“ลี่มี่ ฉันว่าเธอรีบไปปรับความเข้าใจกับจื่ออันจะดีกว่านะ” เย่ลี่หงพูดกับพี่สาวฝาแฝด
“มาพูดตอนนี้มันจะมีประโยชน์อะไร แล้วถ้าเกิดว่าเขาไม่ฟังฉันล่ะ” เย่ลี่มี่พูดเสียงเศร้า
เย่ลี่มี่นึกย้อนไปถึงอดีตตอนนั้น เธอเป็นักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้าเรียนชั้น ม.ปลาย เธอกับเย่ลี่หงเรียนอยู่คนละห้อง ถึงแม้ทั้งคู่จะเป็ฝาแฝดกัน แต่คุณพ่อจะให้ทั้งคู่แยกกันเรียนอยู่คนละห้องมาั้แ่อนุบาล เพราะท่านคิดว่าถึงพวกเธอจะเป็ฝาแฝดแต่ก็ไม่จำเป็ที่จะต้องตัวติดกันอยู่ตลอดเวลา ต่างคนต่างก็ต้องมีเพื่อนของตัวเอง
เย่ลี่มี่และเย่ลี่หงเป็เด็กร่าเริงและคุยเก่งทั้งคู่ แต่เย่ลี่มี่มักจะพูดคุยกับคนที่สนิทกับตัวเองเท่านั้น ผิดกับเย่ลี่หงที่เธอสามารถพูดคุยกับเพื่อนได้ทุกคน ดังนั้นในห้องเรียนเย่ลี่มี่จึงไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทมากนัก ส่วนใหญ่คนที่เธอคุยด้วยคือจูจื่ออัน เพราะเขานั่งโต๊ะเรียนติดกับเธอ จูจื่ออันก็จะคุยกับเย่ลี่มี่คนเดียวเหมือนกัน เพราะเขาไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร จูจื่ออันได้ฉายาว่าเป็ผู้ชายปากร้ายคนหนึ่งของโรงเรียน ถึงเขาจะหน้าตาหล่อเหลาและเรียนเก่งขนาดไหน แต่นักเรียนหญิงคนอื่นก็ไม่ค่อยอยากจะเข้าใกล้เขาสักเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ วันๆ เขาก็ยุ่งอยู่กับการเรียนของตัวเองเท่านั้น
แต่เพราะเป็วัยรุ่นนอกจากเื่เรียนแล้วก็ต้องมีเื่ความรักเข้ามาให้กระชุ่มกระชวยหัวใจกันอยู่บ้าง จูจื่ออันกับเย่ลี่มี่ก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไป เมื่อได้พูดคุย กินข้าว เข้าห้องสมุด หรือติวหนังสือด้วยกันทุกวัน ความรู้สึกดีๆ ที่พวกเขามีให้กันก็ก่อตัว จนกระทั่งมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น
“เย่ลี่มี่ เธอเป็นักเรียนห้อง A ใช่ไหม” นักเรียนหญิงท่าทางเกเรคนหนึ่งถามขึ้น
“ใช่” เย่ลี่มี่ตอบ
“เธอเป็แฟนกับจูจื่ออันเหรอ”
เย่ลี่มี่นิ่งเงียบไม่ได้ตอบคำถามนักเรียนหญิงคนนั้นในทันที ไม่นานนักเรียนหญิงคนนั้นก็พูดขึ้น
“เธอไม่ตอบก็แสดงว่าเธอไม่ได้คบกับเทพบุตรสุดหล่อของฉัน ทีแรกฉันล่ะกลัวจริงๆ ว่าเธอจะเป็แฟนเขา ฉันจะบอกเธอให้นะ เธอมีดีก็แค่เรียนเก่งเท่านั้นล่ะ หน้าตาก็ไม่ได้สวย พ่อก็เป็แค่เ้าของช่องทีวีน้องใหม่ จะเทียบกับเ้าของหนังสือพิมพ์ั์ใหญ่อย่างบ้านฉันได้ยังไง อีกอย่างเธอก็แค่เด็กกำพร้าที่ไม่มีแม่คนหนึ่งเท่านั้นเอง”
“เธอจะมากเกินไปแล้วนะ เื่ที่ฉันจะคบกับใครมันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย อีกอย่างเธอก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาวิจารณ์หน้าตาฉันหรือแม้แต่ครอบครัวของฉัน” เย่ลี่มี่เถียงขึ้นอย่างโมโห
“เธอชอบจูจื่ออันจริงๆ ล่ะสินะ” นักเรียนหญิงคนนั้นพูดขึ้นเสียงดัง ดึงดูดความสนใจของนักเรียนคนอื่นทันที
เย่ลี่มี่ตั้งรับกับคำถามไม่ทัน เธอโกรธกับคำพูดเมื่อครู่ แถมยังรู้สึกอายที่มีคนเดาความรู้สึกของเธอที่มีต่อจูจื่ออันออก เย่ลี่มี่ะโออกไปก่อนที่เธอจะมานึกเสียใจทีหลัง “ฉันจะไปชอบผู้ชายปากร้ายคนนั้นได้ยังไง เขาเทียบอะไรกับฉันไม่ได้เลยสักอย่างเดียว แม้แต่ฐานะของเขายังเทียบกับที่บ้านฉันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ที่ฉันพูดกับเขาเพราะโต๊ะเรียนเราอยู่ติดกันต่างหาก”
จูจื่ออันยืนมองเหตุการณ์นี้มาได้สักพักแล้ว เขาคิดที่จะเข้าไปช่วยเย่ลี่มี่อยู่เหมือนกัน แต่เขาอยากให้เธอเข้มแข็งและหัดช่วยเหลือตัวเองในสถานการณ์คับขันอย่างนี้ด้วยตัวเองให้ได้เสียก่อน แต่เขากลับไม่นึกว่าจะได้ยินคำพูดที่ทำร้ายจิตใจอย่างนี้ออกจากปากของเธอ
เย่ลี่มี่พูดจบก็มองไปเห็นจูจื่ออันที่ยืนอยู่ด้านหลังนักเรียนหญิงคนนั้นพอดี เธอหน้าซีดด้วยความใอย่างเห็นได้ชัด เธออยากจะเข้าไปอธิบายให้จูจื่ออันฟังว่าที่เธอพูดมานั้นเธอไม่ได้ตั้งใจ แต่จูจื่ออันก็หันหลังเดินออกไปแล้ว
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ถึงแม้พวกเขาจะนั่งเรียนโต๊ะติดกัน แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดคุยกันเลย จนถึง ม.5 จูจื่ออันก็สอบโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนได้ เขาไปเรียนอยู่เมืองนอก 1 ปี หลังจากกลับมาเขาก็มาสอบเทียบจนจบชั้น ม.6 และสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ครั้งหนึ่งเย่ลี่มี่บังเอิญไปเห็นรูปที่เย่ชิงเฉินถ่ายคู่กับจูจื่ออันตอนกิจกรรมรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัย เธอถึงได้รู้ว่าจูจื่ออันเป็เพื่อนสนิทของลูกพี่ลูกน้องตัวเอง
เธอถามเื่ของจูจื่ออันจากเย่ชิงเฉินมากมายจนเย่ชิงเฉินสงสัย เย่ลี่มี่ก็ได้แต่ตอบไปว่าเธอเคยเรียนอยู่ ม.ปลาย ด้วยกัน แต่พอจูจื่ออันสอบโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนได้ พวกเขาก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย เธอก็เลยอยากรู้เื่เพื่อนบ้างก็แค่นั้น เย่ชิงเฉินไม่ได้นึกสงสัยอะไร เขาก็เล่าเื่ของจูจื่ออันให้เย่ลี่มี่ฟังทุกครั้งที่เธอถาม
“ลี่มี่...ลี่มี่...เธอคิดอะไรอยู่” เย่ลี่หงเห็นพี่สาวเงียบไปนานก็ถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง
“เธอคิดว่าเขาจะยอมฟังเหตุผลของฉันไหม เขาจะยอมยกโทษให้ฉันไหม”
“ฉันตอบคำถามนี้แทนเขาไม่ได้หรอก แต่ฉันคิดว่าเธอควรเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้เขาฟังว่าเพราะอะไรเธอถึงพูดออกไปแบบนั้น อีกอย่างนะ ฉันว่าถ้าเธออยากบอกความรู้สึกของเธอที่มีต่อเขามันก็ไม่ใช่เื่ผิดอะไร เธอทำได้”
“จื่ออัน บอกเหตุผลจริงๆ ของนายมาดีกว่าว่าวันนี้ทำไมอยู่ดีๆ นายถึงขอกลับมาก่อน นายอย่าตอบว่าไม่มีอะไร เราไม่เคยมีเื่ปิดบังกัน ฉันรู้สึกว่านายยังไม่เชื่อใจฉัน นายยังมีเื่ที่ปิดบังฉันอยู่” เย่ชิงเฉินถามเพื่อน เขายืมคำพูดของซูเจินที่เคยพูดกับเขามากดดันเพื่อนของตัวเอง ‘เจินเจินคงรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ อย่างตอนนี้ล่ะสินะ พูดประโยคนี้ออกไปแล้วมันช่างกดดันคู่สนทนาได้ดีจริงๆ’
จูจื่ออันขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มเล่าเื่ของเขากับเย่ลี่มี่ให้เย่ชิงเฉินฟัง
“สรุปว่านายชอบลี่มี่อย่างนั้นสินะ ก็เลยเสียใจที่เธอพูดคำพูดร้ายกาจนั้นออกมา ฉันจะพูดยังไงดีล่ะ ฉันรู้จักนิสัยของลี่มี่ดี เธอคงไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจิตใจนายไปแบบนั้นหรอก ฉันคิดว่าเธอคงพูดไปเพราะกำลังโกรธอยู่มากกว่า แล้วฉันก็ไม่อยากจะพูดให้นายดีใจหรอกนะ ดูจากวันนี้ฉันคิดว่าลี่มี่เองก็คงจะชอบนายอยู่เหมือนกัน”
“ชอบฉันเหรอ ฉันเทียบกับเธอไม่ได้เลยสักอย่าง ฐานะก็ไม่ดีเท่า” จูจื่ออันทำเสียงสมเพชตัวเอง
“คุณชายจู ความมั่นใจที่มีของนายมันหายไปไหนหมดครับ เฮ้อ...วันนี้พอนายกลับมา ลี่มี่ก็แทบไม่ได้แตะอาหารบนโต๊ะเลย จื่ออัน นายเป็เพื่อนสนิทของฉัน ลี่มี่ก็เป็น้องสาวของฉัน นิสัยพวกนายเป็ยังไงฉันรู้ดี รีบไปปรับความเข้าใจกันซะ พวกนายเสียเวลาไปกับเื่เข้าใจผิดนี่นานเกินไปแล้ว”
“นายมั่นใจว่าลี่มี่ชอบฉันเหรอ” จูจื่ออันยังไม่มั่นใจ
“นายไม่ต้องมาถามหาความมั่นใจกับฉัน คนที่นายจะต้องไปถามคือเย่ลี่มี่” เย่ชิงเฉินตอบ
“เธอจะยอมออกมาเจอฉันไหม”
“ฮ่าๆๆ ในที่สุดคุณชายจูผู้เ็าและปากร้ายก็หมดท่าให้กับน้องสาวของฉันนี่เอง ฉันจะเล่าให้มู่วั่งเจี๋ยฟังดีไหมเนี่ย รายนั้นเขายิ่งชอบฟังเื่ตลกๆ ของนายอยู่ด้วย”
“วันนี้ยังไม่ดึกมาก นายเอาเบอร์โทรของลี่มี่มา” จูจื่ออันส่งโทรศัพท์ของตัวเองให้เย่ชิงเฉิน เขาไม่อยากฟังคำพูดไร้สาระของเพื่อนต่ออีกแล้ว
เย่ชิงเฉินไม่ได้กดเฉพาะเบอร์โทรลงไปเท่านั้น เขายังกดโทรออกให้เพื่อนรักทันทีอีกด้วย จูจื่ออันไม่ทันได้ตั้งตัวได้แต่รับโทรศัพท์มาแล้วก็ชี้หน้าเพื่อนอย่างโมโห