ปกติแล้วต่งน่าไม่ได้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีนักในห้องเรียน ยิ่งเพื่อนสนิทกลุ่มน้อยนิดของเธอยังมาไม่ถึง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโต้กลับของทิงเสวี่ยและสวี่หัวลี่ เพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ จึงได้แต่มุงดูเรื่องสนุกอยู่ห่างๆ
ต่งน่าถูกตอกหน้าจนแดงก่ำไปถึงใบหู เธอตบโต๊ะดัง ‘ปัง’ แล้วสะบัดผมยาวสลวย เดินกระแทกเท้าหนีออกไปนอกห้อง
ทิงเสวี่ยมองตามหลังต่งน่าพลางกรอกตามองบน ก่อนจะแกล้งเปรยลอยๆ กับสวี่หัวลี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ “คนบางคนนี่ก็นะ... สมควรโดนด่าจริงๆ พอคนอื่นเขาไม่อยากลดตัวไปต่อล้อต่อเถียงด้วย ก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าแน่ ว่าเก่ง นี่โชคดีนะที่ยังอยู่ในโรงเรียน ขืนไปทำนิสัยไม่รู้จักแยกแยะดีชั่วแบบนี้ข้างนอก มีหวังโดนตบหน้าหงายไปแล้ว”
ทิงเสวี่ยจงใจพูดให้เสียงดังพอที่ต่งน่าจะได้ยิน ถ้าต่งน่าฉลาดพอ เธอคงแกล้งทำหูทวนลมแล้วปล่อยผ่านไป แต่... คนอย่างต่งน่ามีหรือจะยอม
ต่งน่าหยุดกึก หันขวับกลับมา แล้วก้าวฉับๆ มาหยุดตรงหน้าทิงเสวี่ย “หลินทิงเสวี่ย! เธอหมายความว่ายังไง? หา!? หรือว่าเธออยากจะลองดีตบหน้าฉันจริงๆ?”
ทิงเสวี่ยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย มองต่งน่าที่ยืนเท้าเอวทำท่าจะกินเลือดกินเนื้อด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ยช้าๆ อย่างไม่ยี่หระ
“ต่งน่า... หูข้างไหนของเธอได้ยินว่าฉันจะตบหน้าเธอ? เมื่อกี้ฉันแค่พูดกับหัวลี่ว่า ‘คนบางคน’ ไม่รู้จักแยกแยะชั่วดี แต่ฉันไม่ได้เอ่ยชื่อแซ่ว่า ‘ต่งน่า’ ไม่รู้จักแยกแยะชั่วดีสักคำ... หรือว่า... เธอยอมรับว่าตัวเองเป็นคนแบบนั้นจริงๆ?”
สวี่หัวลี่ที่รอจังหวะอยู่แล้วรีบผสมโรงทันที “นั่นสิ ต่งน่า เมื่อกี้ทิงเสวี่ยไม่ได้พูดชื่อเธอเลยนะ เธอร้อนตัวไปเองหรือเปล่า? คิดมากแบบนี้ไม่ดีนะ โบราณเขาว่าไม่ได้เอ่ยชื่อใครรับสมอ้างคนนั้นก็เป็น ‘คนโง่’... ต่งน่า เธอคงไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนโง่หรอกใช่ไหม?”
ต่งน่าอ้าปากค้าง พูดไม่ออก... “...”
ในที่สุด สติปัญญาอันน้อยนิดของต่งน่าก็เตือนให้รู้ว่า ขืนยังเถียงกับยัยสองคนนี้ต่อไป เธอได้กลายเป็นตัวตลกโง่เง่าสมคำร่ำลือแน่ๆ
ต่งน่าสะบัดหน้า กระแทกเสียง “ฮึ!” ใส่ทั้งคู่ แล้วสะบัดก้นเดินหนีไป
.....
หลังจากหมดคาบเรียนที่สาม ทิงเสวี่ยรู้สึกปวดท้องจึงรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำ
เธอนั่งทำธุระอยู่นานจนได้ยินเสียงออดเข้าเรียนดังแว่วมา จึงรีบวิ่งหน้าตั้งกลับมาที่ห้องเรียนเพราะกลัวจะเข้าสาย
เมื่อมาถึงที่นั่ง ทิงเสวี่ยกำลังจะหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ แต่จังหวะที่ก้นกำลังจะแตะพื้นผิว... คนที่นั่งอยู่ข้างหลังเธอก็ดึงเก้าอี้ถอยหลังออกไปกะทันหัน!
ผลก็คือทิงเสวี่ยนั่งจ้ำเบ้ากระแทกพื้นเต็มแรง ท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครงของเพื่อนทั้งห้อง
ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาพร้อมกับความโมโห ทิงเสวี่ยรีบลุกขึ้นแล้วหันขวับไปคว้าหนังสือบนโต๊ะของคนข้างหลังปาทิ้งลงพื้นทันที
“หวงเทา! ฉันไม่เคยไปหาเรื่องนาย นายมาดึงเก้าอี้ฉันทำไม!?”
คนที่แกล้งดึงเก้าอี้ทิงเสวี่ยคือหวงเทา หลานชายในนามของคุณตาคุณยายหวังนั่นเอง และเขายังมีอีกสถานะหนึ่งคือเป็นลูกพี่ลูกน้องกับต่งน่า
ในขณะที่ต่งน่าเป็นนักเรียนดีเด่น หวงเทากลับเป็นเด็กหลังห้องที่ไม่เอาถ่าน ปกติเขามักจะลอกการบ้านต่งน่าเสมอ และย่อมต้องออกหน้าปกป้องลูกพี่ลูกน้องที่อายุน้อยกว่าเขาหนึ่งเดือนคนนี้ด้วย
ก่อนหน้านี้ตอนทิงเสวี่ยทะเลาะกับต่งน่า หวงเทาก็อยู่ในเหตุการณ์ แต่เพราะรู้ตัวว่าฝีปากสู้ทิงเสวี่ยไม่ได้จึงไม่ได้ออกหน้าช่วยตรงๆ เขาเก็บความแค้นไว้รอจังหวะเอาคืนเพื่อทวงความยุติธรรมให้ลูกพี่ลูกน้อง จึงแกล้งดึงเก้าอี้ให้ทิงเสวี่ยขายหน้ากลางห้อง
หวงเทาเห็นหนังสือตัวเองถูกโยนกระจายเต็มพื้นก็ทำท่าจะก้มลงเก็บ แต่ต่งน่ารีบห้ามไว้ “อย่าเพิ่งเก็บ! ปล่อยไว้อย่างนั้นแหละ รอให้ครูมาเห็น”
หวงเทาชักมือกลับอย่างว่าง่าย ทันใดนั้นเสียงออดเข้าเรียนก็ดังขึ้น
ครู่ต่อมาครูหวังครูประจำชั้นก็เดินถือหนังสือเรียนภาษาจีนและสมุดการบ้านเข้ามา ทันทีที่เห็นหนังสือเรียนกระจัดกระจายอยู่บนพื้น สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมลงทันที
“หวงเทา ทำไมเธอถึงโยนหนังสือเรียนตัวเองทิ้งขว้างแบบนั้น? ไม่อยากเรียนแล้วหรือไง?”
ต่งน่ารีบชิงฟ้อง “คุณครูคะ! ไม่ใช่หวงเทาโยนนะคะ เป็นหลินทิงเสวี่ยต่างหากที่โยนหนังสือเขาลงพื้น ถ้าครูไม่เชื่อถามเพื่อนๆ ในห้องดูได้เลยค่ะ!”
สวี่หัวหลงรีบผสมโรงเป็นคนแรก “จริงครับครู! ต่งน่าพูดถูก หลินทิงเสวี่ยเป็นคนโยนหนังสือหวงเทาครับ!”
ครูหวังหันมามองทิงเสวี่ยด้วยสายตาผิดหวัง “หลินทิงเสวี่ย... ทำไมเธอถึงทำแบบนั้น?”
ถ้าเป็นเด็กคนอื่นทำ ครูหวังอาจจะแค่ดุ แต่พอเป็นหลินทิงเสวี่ย นักเรียนดีเด่นประจำห้อง ความผิดหวังจึงฉายชัดในแววตา
ครูหวังเป็นชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปี หน้าตาใจดีมีเมตตา รับผิดชอบสอนวิชาภาษาจีนชั้น ป.1 และวิชาศีลธรรมจรรยาชั้น ป.2
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาตำหนิของครู ทิงเสวี่ยไม่ได้ตื่นตระหนก เธออธิบายอย่างใจเย็น
“คุณครูคะ หนูยอมรับผิดค่ะที่โมโหจนขาดสติโยนหนังสือเพื่อน แต่ที่หนูทำไปเพราะมีเหตุผลนะคะ... ตอนหนูกลับมาจากห้องน้ำ จะนั่งที่โต๊ะ หวงเทาก็จงใจดึงเก้าอี้หนูออกจนหนูล้มก้นกระแทกพื้น เพื่อนๆ ทั้งห้องเป็นพยานได้ค่ะ... เดี๋ยวหนูจะเก็บหนังสือคืนให้หวงเทาเดี๋ยวนี้ค่ะ”
พูดจบ ทิงเสวี่ยก็ก้มลงเก็บหนังสือเรียนขึ้นมาวางบนโต๊ะให้หวงเทา แถมยังช่วยปัดฝุ่นให้อย่างเรียบร้อย
สวี่หัวลี่รีบลุกขึ้นยืนยันความบริสุทธิ์ให้เพื่อน “จริงค่ะครู! เมื่อกี้หวงเทาแกล้งดึงเก้าอี้ทิงเสวี่ยจนล้มแรงมาก ทิงเสวี่ยเจ็บจนโมโหถึงได้ทำแบบนั้นค่ะ”
เมื่อทราบที่มาที่ไป ครูหวังก็เข้าใจสถานการณ์ทันที “หวงเทา... ทำไมเธอถึงไปแกล้งเพื่อนแบบนั้น?”
หวงเทาอ้าปากค้าง อึกอักพูดไม่ออก หน้าเหวอจนดูตลก
ในสายตาครู หวงเทาคือเด็กไม่เอาถ่าน ส่วนทิงเสวี่ยคือนักเรียนหัวกะทิ ยิ่งพิจารณาจากรูปการณ์ที่หวงเทาเริ่มก่อน และทิงเสวี่ยก็ยอมรับผิดพร้อมแก้ไขอย่างสุภาพ ครูย่อมเทคะแนนความสงสารไปทางทิงเสวี่ย
เห็นหวงเทาอ้ำอึ้งไม่ตอบ ครูหวังก็ยิ่งโมโห เขาหยิบไม้เรียวเคาะโต๊ะหวงเทาดัง ‘ปัง’
“หวงเทา ฟังให้ดีนะ! ถ้าคราวหน้าเธอยังเล่นพิเรนทร์ดึงเก้าอี้เพื่อนจนเจ็บตัวแบบนี้อีก ฉันจะทำโทษให้ไปยืนขาเดียวหน้าห้องตลอดคาบ! นักเรียนคนอื่นก็เหมือนกัน ห้ามเอาเยี่ยงอย่างเด็ดขาด ใครทำอีกโดนยืนหน้าห้องแน่!”
จากนั้นครูหวังก็หันมาตักเตือนทิงเสวี่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “ส่วนทิงเสวี่ย... ไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไร เธอก็ไม่ควรโยนหนังสือเพื่อนลงพื้นนะ เป็นเด็กผู้หญิงต้องสำรวมอารมณ์ ครั้งนี้ครูจะยกโทษให้ แต่ถ้ามีครั้งหน้า เธอก็ต้องโดนทำโทษเหมือนกัน เข้าใจไหม?”
สรุปแล้ว หวงเทาโดนยืนฟังคำสั่งสอนจนหูชา ส่วนทิงเสวี่ยโดนแค่ตักเตือนเบาๆ แล้วเรื่องก็จบไป
......
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เข้าสู่ต้นเดือนสองตามปฏิทินจันทรคติ
นับตั้งแต่รับปากลูกสาวว่าจะเปิดร้านขายซาลาเปา หลินกั๋วผิงก็ทุ่มเทใส่ใจอย่างมาก เขาตระเวนไปดูงานตามตลาดนัดและร้านขายซาลาเปาเจ้าอื่นเพื่อศึกษาเปรียบเทียบ
จากการชิมรสชาติร้านต่างๆ หลินกั๋วผิงพบว่าไม่มีเจ้าไหนอร่อยสู้สูตรของตัวเองได้เลย แถมหน้าตาก็ยังสู้ไม่ได้ ความมั่นใจของเขาจึงเพิ่มขึ้นเป็นกอง
ในช่วงเวลานั้น หลินกั๋วผิงได้เจอกับหลินชุ่ยอิง
ด้วยแรงยุจากทิงเสวี่ย หลินชุ่ยอิงได้เริ่มทำธุรกิจขายแผ่นแป้งทอดต้นหอมมาตั้งแต่ปลายเดือนอ้าย โดยจะไปออกร้านทุกครั้งที่มีตลาดนัดใหญ่ในอำเภอ แผ่นแป้งทอดของเธอกรอบนอกนุ่มใน แป้งบางสีสวย จนครองใจลูกค้าได้ในเวลาอันสั้น
บ้านของหลินชุ่ยอิงมีที่นาไม่น้อย เธอกับสามีจึงแบ่งเวลาว่า วันไหนมีตลาดนัดก็ไปขายของ วันธรรมดาก็ทำนา พวกเขาเริ่มได้ลิ้มรสความหอมหวานของรายได้จากการค้าขาย แม้จะยังไม่มากนักแต่มันคือความหวังใหม่
เมื่อได้ชิมซาลาเปาฝีมือหลินกั๋วผิง หลินชุ่ยอิงก็เชียร์สุดตัว
“เจ้ารอง แกทำแบบฉันสิ วันไหนมีตลาดนัดใหญ่ก็ไปขายซาลาเปา วันธรรมดาก็ทำนา ถ้าเกิดขายดีขึ้นเรื่อยๆ แกค่อยขยับขยายตื่นมานึ่งขายตอนเช้า แล้วบ่ายค่อยไปทำนาเหมือนพวกคนขายหมั่นโถว”
คำแนะนำของหลินชุ่ยอิงตรงกับแผนที่หลินกั๋วผิงคิดไว้พอดี
หลังจากหาฤกษ์งามยามดี ในที่สุด วันที่ 15 เดือน 2 ร้านซาลาเปาของหลินกั๋วผิงก็ได้ฤกษ์เปิดกิจการอย่างเป็นทางการ!
ทิงเสวี่ยกลัวว่าพ่อจะประหม่า จึงขอลาหยุดเรียนเป็นกรณีพิเศษเพื่อไปเป็นลูกมือพ่อขายของที่ตลาดนัดในตัวอำเภอ
สองพ่อลูกรีบไปจองทำเลทองแต่เช้า จัดแจงตั้งเตาถ่านเพื่ออุ่นซาลาเปา เนื่องจากนึ่งมาจากบ้านและเดินทางมาไกล ซาลาเปาจึงเริ่มเย็นชืด ซึ่งจะทำให้เสียรสชาติ การอุ่นให้ร้อนจะช่วยดึงความอร่อยและกลิ่นหอมกลับคืนมา
ไม่นาน กลิ่นหอมกรุ่นของซาลาเปาร้อนๆ ก็ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ...
แต่ทว่า... ผ่านไปพักใหญ่ก็ยังไม่มีใครแวะมาซื้อเลย รอบข้างมีคู่แข่งเพียบ ทั้งร้านหมั่นโถว แป้งม้วน แผ่นแป้งทอด และร้านซาลาเปาเจ้าอื่น
หลินกั๋วผิงเริ่มเหงื่อตกด้วยความร้อนใจ แต่ทิงเสวี่ยกลับนิ่งสงบ เธอหยิบซาลาเปาขึ้นมากัดโชว์คำหนึ่ง แล้วตะโกนเรียกลูกค้าเสียงใส
“เร่เข้ามาจ้า! เร่เข้ามา! ซาลาเปาลูกใหญ่ๆ ร้อนๆ เพิ่งออกจากเตาจ้า! ไส้เนื้อซื้อ 3 แถม 1 ไส้ผักซื้อ 2 แถม 1! อร่อย ถูก ดี เชิญชิมก่อนได้เลยจ้า!”
แม้จะไม่มีไมโครโฟน แต่เสียงใสๆ ของเด็กหญิงก็ดังกังวานไปไกล น้ำเสียงไพเราะน่าฟังบวกกับโปรโมชั่น "ซื้อ 3 แถม 1" ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ชะงัด
ไม่นาน ลูกค้ารายแรกผู้กล้าลองของใหม่ก็เดินเข้ามา... เป็นหญิงวัยกลางคนสวมกำไลทองเส้นโตที่ส่องประกายวิบวับสู้แสงแดด
“คุณป้าคนสวย... รับซาลาเปาหน่อยไหมคะ? คุณป้าเป็นลูกค้าคนแรกของร้านเราเลยนะคะ เชิญชิมดูก่อนได้รับรองว่าถ้าคุณป้าได้ลองแล้ว จะต้องติดใจจนลืมไม่ลงเลยล่ะค่ะ!”
ทิงเสวี่ยแจกรอยยิ้มการค้าพิมพ์ใจ พร้อมคำพูดคะขาหวานหยด... ใครบ้างจะใจแข็งกับเด็กปากหวานขนาดนี้ได้ลงคอ?