บทที่ 20 ศิษย์พี่ใหญ่ผู้งดงามและจิตใจดี
“ช้าก่อน”
“มีผู้มาช่วยแล้ว”
ขณะที่สวี่ซานอินไม่ทันสังเกต ซูฝานก็รีบส่งสายตาให้เหลิ่งเยว่ สายตาเล็ก ๆ นั้นเต็มไปด้วยการวิงวอน
เหลิ่งเยว่มองอย่างสงสัย
“หมายความว่าอย่างไร?” ซูฝานชี้ไปที่ถุงเก็บของในมือของสวี่ซานอินอย่างไม่แสดงสีหน้า ร้อนใจราวกับไฟเผา
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านฉลาดปราดเปรื่องเช่นนี้ จะเป็ไปได้อย่างไรที่จะไม่เข้าใจ?”
“รีบช่วยข้าที”
“หลังจากนี้ ข้ายินดีมอบกายถวายชีวิต”
เหลิ่งเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘ในถุงเก็บของมีความลับซ่อนอยู่ เขาคงไม่อยากให้อาจารย์รู้กระมัง?’
สวี่ซานอินเงยหน้าขึ้นจ้องมองซูฝานอย่างกะทันหัน ดวงตาชราภาพฉายแววสังหารอันน่าสะพรึงกลัว
“ขอผู้าุโละเว้นชีวิตด้วย”
ซูฝานสะดุ้งโหยง รีบกล่าวอย่างร้อนรน “ขอท่านโปรดละเว้นศิษย์สักครั้งเถิด ด้วยเห็นแก่ที่ศิษย์ช่วยให้ท่านได้โอสถหวงหลงมาในครั้งนี้”
“ข้าเป็อาจารย์ของสวีตง!” สวี่ซานอินพูดทีละคำอย่างเยือกเย็น ชวนให้รู้สึกขนพองสยอง
“ข้า...”
ซูฝานใจนหน้าซีดเผือด
ในตอนนั้น เหลิ่งเยว่สูดหายใจลึก ๆ หนึ่งครั้ง เดินไปหยุดตรงหน้าของสวี่ซานอิน แล้วกล่าวอย่างนอบน้อม “ท่านอาจารย์ ให้ข้าตรวจดูถุงเก็บของของเขาสักหน่อย ดูว่ามีสิ่งของน่าสงสัยหรือไม่”
“จงตรวจให้ละเอียด”
สวี่ซานอินกล่าวจบก็ส่งถุงเก็บของให้เหลิ่งเยว่
เหลิ่งเยว่ถือถุงเก็บของเดินแยกไปอีกด้าน
ซูฝานถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เพียงแค่เหลิ่งเยว่ไปขอถุงเก็บของจากสวี่ซานอิน ก็แสดงว่านางตัดสินใจจะช่วยเขาแล้ว
“ถอดออกให้หมด!”
สวี่ซานอินจ้องมองซูฝานด้วยสายตาดุดัน
“เหลือแค่กางเกงในตัวเดียวแล้ว”
ซูฝานมองสวี่ซานอินด้วยสายตาน่าสงสาร
“เ้าอยากตายหรือ?” สวี่ซานอินกล่าวด้วยความโกรธ ในดวงตาวาบไปด้วยประกายสีเื
“ไม่อยาก! ไม่อยาก!” ซูฝานรีบส่ายหน้า
เขาถอดกางเกงชั้นในออกอย่างรวดเร็ว
“วิตถาร” เหลิ่งเยว่สบถเบา ๆ พลางรีบหันหลังให้
ซูฝานร้องว่าตนถูกใส่ร้าย “นี่มิใช่ผู้าุโเป็ผู้สั่งให้ถอดหรอกหรือ?”
“จะมาโทษข้าได้เยี่ยงไร?”
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านต้องเชื่อข้านะ ข้าเป็เพียงเด็กหนุ่มที่บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง ๆ”
สวี่ซานอินมองสำรวจซูฝานขึ้นลงครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า “เหตุใดเ้าจึงฝึกบำเพ็ญได้รวดเร็วถึงเพียงนี้? ข้าคิดไม่ตกจริง ๆ”
“แค่ก! แค่ก!”
ซูฝานกระแอมเบา ๆ ก่อนจะยิ้มประจบว่า “ผู้าุโ ข้าขอสวมอาภรณ์ก่อนได้หรือไม่”
“รีบสวมเข้า แล้วค่อยตอบคำถามของข้า” สีหน้าของสวี่ซานอินดูบึ้งตึง
ซูฝานรีบคว้ากางเกงขาสั้นขึ้นมาสวมใส่อย่างรวดเร็ว แล้วยิ้มแหย ๆ พลางกล่าวว่า “ที่จริงศิษย์ก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน ว่าเหตุใดร่างิญญาไร้ค่าของข้าถึงได้แตกต่างจากผู้อื่นถึงเพียงนี้”
“เ้ากำลังอวดตัวเองทางอ้อมอยู่หรือ?”
สวี่ซานอินรู้สึกโมโหจนแทบะเิ การหลงตัวเองก็ควรมีขอบเขตบ้าง
“ไม่ ๆ มิใช่เช่นนั้น”
ซูฝานรีบโบกมือปฏิเสธพลางกล่าวว่า “จริง ๆ แล้วศิษย์ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแค่ฝึกฝนตามปกติ แล้วก็ทะลวงขั้นได้อย่างเป็ธรรมชาติเท่านั้น”
สวี่ซานอินจ้องมองสีหน้าของซูฝานอย่างพินิจพิเคราะห์ หวังจะหาร่องรอยการโกหก แต่สุดท้ายก็ไม่พบอะไรเลย
“ผู้าุโ ท่านว่ามีความเป็ไปได้หรือไม่? แม้ข้าจะไม่มีร่างิญญาธาตุ แต่พร์ในการบำเพ็ญกลับยอดเยี่ยม?”
ซูฝานเอ่ยถาม
“เ้าคิดว่าข้าเป็คนโง่งมหรือ? ร่างิญญาไร้ค่าเช่นนั้น จะมีพร์ในการบำเพ็ญได้เยี่ยงไร?”
สวี่ซานอินโมโหจนเส้นเืที่ขมับปูดโปน ดวงตาลุกโชนแทบจะพ่นไฟออกมา
“ใต้หล้านี้มีผู้มีร่างิญญาไร้ค่านับหมื่นแสน แต่ไม่เคยพบผู้ใดที่มีพร์เลย”
“แล้วถ้าหากข้าเป็ข้อยกเว้นเล่า? อย่างเช่นวิชาองคุลีัผงาดนั่น แม้จะยากต่อการเข้าใจ แต่ข้าก็เข้าถึงแก่นแท้ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน”
ซูฝานกล่าว
“ช่างแปลกเสียจริง...” สวี่ซานอินขมวดคิ้วแน่น
‘เด็กคนนี้ เป็ไปได้หรือไม่ว่าจะเป็ร่างิญญาไร้ค่าที่พิเศษกว่าคนอื่น?’
เหลิ่งเยว่หันกลับมา มองซูฝานอย่างมีนัยยะ ก่อนจะหันไปกล่าวกับสวี่ซานอินด้วยความเคารพ “ท่านอาจารย์ นอกจากศิลาิญญากับโอสถฟื้นาแแล้ว ก็ไม่มีอะไรอีกแล้วเ้าค่ะ”
ซูฝานรู้สึกซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหล
‘ศิษย์พี่ใหญ่ช่างงดงามทั้งรูปโฉมและจิตใจ ต่อไปภายภาคหน้าข้าจะต้องตอบแทนบุญคุณนางให้จงได้’
“อืม”
สวี่ซานอินหมุนตัวเดินไปที่เก้าอี้แล้วทรุดตัวลงนั่ง มือซ้ายใช้นิ้วหัวแม่มือนวดขมับเบา ๆ นิ้วชี้มือขวาเคาะที่พนักวางแขนเก้าอี้ ก้มหน้านิ่ง ครุ่นคิดไม่เอ่ยวาจา
ซูฝานไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ในใจรู้สึกตื่นเต้นระทึกอย่างยิ่ง
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ สวี่ซานอินเงยหน้าขึ้นมองหน้าซูฝานพลางถอนหายใจ “บางทีเ้าอาจจะเป็ร่างิญญาไร้ค่าที่แตกต่างจากคนอื่นจริง ๆ”
ซูฝานยิ้มแหย ๆ
สวี่ซานอินถอนหายใจยาว กล่าวว่า “เื่ความตายของสวีตง ข้าจะไม่สืบสวนอีก ถุงเก็บของของสวีตงก็จะยกให้เ้า ถือว่าเป็การทำตามสัญญาที่ข้าเคยให้ไว้กับเ้า แต่รางวัลอื่น ๆ ยกเลิกทั้งหมด”
เดิมทีเขาตั้งใจจะมอบโอสถรวมปราณให้ซูฝานสักสองสามเม็ด แต่ไม่คิดว่าเขากลับสังหารศิษย์ของเขา
ช่างเป็มารน้อยที่หาญกล้าเหลือเกิน
“สมควรแล้ว สมควรแล้ว” ซูฝานพยักหน้าติด ๆ กัน
ในที่สุดก็รอดพ้นเคราะห์ร้ายครั้งนี้ไปได้
สวี่ซานอินกล่าวต่อว่า “นับจากวันนี้เป็ต้นไป เ้าก็คือศิษย์อย่างเป็ทางการของยอดเขาที่สิบของข้า เหลิ่งเยว่ ต่อไปเ้าจะเป็ผู้สอนวิชาให้เขา”
“เ้าค่ะ”
เหลิ่งเยว่ตอบอย่างนอบน้อม
“หา? ก่อนหน้านี้ข้ายังมิใช่ศิษย์อย่างเป็ทางการหรือ?”
ซูฝานตกตะลึง
เขาคิดมาตลอดว่า นับั้แ่ก้าวเข้าสู่ยอดเขานี้ ก็จะได้เป็ศิษย์อย่างเป็ทางการของยอดเขาที่สิบแล้ว
“แค่ร่างิญญาไร้ค่าอย่างเ้า ยังกล้าคิดจะเป็ศิษย์อย่างเป็ทางการอีกหรือ เ้ากำลังฝันไปใช่หรือไม่”
สีหน้าของสวี่ซานอินเต็มไปด้วยความดูแคลน กล่าวว่า “อีกหนึ่งเดือนจะมีการทดสอบที่ถ้ำหมื่นอสูร จ้าวอวี่มิได้อยากให้เ้าไปหรอกหรือ? เ้าก็ไปเข้าร่วมเถอะ หวังว่าตอนนั้นจะสร้างความประหลาดใจให้ข้าได้อีก”
“การทดสอบที่ถ้ำหมื่นอสูรหรือ?” ซูฝานสงสัย
สวี่ซานอินโบกมืออย่างรำคาญ กล่าวว่า “ไปถามศิษย์พี่ใหญ่ของเ้าเองเถอะ ่นี้ข้าจะปิดด่าน หากไม่มีเื่สำคัญอะไร อย่ามารบกวนข้า”
“ศิษย์ขอตัวก่อน” เหลิ่งเยว่ค้อมกายคำนับ ก่อนจะหมุนตัวจากไป
ซูฝานรีบไล่ตามไป
ถุงเก็บของยังอยู่ในมือของเหลิ่งเยว่
หลังจากที่ทั้งสองคนจากไป สวี่ซานอินจึงหยิบกล่องหยกออกมา แล้วหัวเราะเสียงแหบต่ำ “ด้วยโอสถหวงหลงเม็ดนี้ การปิดด่านครั้งนี้ ข้าจะต้องก้าวเข้าสู่ขอบเขตแปรลักษณ์ได้อย่างแน่นอน!”
ด้านนอกถ้ำ
ซูฝานเดินตามหลังเหลิ่งเยว่ พลางกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ ขอบคุณมากนะ หากมิใช่เพราะท่าน ข้าคงตายแน่ ๆ แล้ว”
เหลิ่งเยว่ทำเป็ไม่ได้ยิน เดินตรงเข้าไปในถ้ำพำนักของตน
ซูฝานก็วิ่งตามเข้าไปด้วย
ถ้ำพำนักของศิษย์พี่หญิงขนาดใหญ่กว่าถ้ำของเขาหลายเท่า การตกแต่งเรียบง่าย สมกับนิสัยเ็าของนาง
“เ้าตามข้ามาทำไม”
เหลิ่งเยว่ขมวดคิ้ว
“ถุงเก็บของของข้า...”
ซูฝานยิ้มแหยอย่างเก้อเขิน
เหลิ่งเยว่ก้มหน้ามองถุงเก็บของในมือแวบหนึ่ง แล้วโยนให้ซูฝาน พลางเอ่ยเสียงเรียบ “เ้ากลับไปเถอะ ส่วนเื่การทดสอบในถ้ำหมื่นอสูร เ้าสามารถสอบถามใครก็ได้”
ซูฝานรับถุงเก็บของไว้ สีหน้าแสดงความประหลาดใจอย่างยิ่ง
เขาคิดว่าเหลิ่งเยว่จะฉวยโอกาสนี้ซักถามเขา หรือแม้กระทั่งทำให้เขาลำบากใจ แต่ไม่คิดว่านางจะคืนถุงเก็บของให้เขาอย่างง่ายดายเช่นนี้
“ศิลาิญญาที่ได้มาจากการชนะพนัน ก็ถือว่าเป็ค่าตอบแทนที่ข้าช่วยเ้าเก็บความลับไว้” เหลิ่งเยว่กล่าว
เื่เ่าั้ล้วนเป็เื่เล็กน้อย
“หากศิษย์พี่ใหญ่ชื่นชอบ ตัวข้าก็เป็ของท่านทั้งหมด”
ท่าทีที่สงบนิ่งของเหลิ่งเยว่ทำให้เขารู้สึกทำตัวไม่ถูกจริง ๆ
เขาเงยหน้ามองไปที่เหลิ่งเยว่ แล้วถามว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านไม่มีอะไรอยากถามข้าเลยหรือ?”
“ถามไปเ้าจะบอกข้าหรือ?” เหลิ่งเยว่ย้อนถามกลับ
“ไม่หรอก” ซูฝานส่ายหน้า ‘แต่ก็ไม่แน่เสมอไป’
“หากท่านยอมเป็ภรรยาข้าในอนาคต บางทีข้าอาจจะบอกท่านก็ได้”
เหลิ่งเยว่กล่าวว่า “เช่นนั้นก็ถูกต้องแล้วมิใช่หรือ? ในเมื่อเ้าไม่ยอมบอก ข้าจะต้องทำตัวน่ารำคาญไปไย?”
“ก็ได้!” ซูฝานพยักหน้าอย่างจนใจ
‘ศิษย์พี่ใหญ่เป็คนดีจริง ๆ’
‘หากเป็สิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับสวีตง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะต้องฉวยโอกาสขู่กรรโชกทรัพย์แน่นอน’
‘หรืออาจถึงขั้นฆ่าคนชิงสมบัติเลยก็เป็ได้’
ซูฝานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งไปหาเหลิ่งเยว่ แล้วล้วงเอาไข่มุกปราณโลหิตทั้งหมดออกมาจากถุงเก็บของ ยัดใส่อ้อมอกของเหลิ่งเยว่
“หมายความว่าอย่างไร?”
เหลิ่งเยว่มองอย่างงุนงง
“ศิษย์พี่ใหญ่ หากท่านใช้สิ่งนี้ฝึกฝน จะเร็วกว่าการใช้ศิลาิญญามากนัก”
ซูฝานหัวเราะคิกคัก ไม่เปิดโอกาสให้เหลิ่งเยว่พูด รีบหมุนตัววิ่งออกจากถ้ำพร้อมปิดประตูหินทันที
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะผูกศิษย์พี่ใหญ่ให้อยู่เคียงข้างเขาได้อย่างแท้จริง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง
ซูฝาน้าลากเหลิ่งเยว่ขึ้นมาบนเรือโจรลำนี้ของเขา
......
“ซูฝาน”
ในตอนที่ซูฝานกำลังจะกลับไปยังถ้ำพำนัก จู่ ๆ ก็มีเสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง
ซูฝานขมวดคิ้ว หันกลับไปมอง ก็เห็นเซวียฉางซานยืนอยู่ไม่ไกลนัก
เขายิ้มกว้างพลางกล่าวว่า “ข้าก็นึกว่าใครเสียอีก ที่แท้ก็ผู้าุโเซวียนี่เอง”
เซวียฉางซานเดินมาหยุดตรงหน้าซูฝาน
“ผู้าุโเซวียไม่อยู่ที่ยอดเขาที่หนึ่งคอยดูแลสวีเจียวเจียวศิษย์อัจฉริยะ กลับมาหาข้าที่เป็ร่างิญญาไร้ค่าทำไมกัน? หรือว่าเพราะแพ้เื่โอสถหวงหลง ผู้าุโเซวียโกรธแค้นจนอยากจะลงมือสังหารข้าด้วยตัวเอง?”
ซูฝานกล่าว
ผู้าุโเซวียฉางซานเอ่ยเสียงทุ้มว่า “หากข้า้าสังหารเ้า เ้าคิดว่าเ้าจะมีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้หรือ?”
“หากเป็เช่นนั้น ข้าคงต้องขอบคุณผู้าุโเซวียที่ละเว้นชีวิตข้าสินะ?”
ซูฝานแย้มยิ้มเยาะ
เซวียฉางซานสะกดโทสะในใจไว้ แล้วถามว่า “ในสนามประลอง ข้าได้ยินเ้าพูดว่า ตอนนั้นสวีเจียวเจียวผลักเ้าตกลงไป นั่นเป็ความจริงหรือ?”
“ยังสำคัญอยู่หรือ?” ซูฝานยักไหล่
“ข้าอยากรู้คำตอบ!” สายตาของเซวียฉางซานเต็มไปด้วยความกดดัน
“ถูกต้อง” ซูฝานพยักหน้า
เซวียฉางซานสูดหายใจลึก แล้วกล่าวว่า “เ้าติดตามสวี่ซานอินไป คงไม่มีจุดจบที่ดีแน่ สู้มาอยู่ที่ยอดเขาที่หนึ่งของข้าดีกว่า ข้าจะบ่มเพาะเ้าด้วยตนเอง”
“ไปอยู่ยอดเขาที่หนึ่งหรือ?”
ซูฝานยิ้มบาง กล่าวว่า “ขอบคุณผู้าุโเซวียที่เมตตา แต่ตอนนี้ข้าอยู่ที่ยอดเขาที่สิบก็สบายดี ไม่ต้องให้ท่านต้องเป็ห่วงหรอก”
“อย่าได้ไม่รู้จักดีชั่ว ข้าหวังดีต่อเ้า ไม่อยากให้เ้าต้องพบจุดจบในมือของสวี่ซานอิน!” เซวียฉางซานกล่าว
“แม้ว่าผู้าุโสวี่จะเป็คนที่เข้ากับผู้อื่นได้ยาก แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้ให้ข้าไปเป็คนรับใช้” ซูฝานหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าว
‘แต่ก่อนทำเมินเฉยต่อข้า แต่ตอนนี้กลับมาแสร้งทำดีต่อหน้าข้า? ขออภัยด้วย ข้าน้อยไม่หลงกลอุบายเช่นนี้หรอก’
“เ้าจงดูแลตัวเองให้ดีเถิด” เซวียฉางซานแค่นเสียงเ็าก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
“ดูแลตัวเองให้ดีงั้นรึ?” ซูฝานมองแผ่นหลังของเซวียฉางซาน พึมพำว่า “เื่นี้ยังไม่จบ”