว่เยว่เจ็บเข่ามากเลย"
ฉินไห่เยว่ที่กำลังเล่นอยู่ข้างๆวิ่งเข้ามาหา เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย พร้อมชี้ไปที่เข่า
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรีบอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาไว้ในอ้อมอกแล้วค่อยๆ แกะผ้าปิดแผลออกอย่างเบามือ
"เจ็บ!"
ฉินไห่เยว่เจ็บจนน้ำตาไหลพราก
ต่งเสี่ยวเสี่ยวใจแทบขาดเธอรีบปลอบเด็กน้อยทันที
"แม่ขอดูหน่อยนะ"
พอเธอเห็นแผลนั้น ถึงกับชะงักไปทันที
เข่าของฉินไห่เยว่เริ่มเป็นหนองแถมยังมีหนอนสองตัวไชอยู่บนนั้น ต่งเสี่ยวเสี่ยวหน้าซีดเผือด
"ทำไมแผลถึงอักเสบขึ้นมาล่ะ?"
ฉินไห่หยางวิ่งเข้ามา แล้วพูดว่า"ตอนน้องล้ม น้องล้มไปโดนขี้ไก่เข้าครับ"
พอได้ยินแบบนั้นเธอก็เข้าใจทันทีที่แผลอักเสบจนติดเชื้อ เพราะในขี้ไก่คงจะมีไข่แมลงวัน พออากาศร้อนๆ แบบนี้ไข่ก็เลยฟักเป็นตัวออกมาได้ง่าย
"เยว่เยว่เด็กดีแม่จะเอาพวกนี้ออกให้นะ หนูอดทนหน่อยได้ไหม?"
"ค่ะ"
ฉินไห่เยว่พยักหน้าเสียงอ่อย
แต่พอต่งเสี่ยวเสี่ยวกดไปโดนแผลเด็กน้อยก็ร้องไห้จ้า ดิ้นไม่หยุด
"กอดเยว่เยว่แน่นๆ นะ อย่าให้ดิ้นเดี๋ยวจะโดนมีดบาด"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวสั่งฉินซู่ที่กำลังกอดฉินไห่เยว่อยู่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
พลางจับข้อเท้าเล็กๆของฉินไห่เยว่ไว้แน่นขึ้นด้วยมืออีกข้าง
เชิงอรรถ
[1] ยกหินมาทับเท้าตัวเอง (搬起石头砸自己的脚)หมายถึงการทำอะไรที่ทำให้ตัวเองได้รับผลเสียหรือความเดือดร้อนจากการกระทำนั้นตรงกับสุภาษิตไทยที่ว่า ขว้างงูไม่พ้นคอ