จันทรายังคงสุกสกาวสอดส่องแสงผ่านช่องว่างของกิ่งสนที่โผล่พ้นหลังคาเรือนไม้เกิดเป็เงาเคลื่อนไหวอันหนึ่งลูกนกนางแอ่นูเาบนกิ่งสนซุกตัวเข้าแผงอกของแม่ที่กกตัวขยับปีกต้านสายลมที่พัดความเหน็บหนาวมา
บนศาลาเรือนสนของมหาอาศรมหยั่งฟ้าบนเทือกเขาบรรพตค้ำฟ้าปรากฏร่างของเฒ่าไป๋เซียงหัวหน้าผู้ดูแลโรงครัว แม้จะมีลูกศิษย์โรงครัวช่วยอยู่หลายคนแต่หน้าที่นำอาหารและน้ำชามาให้จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ากลับเป็เฒ่าไป๋เซียงที่ปฏิบัติเช่นนี้มาตลอดสี่สิบปี
เฒ่าไป๋เซียงผ่านเข้าไปภายในห้องรับรองของศาลาเรือนสน ด้านในมีผู้คนนั่งสนทนากันอยู่สองคนเมื่อเฒ่าไป๋เซียงมองเห็นนักพรตที่เริ่มย่างเข้าสู่วัยชราในชุดนักพรตสีเขียวครามที่ผมคิ้วเคราเริ่มเปลี่ยนเป็สีดอกเลานั่งอยู่ทางซ้าย ส่วนอีกฟากหนึ่งเป็นักพรตเช่นกันแต่ดูมีอายุสูงวัยกว่าเล็กน้อยเมื่อเขาเดินไปใกล้นักพรตที่อยู่ทางซ้าย เขาส่งถ้วยชาให้นักพรตผู้นั้น เมื่อนักพรตผู้นั้นรับถ้วยชาจากเขาแล้ววางบนโต๊ะข้างตัว เขาก็โน้มกายคารวะนักพรตผู้นี้แล้วถอยกลับไป
เมื่อเฒ่าไป๋เซียงถอยกลับออกไปพร้อมเสียงย่ำเท้าที่ค่อยเบาเสียงลงเรื่อยๆหายไปทางด้านหลังของศาลาเรือนสนในใจเขานึกถึงเด็กลูกมือในโรงครัวที่เขาเพิ่งรับมาใหม่ให้มาช่วยงานหลินตงศิษย์โรงครัวของเขาเมื่อสัปดาห์ก่อนเขากังวลว่าเด็กลูกมือที่รับมาใหม่ ที่ชอบแอบนอนหลับอู้งานยังทำตัวเหลวไหลเช่นเดิมอยู่หรือไม่
ภายในห้องรับรองหลังนักพรตจิบน้ำชาที่เฒ่าไป๋เซียงนำมาให้นักพรตผู้นี้วางถ้วยชาลงไอควันยังไม่ทันจางหายเขาก็พลันเอ่ยขึ้น
“ศิษย์พี่ มารเฒ่าผู้นี้ หายสาบสูญไปเกือบสามสิบปีก่อนกลับยังมีชีวิตอยู่ ฟังว่านอกจากดาบตัดฟ้าของมันที่สยบไปทั่วหล้าวิชาเจ็ดอัสนีบาทหกบาทาเหินของมันก็ไม่เป็รองแปดเซียนจรวิถีของมหาอาศรมหยั่งฟ้าเราเช่นกัน”
“ศิษย์น้อง อย่าได้ยกย่องผู้อื่น ข่มขวัญตนเองไปเพียงหกสิบสี่กระบี่แปรผันยังไม่นับกระบวนท่าแปดเซียนจรวิถีของท่านกัวฉือเต้าหยินที่แปดร้อยปีก่อนสะท้อนไปทั่วแผ่นดินมารเฒ่าผู้นั้น ยังไม่มาเกิดบนโลกนี้ด้วยซ้ำ " ชายในชุดนักพรตที่ดูมีอายุมากกว่าอีกผู้หนึ่งกล่าวเขากดน้ำเสียงลงต่ำหลายส่วนพูดต่ออย่างเย้ยหยันว่า
"มารเก้าบิน ชิ!กลับกล้ามาก่อกรรมทำชั่วในเขตเทือกเขาบรรพตค้ำฟ้าหากเจอข้าหวังตุ้ยผู้นี้ยังจะกล้าโอหังได้อยู่หรือไม่”
เื่ที่นักพรตเฒ่าทั้งสองได้ยินมากลับเป็เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อสี่วันที่ผ่านมาเป็ข่าวที่พรรคเก้าฟ้าทระนงป่าวประกาศออกมาว่า มารเก้าบินหนึ่งในหนึ่งหลวงจีนสองมาร สามเซียน สี่อสูร ฉุดฆ่าสตรีนางหนึ่งเจียงเฉิงเซ่อบุตรชายเพียงผู้เดียวของประมุขพรรคเก้าฟ้าทระนง และหูเฉินรองหัวหน้าหมู่ตึกหมื่นมงคลมาประสบพบเหตุเข้าช่วยเหลือด้วยคุณธรรมกลับถูกมารเก้าบินแยกสังขารจบชีวิตลงอย่างน่าอเน็จอนาถ
นักพรตที่เรียกตนเองว่าศิษย์น้องย่อมเป็จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าหานอี้เต้าหยินส่วนนักพรตที่ดูสูงวัยกว่าที่ตอบโต้สนทนาอยู่คงหนีไม่พ้นหวังตุ้ยเต้าหยินผู้าุโคุ้มกฎของมหาอาศรมหยั่งฟ้าแห่งนี้
มหาอาศรมหยั่งฟ้าก่อตั้งโดยจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ากัวฉือเต้าหยินเมื่อแปดร้อยปีก่อนที่ตีความหลักวิชาฮวงจุ้ยบัญญัติออกมาเป็หกสิบสี่กระบี่แปรผัน ภายหลังก่อตั้งมหาอาศรมหยั่งฟ้าได้สองปีก็บัญญัติสุดยอดวิชาตัวเบากระบวนท่าแปดเซียนจรวิถีจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าทุกรุ่นล้วนเป็หนึ่งในห้าสุดยอดหนึ่งคุณธรรมของฝ่ายธรรมะตลอดแปดร้อยปีที่ผ่านมา
เนื่องจากมหาอาศรมหยั่งฟ้าตรากฎสำนักว่าตำแหน่งจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าให้อยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 79 ปี เมื่อครบ 79ปี จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าต้องปล่อยวางตน สละตำแหน่งกักตัวบำเพ็ญตนบนถ้ำหลังเขา
เมื่อสองเดือนก่อนฟังหานเต้าหยินอยู่ในตำแหน่งจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าครบ79 ปีจึงสละตำแหน่งมอบให้หานอี้เต้าหยินจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าที่นั่งอยู่ในห้องนี้นี่เอง
“เื่นี้นับว่าเป็เื่ที่สำคัญต้องแจ้งให้สำนักอื่นได้ทราบ อีกเื่หนึ่ง เมื่อเช้าข้าได้ข่าวของเจี่ยต๋าที่นำกุญแจกลไกไปยังป้อมปราการยุทธ์ับินจะเดินทางกลับมาถึง..”
เสียงที่เกิดขึ้นเงียบหายไปเมื่อเฒ่าไป๋เซียงถอยพ้นจากศาลาเรือนสนเฒ่าไป๋เซียงเดินอ้อมมาด้านหลังของเรือนสน เขาพบกับหลินตงศิษย์โรงครัวของเขาที่เฝ้ารออยู่
หลินตงก็มองเห็นเขาเช่นกัน เมื่อมองเห็นเฒ่าเฒ่าไป๋เซียงปากที่อ้ารออยู่ของหลินตงก็ร่ำร้องขึ้น
“ท่านผู้เฒ่าไป๋ เด็กน้อยแซ่เลี่ยว ข้าหลังนำอาหารไปยังศาลาธารศิลาตอนเช้าก่อนไปมอบให้มันตั้งหม้อหุงข้าว มันกลับปล่อยให้ข้าวในหม้อไหม้ข้าจึงสั่งให้มันรอท่านผู้เฒ่าไป๋ลงโทษอบรมว่ากล่าวมัน”
ระหว่างเดินกลับไปยังโรงครัวที่อยู่ไม่ไกลจากศาลาเรือนสนอันเป็ที่พำนักของจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าไม่ไกลเท่าใดนักหลินตงยังคงกล่าวถึงความเหลวไหลของเด็กน้อยแซ่เลี่ยวตลอดทางที่เขาเดินกลับกับผู้เฒ่าไป๋เซียงหากเลี่ยวซื่อมิใช่เป็ญาติห่างๆของหูฉานศิษย์ศาลากล่ะวันที่จ้าวศาลากล่ะวันหูตันเต้าหยินมาฝากฝังด้วยตัวเอง เขาคงร้องขอให้ผู้เฒ่าไป๋ไล่เลี่ยวซื่อออกไปแล้ว
ผ่านไปสามก้านธูป เท้าของเฒ่าไป๋เซียงเพิ่งเหยียบเข้าประตูโรงครัวก็ได้ยินเสียงกรนสนั่นหวั่นไหวก้องไปทั้งโรงครัว เฒ่าไป๋เซียงเดินตามเสียงเข้าไป ผ่านห้องเล็กห้องน้อยที่แบ่งออกเป็ห้องเก็บเครื่องครัวห้องเก็บวัตถุดิบอาหารแห้ง สำหรับประกอบอาหาร จนมาถึงห้องทำครัวที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโรงครัวเขามองดูภายในห้องที่พื้นที่ไม่กว้างนัก ด้านหนึ่งเปิดโล่ง มีเตาไฟสำหรับทำครัวสามเตามีเพียงโต๊ะยาวตัวเดียววางอยู่ตรงกลางห้อง บนโต๊ะเต็มไปด้วยถ้วยจานที่วางเอาไว้และเหลือที่วางเครื่องครัวอีกเพียงไม่กี่ชิ้น แต่ลูกมือโรงครัวนามเลี่ยวซื่อที่เขาเพิ่งรับมาใหม่สัปดาห์ก่อนยังเบียดเนื้อขดตัวไปนอนบนนั้นได้
หลินตงพอมองเห็นชัดตาปะทุอารมณ์ขึ้นก่อนเป็คนแรก เห็นฝาหม้อที่เรียงรายอยู่ตรงผนัง
“เ้าเด็กอุบาทว์เลี่ยวซื่อเ้าฝึกวิชาลีบหัวงอหางอันใด!นี่ใช่ที่หลับฝันของเ้าไม่”เสียงหลินตงดังขึ้น
เลี่ยวซื่อได้ยินเสียงโหวกเหวก รีบขยับตัวลงจากโต๊ะที่กำลังหลับฝันดี
เคร้งงงง
หากช้าอีกนิดศีรษะเขาคงได้มีเืตกยางออกเพราะฝาหม้อที่บินออกจากมือของหลินตงแน่เลี่ยวซื่อรีบลุกขึ้นมาเมื่อเห็นหน้าผู้มาชัดตา เขารีบพูดแก้ตัวว่า
“ เรียนท่านผู้เฒ่าไป๋ข้าเลี่ยวซื่อตื่นทำงานแต่เช้า ตั้งกะย่ำรุ่งขยันจนเหนื่อยล้านี้ก็ดึกดื่นมืดค่ำแค่นอนนิดหน่อยจะเป็ไรไป“ เขาหยุดพักหายใจมองไปที่ประตูห้องทำครัวแล้วพูดต่อ
"ข้ารอพวกท่านมานาน มองที่ประตูไม้ห้องทำครัวบ่อยจนมันจะกร่อนอยู่แล้วถ้าข้ารอแล้วพวกท่านไม่มา ข้าจะทำเช่นไร”
เขาหยุดเหลือบมองออกไปที่ข้างนอกโรงครัว แล้วกล่าวต่อ
“ ถนนหนทางมาโรงครัวก็ก้อนหินเกลื่อนกราดหากพวกท่านโชคไม่ดีสะดุดล้ม หัวฟาดฟื้นสลบ ข้ามิทนรอจนไม่ได้นอนทั้งคืนรึ ”
เลี่ยวซื่อกล่าวไป สายตาเขายังระวังฝาหม้อในมือหลินตงอีกใบ
เขาเป็ญาติห่างๆของหูฉานศิษย์ศาลากล่ะวัน เขาหวังว่าจะได้เข้าเป็ศิษย์ของมหาอาศรมหยั่งฟ้าฝึกปรือวิชาไม่คาดคิดกลับต้องมาทำงานกระจอกเป็ลูกมือโรงครัวแห่งนี้
เฒ่าไป๋เซียงฟังแล้วอดส่ายหน้ามิได้ ในใจลอบตำหนิเลี่ยวซื่อผู้นี้ทำตัวเหลวไหลยิ่งนักทำให้อดนึกเปรียบเทียบกับเด็กน้อยชื่อเถียนอี้เหอที่อยู่ร้านอาหารตรงเชิงเขาบรรพตค้ำฟ้ามิได้เพราะเขาเห็นว่าเด็กน้อยผู้นั้นขยันขันแข็งกริยาอ่อนน้อมยิ่งหากเขาได้เด็กน้อยนั่นมาทำงานเป็ลูกมือที่นี้ย่อมจะดีกว่าเลี่ยวซื่อผู้นี้แน่
ทางด้านหลินตงพอฟังเลี่ยวซื่อกล่าวออกมาเขายิ่งโมโหหนักกว่าเดิมดั่งคนมาสุมไฟในหัวจนควันพ่นออกทางหูเขาเหวี่ยงฝาหม้อบินออกไปแต่เลี่ยวซื่อที่เห็นท่าไม่ดีอยู่ก่อนแล้วถลันร่างวิ่งหลบฝาหม้อบินที่เขาเหวี่ยงออกมาพ้นมันวิ่งกลับไปที่พักที่เป็เรือนไม้ห่างออกไปทางทิศตะวันตกปล่อยให้หลินตงะโด่าทอตามหลัง
…………………………………
ภายในศาลาเรือนสนเมื่อหวังตุ้ยเต้าหยินกลับออกจากศาลาเรือนสนหานอี้เต้าหยินผุดลุกขึ้นมองตรงที่นั่งที่เขาเพิ่งลุกขึ้น ที่นั่งตรงนี้กลับเป็ที่ที่ฟังหานเต้าหยินอาจารย์ของเขาเมื่อสิบปีก่อนเคยนั่งและเคยพูดเื่ให้เขารับตำแหน่งจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าเป็ครั้งแรก ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้วผู้ที่จะขึ้นเป็จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าคนต่อไปควรเป็หวังตุ้ยเต้าหยินศิษย์พี่ของเขามากกว่าทำให้เขาหวนนึกถึง่เมื่อสิบปีก่อน...ที่เพิ่งคล้ายเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันมานี้
เมื่อสิบปีก่อน....
กระรอกซุกซนสีขาวดำปนน้ำตาลตัวหนึ่งกำลังนอนคลุกไออุ่นบนดินอย่างสบายใจ จากแสงแดดยามเช้าที่ส่องจนดินอุ่นร้อนขึ้น
หานอี้เต้าหยินมองเห็นศิษย์พี่ของตนที่จ้ำอ้าวไม่หันซ้ายแลขวากลัวจะเหยียบกระรอกตัวนั้นเข้า จึงร้องเตือนเขาเสียงดัง
" ศิษย์พี่! ระวังกระรอกตัวนั้น "
" อ๊ะ! ใหมด ปัดโธ่! ไอ้กระรอกบ้านี้ "
กระรอกซุกซนตัวนั้น ะโหลบเท้าของศิษย์พี่วิ่งหยองๆไปบนโคนไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ แล้วกระโจนขึ้นต้นไม้ หายไปในที่สุด
......................
ตั้งค่าเื่
CONTENT
ตั้งค่าหน้ากระดาษ ไม่แสดงหน้ากระดาษ A4 A