“นี่!” เลขาสาวที่หายไปร่วมชั่วโมงมายืนยิ้มอยู่หน้าโต๊ะทำงาน จนเจ้านายต้องเงยหน้าจากกองเอกสารขึ้นมอง แต่แม่เลขาตัวดีกลับยกแก้วพลาสติกที่มีน้ำอะไรสักอย่างขึ้นมาตรงหน้าเขาแทนที่จะเป็นกล่องข้าว“น้ำ?” ราฟยกคิ้วขึ้นเชิงสงสัย ก่อนจะพูดต่อ“ฉันให้เธอไปซื้อข้าวเที่ยง เธอหายไปเกือบชั่วโมงแต่ได้น้ำกลับมาแค่หนึ่งแก้วเนี่ยนะ”“อ้าว คุณเจ้านายดูดีดีสิคะ นี่ไม่ใช่น้ำธรรมดา แต่มันคือชานมไข่มุก”“ชานม...” ราฟทำหน้าสงสัยหนักกว่าเดิม“ใช่... เจ้าดังด้วยนะ รู้ไหมฉันต้องต่อแถวรอนานมากกว่าจะได้แก้วนี้มา...” อัญณิกาบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “แล้วยังไง...”“อ่ะ...” อัญณิกายื่นแก้วส่งให้เจ้านายราฟส่ายหน้ายิกๆ สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดในโลกนี้คือของหวาน ให้กินข้าวแกงส้มเมื่อกี้ยังดีกว่าต้องมากินอะไรเลี่ยนๆ แบบนี้อีก“เถอะนะ ลองหน่อย ฉันขอ...” หญิงสาวที่อุตส่าห์ต่อแถวมาไม่ละความพยายาม ยืนกระพริบตาน่าสงสารเรียกร้องความเห็นใจ ขณะที่เจ้านายได้แต่ส่ายหน้ายิกๆจนสุดท้ายเจ้านายขั้วโลกเหนือก็ทนลูกอ้อนไม่ไหวจนต้องรับแก้วชาไข่มุกขึ้นดูดมาตามคำเรียกของเลขาสาว และมันก็เป็นไปอย่างที่เขาคาดไว้ มันหวาน... แต่มันก็ไม่ได้แย่ซะทีเดียว“เอ่อ...” แมรี่เคาะประตูห้องแต่ไม่ได้รอให้เจ้าของห้องอนุญาตก็เปิดประตูห้องเข้ามาด้วยความรีบร้อน และภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือเจ้านายตาสีเทาผู้แข็งกร้าวกำลังดูดชาไข่มุก เธอถึงกับมองตาค้างและหันไปหาอัญณิกาที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ‘คุณราฟกินชาไข่มุก... หรือพรุ่งนี้พระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก’ ตั้งแต่ทำงานด้วยกันมาเกือบสิบปีนี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเจ้านายกินของหวาน ราฟรีบวางแก้วไว้บนโต๊ะทันทีที่เห็นแมรี่ยืนทำตาโต ก่อนที่เขาจะปรับตัวนั่งหลังตรงอย่างเดิม และเอ่ยถาม“มีอะไรหรือป่าว”“คือ... ฉันเอาเอกสารเพิ่มเติมของฝ่ายจัดซื้อตามที่คุณราฟขอมาให้นะคะ”“วางไว้บนโต๊ะได้เลย ขอบคุณมาก”“คะ” แมรี่รับคำเจ้านายเสร็จก็รีบเดินออกไป แม้ในใจจะนึกขำกับพฤติกรรมแปลกๆ ของเขาในช่วงพักหลังมานี้เมื่อราฟเห็นแมรี่เดินออกไปแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ จากนั้นจึงหันไปที่ตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาชอบทำอะไรแปลกๆ ทันที“ไหนข้าวเที่ยงฉัน” ตอนนี้ต่อมหิวเริ่มทำงานแล้วสิ“สักครู่นะคะ”อัญณิกาหายออกไปสักพัก และกลับมาพร้อมกับบะหมี่เกี๊ยวกุ้งหอมกรุ่น เจ้านายที่ได้กลิ่นแทบจะน้ำลายสอด้วยความหิว เธอวางชามบะหมี่เกี๊ยวลงที่ชุดรับแขกทันที“พร้อมแล้วคะ เจ้านาย...” อัญณิกาว่าพลางผายมือออกข้างหนึ่งส่วนอีกข้างก็ไขว้หลังราวกับพนักงานเสิร์ฟห้าดาวชั้นดี จนเจ้านายต้องส่ายหัวให้กับความท่ามากของเธอ“น้ำละ” เจ้านายท้วงขึ้น“ได้เจ้าคะ” เลขาสาวยิ้มตอบ หันหลังกลับแล้วทำหน้าบ่นอุบอิบทันที‘เรื่องเยอะท่ามากจริงๆ’ เธอบ่นไปยิ้มไป“ได้แล้วเจ้าคะ” อัญณิกากลับมาพร้อมแก้วน้ำในมือที่บรรจุน้ำมาเปี่ยมล้น พอแก้วน้ำกำลังถูกเคลื่อนย้ายจากมือเลขาไปยังอีกมือหนึ่งที่นั่งอยู่เท่านั้นแหละ แก้วน้ำเจ้ากรรมดันลื่นหกเต็มตักเจ้านาย จนเธอต้องหันไปมองหน้าเจ้านายที่ส่งสายตาอยากจะกินเลือดกินเนื้อเธอแล้วส่งยิ้มแห้งๆ ให้เลขาสาวที่มือไวกว่าความคิดหยิบกระดาษเช็ดชู่ขึ้นมาเช็ดบนตักเจ้านายพัลวัน ไม่ฟังเสียงร้องห้ามของคนกำลังโดนล่วงล้ำเลย ก็มือบางเล่นปัดป่ายไปมาผ่านส่วนที่ไวต่อความรู้สึกของเขาจนราฟต้องหายใจเข้าออกเพื่อระงับอารมณ์เฮือกใหญ่ แต่เลขาสาวส่วนตัวที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรก็เอ่ยขอโทษเสียงดัง เสียงคนหนึ่งขอโทษเสียงคนหนึ่งห้ามดังลั่นจนกลบเสียงเคาะประตูที่ดังอยู่เช่นกันจนประตูถูกเปิดออกเผยให้เห็นภาพเจ้านายกับเลขาสาวที่ก้มๆ เงยๆ จับมือถือแขนกันอยู่ที่โซฟา โดยไม่รับรู้ว่ามีแมรี่กับมาดายืนอยู่ในห้องแล้ว แมรี่จึงกระแอมเสียงดังเพื่อเรียกทั้งคู่ อัญณิกาที่หันหลังกลับอย่างรีบร้อนไม่ทันได้ตั้งตัวก็ดันล้มลงบนตักเจ้านาย ส่วนเจ้านายที่ตกใจก็เผลอคว้าเอวเธอไว้ส่วนมาดารีบเอาสองมือปิดปากไว้เพราะกลัวตัวเองจะร้องอุทานเสียงดัง แต่พอหันไปมองเลขานุการใหญ่อย่างแมรี่ที่ยืนตาโตอยู่อย่างตกใจ มาดาจึงรีบหันไปกระซิบ“เราออกไปข้างนอกก่อนดีมั้ยคะ”“เดี๋ยวพวกเราเข้ามาใหม่นะคะ” แมรี่หันไปบอกกับคนทั้งคู่ที่นั่งซ้อนกันอยู่บนโซฟา“เดี๋ยวคะ” อัญณิการีบเรียกทั้งคู่ไว้เพราะตอนนี้แววตาสีเทาอันน่ายำเกรงกำลังจ้องอย่างเอาเรื่อง และเธอก็ไม่อยากอยู่ในสภาพแบบนี้กับเขาแบบสองต่อสอง“พิมขวัญ!” เสียงมาดาเรียกพิมขวัญอย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นว่าแมรี่เดินลงลิฟต์ไปทันทีเมื่อออกจากห้องเจ้านาย“อะไรของแกมาดาถูกหวยหรือไง” พิมขวัญพูดแล้วหันไปมองเพื่อนที่มีท่าทีตื่นเต้นร้อนรนผิดปกติ“แกรู้มั้ย ฉันเห็นอะไรมา...” มาดากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“เห็นอะไร...” พิมขวัญถามด้วยท่าทีปกติ“ก็เห็นยัยอัญล้มลงบนตักคุณราฟนะสิ” มาดายังคงตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็นอยู่“ฮ่ะ!!”“ฮ่ะ... อะไรละ ฉันเห็นจริงๆ กับตาเลย แล้วคุณราฟก็ไม่ตวาดสักคำแถมยังเอามือรับไว้อีก”“ใช่เหรอ...” พิมขวัญลากเสียงยาวถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจแม้เธอจะทำงานที่นี่มาน้อยกว่ามาดา แต่ระยะเวลาเกือบสองปีก็ทำให้เธอรู้จักคุณราฟไม่น้อยไปกว่ามาดาสักเท่าไหร่“ใช่สิ ฉันว่างานนี้ ยัยอัญจะต้องพิชิตหัวใจเจ้านายเราได้แน่ๆ” มาดาที่กล้าเดิมพันจากสายตาเจ้านายพูดขึ้น“เหอะ... ยัยอัญกล้าเอาตัวเองไปเสี่ยงขนาดนั้นเชียว...” พิมขวัญยังจำภาพความหลอนของหญิงสาวคู่ควงเจ้านายแต่ละคนได้ไม่ลืม แสบๆ ทั้งนั้น“แกพูดมาก็มีเหตุผล ฉันก็เป็นห่วงยัยอัญอยู่นะ เกิดมาผิดหวังเพราะเจ้านายเราเข้าความสดใสของยายตัวเล็กนั่นคงหม่นหมองไปเยอะ”“เอาเถอะมาดา ฉันก็พูดไปอย่างนั้นแหละ แกไม่เห็นหรือไงช่วงหลังมานี้ตั้งแต่มีเลขาคนใหม่เข้ามาก็ไม่มีใครวิ่งแจ้นมาที่บริษัทสักคน”“เออ... ใช่จริงๆ ด้วย หรือเจ้านายเราจะจริงจัง”“ไม่รู้สิฉันก็ตอบไม่ได้ แต่ถึงไม่มีผู้หญิงคนไหนเข้ามา แกก็รู้นิว่าเจ้านายเราก็มีปัญหาเรื่องอื่นอยู่ดี” พิมขวัญถอนหายใจเมื่อถึงเรื่องนั้น“แกหมายถึงเรื่องที่เขาพูดๆ กันนะเหรอ”“อืม” พิมขวัญพยักหน้า“เรื่องมันตั้งสิบปีมาแล้ว เจ้านายเราคงลืมไปหมดแล้วมั้ง”“ฉันก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น ทำงานเถอะ เดี๋ยวก็ได้โดนคุณแมรี่ดุอีกหรอกนินทาเรื่องเจ้านาย” พิมขวัญมองไปทางลิฟต์และรีบตัดบททันที ใจจริงเธอก็ห่วงสาวน้อยสดใสในห้อง แต่อย่างว่าโชคชะตามันเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้“อัญขอโทษคะ” หญิงสาวที่ลุแก่โทษตัวเองยกมือขึ้นไหว้ขอโทษเจ้านายชุดใหญ่ จนลืมบางอย่างใหญ่ เจ้านายเลยต้องเอ่ยปากบอกด้วยสีหน้าสุดจะรำคาญ“ลุกขึ้นไปได้หรือยัง”“อ่อ... คะ คะ” หญิงสาวที่เพิ่งรู้ตัวว่ายังอยู่บนตักเจ้านาย เอามือค้ำโต๊ะและรีบยกตัวเองออกจากตักเจ้านายทันที“ฉันเคยบอกเธอแล้วใช่มั้ยว่าให้อยู่ห่างๆ ฉัน ดังนั้นตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปเธอต้องรักษาระยะห่างจากฉัน เข้าใจมั้ย”“คะ” คนรับคำกลอกตาไปมา“แล้วฉันก็จะไปเปลี่ยนกางเกงก่อน ส่วนค่าซักแห้งฉันจะหักจากเงินเดือนเธอ”“คุณ...”“ไม่ต้องเถียงไปทำงานได้แล้ว” พูดจบเจ้านายที่กำลังอารมณ์เสียก็เดินออกไปจากห้องเพื่อไปเปลี่ยนกางเกงทันที ทิ้งให้เลขาส่วนตัวยืนทำปากมุบมิบบ่นเจ้านายขี้เก๊กตามหลังหญิงสาวที่ได้ก่อเรื่องวุ่นวายไว้เมื่อตอนเที่ยง นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะด้วยความร้อนรน เธอได้แต่เหลือบมองเวลา วันนี้เป็นวันที่ยายเธอจะต้องเข้ารับการตรวจอีกครั้งว่าร่างกายพร้อมที่จะเข้ารับการผ่าตัดหรือไม่ เจ้านายที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเห็นเลขาสาวดูลุกลี้ลุกลนผิดปกติจนต้องเอ่ยปากถาม“อย่าบอกนะว่าหิวข้าวเย็นอีกแล้ว”อัญณิกาเหลือบมองเจ้านายตาเขียวปั้ด พูดจาหรือถามไถ่ดีๆ แบบคนปกติทั่วไปไม่เป็นหรือยังไง กวนประสาทได้ทุกเวลาจริงๆ“เปล่าคะ” เลขาตอบเสียงสูง“แล้วเป็นอะไร” ราฟมองคนตัวเล็กข้ามกองเอกสารบนโต๊ะไปก็รู้ว่าโกหก ลุกลี้ลุกลนขนาดนั้นมันต้องมีเรื่องอะไรสิ“ฉันแค่ตื่นเต้น” อัญณิกาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ“เรื่อง...” ราฟเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย“วันนี้ยายฉันจะเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อยืนยันการผ่าตัดนะคะ ฉันเลยตื่นเต้นนิดหน่อย”“แล้วเธอนั่งทำอะไรอยู่” เจ้านายเลิกคิ้วขึ้นถาม “ก็ทำงานให้คุณไงคะ...” เลขาสาวตอบฟึดฟัดก็นั่งด้วยกันทั้งวันยังจะมาถามอีกราฟก็ลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน สวมสูทติดกระดุม และขยับเสื้อสูทเล็กน้อยให้เข้าที่ จากนั้นก็เดินมาหยุดหน้าโต๊ะคนตัวเล็ก และพูดขึ้น“ไปสิ...”“ไปไหน...” อัญณิกาเงยหน้า เลิกคิ้วถามเจ้านาย“ไปดูยายเธอไง...” ราฟพยักพเยิดหน้าไปทางประตู“ไม่ใช่ฉันคะ ฉันหมายถึงคุณนะจะไปไหนค่ะ ลุกขึ้นใส่เสื้อสูทเรียบร้อยเชียว” เลขาสาวยังถามต่อ เมื่อเข้าใจว่าเจ้านายไม่เข้าใจคำถามเธอ“อ้าว เธอนี่พูดไม่รู้เรื่องนะ ยัยตัวเล็ก” ราฟเอามือล้วงกระเป๋ามองหน้าคนที่นั่งอยู่ไม่มีทีท่าว่าจะขยับ ก่อนจะหยุดพูดไปสักพัก แล้วเสหน้ามองไปทางอื่น“ก็บอกว่าจะดูไปยายเธอไง...” น้ำเสียงอ้อมแอ้มออกมาจากลำคอหนาอีกครั้ง“คุณเนี่ยนะ” อัญณิกามองหน้าเจ้านายด้วยแววตาสงสัยกว่าเดิม“อืม...”“ทำไม... ฉันทำไม...” ราฟหันขวับกลับมามองหน้าคนถามทันที“ก็ไม่ทำไม...” อัญณิกาส่งยิ้มให้เจ้านายเพื่อคลายคิ้วผูกโบว์ของเขาออก“งั้นก็ลุกขึ้น ไปกันได้แล้ว”“คะ” เลขาสาวรับคำเจ้านายแบบงงๆ ก่อนหยิบของใส่กระเป๋าสะพายตัวเอง และรีบเดินตามเจ้านายออกไปทันทีโรงพยาบาลรัฐ ...“ยายเธอรักษาตัวอยู่ที่นี่เหรอ” ราฟถามเมื่อเขามาในตึกเล็กๆ ของโรงพยาบาลรัฐนอกชานเมือง มันดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่สำหรับเขา อาจจะเพราะชีวิตคนรวยแบบเขาไม่เคยเข้าโรงพยาบาลรัฐแบบนี้“คะ” อัญณิการับคำ“มันดู...” ราฟขมวดคิ้วอีกครั้งแล้วมองไปรอบๆ“ฉันทราบคะ มันดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่หมอที่นี่เก่งมากเลยนะคะ ถึงแม้จะเป็นโรงพยาบาลรัฐเล็กๆ ก็เถอะ”“ฉันย้ายยายเธอไปรักษาโรงพยาบาลเอกชนอันดับหนึ่งดีกว่ามั้ย”“ไม่ได้...”ราฟเลิกคิ้วหันไปมองหญิงสาวที่รีบปฏิเสธโดยไม่คิดทันทีทุกวันนี้เธอก็แทบจะแล่เนื้อเถือหนังอยู่แล้ว ยานอกโรคหัวใจที่เบิกไม่ได้แต่ละตัวก็แสนแพงแล้วยังจะมีค่าห้องพิเศษและค่าพยาบาลพิเศษที่เธอต้องจ้างมาดูแลยายอีก แต่ดีหน่อยที่เจ้านายน้ำแข็งขั้วโลกเหนือจ้างเธอในเงินเดือนที่มากโขอยู่ เธอเลยไม่เดือดร้อนเรื่องเงินสักเท่าไหร่สำหรับตอนนี้ แต่ถ้าในอนาคตยายได้ผ่าตัดจะต้องใช้เงินก้อนจำนวนมากทีเดียว เธอจึงไม่อยากนำเงินเก็บผ่าตัดยายมาใช้“ทำไม...”“เรื่องของฉัน คุณไม่ต้องรู้หรอก ว่าแต่คุณจะตามฉันมาทำไม”“ผมก็แค่ว่างเลยหาอะไรทำฆ่าเวลาเล่นๆ” ราฟยกสองไหล่ขึ้นทำท่าทางสบายๆ“ไออะไรทำฆ่าเวลาคุณนี่แปลกเนอะ”“หยุดพูดแล้วเดินนำไปได้แล้ว คนหรือนกแก้ว พูดจังเลย”อัญณิกาเบ้หน้าใส่เจ้านายแล้วสะบัดตูดเดินนำเจ้านายไปอย่างรวดเร็ว แต่ต่อให้เร็วแค่ไหนแต่ช่วงขาเธอและเขาต่างกันมาก จนเจ้านายที่เดินตามต้องส่ายหัวให้กับเลขาแสนพยศ ดื้อก็เท่านั้น พูดมากก็เท่านั้น ไม่รู้เขาจะยังเก็บยายตัวยุ่งไว้ข้างตัวทำไมกัน“ยาย ยายจ๋า” เสียงเล็กเจื้อยแจ้วออดอ้อนยายทันทีที่มาถึง หลานสาวตัวเล็กเห็นหน้ายายก็กอดยายแน่นด้วยความคิดถึง จนคนที่ตามมาด้วยด้านหลังยิ้มให้ยายตัวเล็กขี้อ้อนทันที“ว่าไงยัยอัญ ทำไมวันนี้มาแต่หัววันได้ละ” ยายนอมที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ลุกขึ้นนั่งทันทีเมื่อเห็นหลานสาวสุดที่รัก“วันนี้เจ้านายชวนอัญโดดงานนะจ๊ะยาย แย่เนอะ” อัญณิกาคลายอ้อมกอดและตอบคำถามยาย“ไอเด็กคนนี้นี่ ว่าเจ้านายได้ยังไง” ยายนอมดุหลานทันที จนหลานสาวตัวดีต้องเบ้ปากให้คนข้างหลังที่ยืนยิ้มด้วยความพอใจที่ยายของเธอเข้าข้างเขา“สวัสดีครับคุณยาย” เจ้านายที่ถูกเอ่ยถึงรีบเข้าไปทักทายยายนอมเมื่อเห็นยายนอมมองมาที่เขา ส่วนยัยเลขาตัวดีก็ไม่แนะนำเขากับยายสักที“ไหว้พระเถอะจ๊ะพ่อหนุ่ม ว่าแต่มากับยัยอัญนี่เป็น...”“ไม่ใช่จ๊ะยาย เจ้านายอัญเอง วันนี้คงอารมดีเป็นพิเศษก็เลยมาเยี่ยมยายด้วยนะจ๊ะ” อัญณิการีบแก้สิ่งที่ยายคิดทันที ทำไมเธอจะไม่รู้ว่ายายนอมห่วงแสนห่วงว่าเธอจะไม่มีคนดูแลแต่เธอก็เคยบอกยายไปหลายครั้งแล้วว่าเธอดูแลตัวเองได้ และที่สำคัญคนที่เธออยากให้อยู่ด้วยตลอดไปคือยายอันเป็นที่รักต่างหาก“เจ้านายอัญเหรอจ๊ะ ชื่ออะไรละพ่อหนุ่ม” ยายนอมยิ้มราฟให้อย่างใจดี“ราฟครับคุณยาย” ราฟยิ้มตอบผู้ใหญ่ด้วยไมตรี“ถ้ายายอัญมันทำตัวไม่ดียายต้องขอโทษด้วยนะ”“ยาย...” อัญณิกาที่เห็นยายทำท่าจะเข้าข้างเจ้านายก็ท้วงยายที่รักทันควัน“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณยาย แต่ดูเหมือนว่าการทำให้คนอื่นเดือดร้อนคงจะเป็นนิสัยเธอไปแล้วละครับ” คนพูดหันมายักคิ้วให้เลขาสาวอย่างอารมณ์ดี“คุณราฟ!”“นี่ยัยอัญ หยุดเลยหยุดว่าเจ้านายเลยนะ ยายไม่ชอบ”“แต่ยาย...” อัญณิกาไม่พูดเปล่าเธอเดินมาโอบกอดยายอย่างเด็กขี้อ้อน จนยายต้องยกมือเคาะหัวเบาๆ ไปหนึ่งที แต่เธอกลับทำเหมือนหนักหนาสาหัสสากันจนยายนอมต้องส่ายหัวชายหนุ่มมองยายหลานคุยกันสนุกสนาน จนกระทั่งบุรุษพยาบาลมาเข็นเตียงยายออกไปเพื่อพาไปตรวจ หลานสาวได้แต่ภาวนาให้ยายได้ผ่าตัดสักที เธอลุ้นด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ จนผ่านไปเกือบชั่วโมง บุรุษพยาบาลคนเดิมจึงเข็นเตียงยายที่หลับไปแล้วด้วยฤทธิ์ยากลับมา และมีหมอหนุ่มหน้าหล่อตี๋เดินเข้ามาด้วย“คุณเป็นญาติคนไข้หรือเปล่าครับ” หมอหน้าหล่อตาชั้นเดียวเอ่ยถามหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวที่ยืนดูยายอยู่“คะ” อัญณิกาเงยหน้าขึ้นมองและตอบคำถามหมอหนุ่มที่เธอไม่เคยเจอมาก่อน“ตอนนี้ร่างกายคุณยายก็ยังไม่พร้อมผ่าตัดอีกเหมือนเดิมครับ อืม...” หมอหนุ่มที่พูดจบมีท่าทีที่อยากจะพูดต่อแต่ก็ดูอ้ำอึ้ง“มีอะไรอีกหรือป่าวคะ” อัญณิกาถามออกไปทันทีที่เห็นท่าทีหมอ“จริงๆ คุณยายท่านอายุมากแล้วนะครับ ผมอยากให้ท่านแข็งแรงกว่านี้พอที่จะรับการผ่าตัดได้ แต่คุณก็น่าจะทราบดีว่าผู้สูงอายุไม่สามารถมีสุขภาพดีที่คืนกลับมาได้ดั่งใจเหมือนวัยหนุ่มสาว แม้หัวใจจะไม่แข็งแรงเหมือนกับคนสูงอายุธรรมดาทั่วไป แต่ตอนนี้อาการโรคหัวใจอ่อนแรงที่คุณยายเป็นอยู่ก็ถือว่าดีขึ้นมาก ผมอยากให้คุณเผื่อใจไว้บ้าง”“คะ ฉันเข้าใจตามที่หมอพูดแม้ความหวังยังมีน้อยนิด แต่ก็ยังมีไม่ใช่เหรอคะ ฉันอยากจะลองดูสักครั้ง” หญิงสาวที่ได้ฟังข้อเท็จจริงที่ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วแต่ก็อดจะสะท้อนใจขึ้นมาไม่ได้หมอหนุ่มมองหน้าหญิงสาวตัวเล็กเบื้องหน้าก็รู้สึกสงสาร แม้จะเป็นวันแรกที่เขาได้เจอเธอตัวเป็นๆ เพราะเพิ่งมารับหน้าที่ดูแลคนไข้เคสนี้แทนอาจารย์หมอของเขา แต่ก็เขาได้ยินเรื่องหลานสาวแสนสวยที่รักยายมากๆ จากพยาบาลและเพื่อนหมอบ่อยๆ จนเขาอดที่จะยอมรับไม่ได้ว่าเธอสวยและน่ารักจริงๆ อาจจะมากกว่าที่เขาคิดไว้ตอนได้ยินเรื่องเธอซะอีก“ผมเข้าใจครับ และหวังว่าสิ่งที่คุณหวังจะเป็นจริงเช่นกัน” หมอหนุ่มยังคงให้กำลังใจเธอ“ขอบคุณคะ” อัญณิกาพูดจบก็หันหน้าไปที่เตียงทำท่าจะเดินไปดูยายที่หลับอยู่ต่อ แต่หมอหนุ่มกลับรั้งไว้อีกครั้ง“คุณ...” หมอหนุ่มที่เพิ่งเจอเธอครั้งแรกทำทีว่าไม่รู้จักชื่อเธอ แม้เขาจะรู้จักชื่อเธอและได้ยินเรื่องเธอมาแล้วก็ตาม“อัญณิกาคะ เรียกอัญเฉยๆ ก็ได้” หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้ม“ผมตรีธารครับ เรียกหมอตรีเฉยๆ ก็ได้ ต่อไปผมจะเข้ามารับเคสยายคุณแทนอาจารย์หมอที่กำลังยุ่งอยู่นะครับ” หมอหนุ่มหน้าตี๋รีบแนะนำตัวเองเมื่อได้โอกาส ตรีธารเป็นหมอหนุ่มหน้าตี๋ขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่ในโรงพยาบาลเพราะความตี๋ เกาหลีแบบออปป้าพร้อมด้วยความสูงร้อยแปดสิบเซนติเมตร และด้วยนิสัยขี้เล่น เลยทำให้สาวน้อยสาวใหญ่ที่ได้คุยด้วยใจละลายกันเป็นแถบๆ แต่กับหญิงสาวตรงหน้าดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีผลกับเธอ“คะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” หญิงสาวตัวเล็กยิ้มให้หมอหนุ่มหน้าตี๋ที่ตอนนี้ยิ้มไม่หยุด จนเธอแทบจะขำ ก่อนที่จะมีเสียงฟ้าผ่าผ่าลงมาใส่แบบไม่ทันตั้งตัว“อัญณิกา!”‘ยิ้มอะไรกันนักหนา ที่ที่คนนอนเจ็บมายิ้มอยู่ได้’ เจ้านายที่หลบออกไปโทรศัพท์เพียงครู่เดียว แต่พอกลับมาอีกครั้งเลขาสาวกลับมายืนยิ้มกับไอหมอหน้าตี๋เสียได้ มันน่านักนะ...หมอหนุ่มที่เห็นผู้มาใหม่ที่มีสีหน้าไม่ค่อยพอใจ เขาจึงเข้าใจว่าคงจะเป็นแฟนของหญิงสาวตรงหน้า แต่พอเธอเอ่ยออกมาเท่านั้นแหละเขาก็โล่งใจขึ้นทันที“ขอโทษทีนะคะ พออากาศร้อนเจ้านายฉันควบคุมตัวเองไม่ค่อยจะได้นะคะ”“นี่เธอ...” เจ้านายหนุ่มหันไปมองหน้าคาดโทษยัยตัวเล็กที่หาว่าเขาบ้าทันที“คุณหมอเขาคงเข้าใจ ใช่มั้ยคะ...”“ผมไม่ได้คิดมากหรอกครับ เอาเป็นว่ายังไงเรื่องคุณยายคุณก็ทำใจให้สบายนะครับ ผมรับปากว่าจะทำสุดความสามารถ” หมอหนุ่มกล่าวให้กำลังเธออีกครั้งพร้อมรอยยิ้ม“คะ” หญิงสาวมีใบหน้าเจื่อนลงอีกครั้งเมื่อพูดถึงยายเจ้านายที่เพิ่งเข้ามาไม่รู้เรื่องอะไรก็ได้แต่มองดูการสนทนาของคนทั้งคู่ แม้จะรู้สึกไม่ค่อยพออยู่บ้างที่หมอหนุ่มส่งสายตาหวานเป็นพิเศษ แต่ในฐานะเจ้านายเขาคงทำอะไรไปมากกว่านี้กว่านี้ไม่ได้‘หรือเขาต้องเลื่อนฐานะตัวเอง แล้วก็ต้องเป็นฐานะที่สามารถทัดทานเรื่องผู้ชายได้ด้วย’‘บ้า บ้าไปแล้ว’ ราฟส่ายหัวให้กับควาคิดตัวเองแต่อยู่ๆ เขาก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าจะมาบอกเรื่องบางอย่างกับเธอ เขาจึงรีบเอ่ยปาก“นี่เธอกลับเองได้ใช่มั้ย พอดีเพื่อนๆ ฉันมาเที่ยวที่ไทยกัน ฉันจะไปคุยกับพวกมันหน่อย”“สบายมากคะ ก่อนหน้านี้ฉันก็ไปเองมาเองสบายจะตาย” ดีกว่ามากับคุณเยอะ’ ประโยคหลังหญิงสาวแค่คิดในใจ“งั้นให้ผมไปส่งนะครับ” หมอหนุ่มไม่ปล่อยให้โอกาสทำคะแนนเสียไปง่ายๆ“ไม่ได้!!” เจ้านายขี้หวงปฏิเสธแทนเจ้าตัวทันที จนเจ้าตัวและคนชวนต้องหันไปมองคนที่เพิ่งปฏิเสธไปเป็นตาเดียว“คือ... ฉันเพิ่งนึกได้ว่าต้องไปสะสางงานด่วน และเธอก็ต้องไปทำงานด้วย”“แต่เมื่อกี้คุณ...”“นั่นมันเมื่อกี้ ตอนนี้ฉันเพิ่งนึกได้”“แต่นี่มันเลยเวลาทำงานแล้วนะ”“ฉันเป็นเจ้านายสั่งอะไรก็ทำๆ ไปเถอะ”“เจ้านายหรือเจ้าชีวิตสั่งจังเลย” เลขาสาวบ่นพึมพำ“งั้นไว้วันหลังก็ได้ครับ” หมอหนุ่มบอกหญิงสาวอย่างไม่ละความพยายาม แต่ที่รู้ๆ ดูท่างานนี้เขาจะมีคู่แข่งที่น่ากลัวมากเสียด้วยสิ“วันหลังก็ไม่ได้...”อัญณิกาหันไปมองเจ้านายตาสีเทาที่ตั้งหน้าตั้งตาปฏิเสธแทนเธอท่าเดียว“เอ่อ... ไปได้แล้ว” ชายหนุ่มที่หาข้อแก้ตัวให้กับคำปฏิเสธไม่ได้ เขาหันไปบอกเลขาตัวเล็กที่ยืนอยู่ และเดินนำออกไปเพื่อไปลายาย แต่ยายยังคงหลับอยู่ทั้งคู่จึงต้องออกมาก่อน ทิ้งให้หมอหน้าตี๋ยืนงงกับเจ้านายที่ดูจะสนิทสนมและหวงลูกน้องจนเกินเหตุรถสุดหรู...“อืม ฉันมีงานด่วน พวกแกก็อยู่ฉลองกันไปยังไงฉันก็ต้องไปงานเลี้ยงฉลองบริษัทแกอยู่แล้ว จะไม่เจอได้ยังไง” ชายหนุ่มที่ขับรถอยู่หยิบหูฟังไร้สายขึ้นมาเพื่อที่จะสนทนากับเพื่อนว่าวันนี้คงไม่ได้เข้าไปตามที่นัดกันไว้แล้ว“งานอะไรของแกวะ ที่สำคัญกว่าพวกฉัน” เสียงปลายสายอวดครวญ“มีแล้วกัน แค่นี้นะ” พูดจบเขาก็วางสายไป และหันแวบไปเห็นเลขาสาวนั่งใจเหม่อลอยอยู่ จึงถามขึ้น“เป็นอะไร...”“ไม่มีอะไรหรอกคะ”“แน่ใจนะ...”“คะ... ถ้าจะมีบ้างก็คงเป็นเจ้านายที่ชอบใช้งานล่วงเวลา นี่ฉันต้องจดชั่วโมงทำงานล่วงเวลาไว้เบิกแล้วละคะ”“แปดหมื่นห้า...” เจ้านายที่รับหน้าที่สารถีพูดและยักคิ้วขึ้นอย่างเป็นต่อ“ชิ!!” อัญณิกากรอกตาไปมาด้วยความรำคาญ เสื้อบ้าอะไรก็ไม่รู้แพงจะตายชักซื้อมาได้ห้องชุดสุดหรู...“อิ่มหรือยัง...”“อิ่มแล้วคะ” หญิงสาวมองดูบะหมี่ญี่ปุ่นกับไก่กรอบที่เธอทานคนเดียวจนหมดกล่อง ก็เจ้านายเล่นบ่นว่ากลัวอ้วน เธอเลยต้องลำบากช่วยเจ้านายกำจัดไก่ทอดพวกนี้ให้สิ้นซาก“อิ่มแล้วก็เชิญไปนั่งตรงอื่นได้แล้ว ตรงนี้ฉันจะทำงาน จัดการบนโต๊ะให้ด้วย”“ได้เลยคะ เจ้านายสุดที่รัก”หญิงสาวที่จัดการทุกอย่างตั้งแต่เช็ดโต๊ะ ยกเอกสารกองโตมาวาง และจัดปากกาทำงานไว้ให้ ตามที่เจ้านายบัญชาเรียบร้อยแล้ว เธอนั่งจิ้มโทรศัพท์มือถือเล่นบนโซฟาตัวใหญ่จนงอกรากก็ไม่เห็นทีท่าว่าเจ้านายจะสั่งงานอะไรเธอสักที เธอก็ได้แต่มองจนเจ้านายรู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาจึงถามขึ้น“มีอะไร...”“ตกลงคุณจะให้ฉันช่วยอะไร นี่มันก็เริ่มค่ำแล้วนะคะ” เลขาสาวที่นั่งเป็นตุ๊กตาถามขึ้น“ช่วยนั่งเงียบๆ นะ ทำได้ไหม...”“นั่นมันงานหรือไงคะ ถ้าอยากเงียบนัก ฉันกลับแล้วนะคะ” อัญณิการีบเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าสะพายเตรียมจะชิ่งหนีกลับบ้านแต่เจ้านายกลับทัดทานไว้ก่อน“เดี๋ยว! เริ่มค่ำแล้ว แล้วเธอจะกลับยังไง” เจ้านายเงยหน้ามองคนที่ถือกระเป๋าในมือเสร็จสรรพ“ก็นั่งรถโดยสารกลับสิคะ รถออกจะเยอะแยะ”“แต่มันอันตราย...”“อันตรายตรงไหนคะ บางวันที่ฉันต้องทำงานพิเศษกลับดึกกว่านี้อีก”เจ้านายที่ได้ยินคำที่เลขาสาวพูดเอียงคอเล็กน้อยเหมือนคิดอะไรออก จนต้องรีบบอกเจ้าของความคิดทันที“ดี! งั้นนั่งลง”“ทำไมคะ...” ถึงแม้ปากเธอจะเถียงฉอดๆ แต่เจ้าตัวก็ยอมกลับลงไปนั่งอย่างว่าง่าย“ก็ฉันจ้างเธอทำงานพิเศษไง วันนี้ลงเวลาทำงานเป็นยี่สิบสี่ชั่วโมงไปเลย ฉันอนุญาตหรือต้องใช้ลายเซ็น” เจ้านายตัวดีก็ยังคงดื้อตาใส แม้เขาจะยังหาเหตุผลไม่ได้ว่ารั้งเธอไว้ทำไม แต่ใครจะสนละ ขอแค่เธอยังอยู่ก็พอ ราฟคิดแล้วก็พาลให้ปวดหัวกับความคิดแต่ละอย่างของตัวเอง ตั้งแต่มียายตัวเล็กนี่เข้ามาในชีวิตดูชีวิตเขาจะสับสนไปหมด แค่คิดจะลากผู้หญิงขึ้นเตียงยังหมดอารมณ์ วันๆ ก็ต้องใช้พลังงานที่มีอันมากล้นมาลงกับกองเอกสารแทน“ถ้าคุณให้ฉันทำงานพิเศษโดยการจ้างมานั่งเฉยๆ แบบนี้นะ ทำไมไม่ให้ฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ซะเลยละคะ” หญิงสาวที่นั่งลงไปตามคำสั่งยังคงไม่ละความพยายามที่จะกลับบ้าน“เธอกล้าย้ายมามั้ยละ” เจ้านายเลยต้องตอกกลับด้วยคำถามเดียวกัน แต่ใบหน้าที่ยียวนกวนประสาททำให้หญิงสาวที่ได้ยินสีหน้าแดงระเรื่อ เธอไม่คิดว่าเขาจะกล้ารับคำท้าบ้าๆ นั่น จนเธอต้องรีบแก้สิ่งที่ตัวเองพูดพัลวัน“จะบ้าเหรอ! ฉันประชด”“แต่ฉันพูดจริง...”“เฮ้อ... ไม่คุยกับคุณแล้ว คุยไม่รู้เรื่อง” อัญณิการีบตัดบทและหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าดังเดิมเพื่อนั่งฆ่าเวลาตามคำสั่งเจ้านาย“ดี... งั้นก็เงียบได้แล้ว ฉันจะได้ทำงาน” ราฟได้แต่ส่ายหัวให้กับเลขาสาว จะว่าน่าเอ็นดูก็น่าเอ็นดูจะว่าน่าหมั่นไส้ก็น่าหมั่นไส้อยู่หรอก ผู้หญิงอะไรเถียงเขาได้ทั้งวัน ผู้หญิงคนอื่นมีแต่จะออดอ้อนออเซาะ ดีใจที่เขาให้อยู่ต่อด้วยซ้ำ“เจ้าคะ”หญิงสาวที่กำลังพร่ำดูหน้าจอมือถือก็เลื่อนมาเห็นรูปยายบนจอพอดี เธออดที่จะคิดถึงเรื่องที่หมอพูดไม่ได้ ซึ่งมันก็จริงอย่างที่หมอว่า ยายเธอเริ่มอายุเยอะขึ้นแล้วจริงๆ แต่เธอก็ทำใจไม่ได้อยู่ดีที่จะมองคนที่เธอรักจากไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย หญิงสาวตัวเล็กนั่งเหม่อลอยเพราะเป็นห่วงอาการยาย นี่เป็นการตรวจครั้งสามแล้วแต่ร่างกายยายก็ไม่ผ่านอีกอยู่ดีอัญณิกานั่งน้ำตาคลอคล้ายคนสิ้นหวังสิ่งที่เธอกลัวที่สุดคือการที่ยายผู้เป็นญาติคนเดียวและคนที่เธอรักที่สุดจะจากไปราฟเงยหน้าจากกองเอกสารเห็นยายตัวเล็กนั่งซึมเศร้าจึงเดินไปนั่งข้างๆ จนหญิงสาวที่นั่งอยู่ก่อนต้องเหลือบมองเขาที่อยู่ๆ ก็เดินมานั่งข้างเธอ ราฟเห็นหญิงสาวมองเขาอยู่จึงตบไหล่ตัวเองเบาๆ ด้วยใบหน้าเรียบเฉย“ฉันให้ยืม” ราฟบอกกับคนที่ตอนนี้นัยส์ตาแดงกล่ำ จมูกแดงขึ้น ปากบางเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดกั้นอารมณ์ที่กำลังโจมตีอยู่ภายใน“จะร้องก็ร้องซะ ไม่มีใครว่าเธออ่อนแอหรอกนะ จากที่ฉันเห็น ฉันว่าเธอเข้มแข็งเกินไปจนเริ่มจะเหนื่อยล้าเท่านั้นเอง ดังนั้นในฐานะเจ้านายที่แสนดี ฉันจะให้เธอยืมไหล่ได้พักก่อน แล้วพอเธอดีขึ้นเราค่อยมาคุยกัน ดีมั้ย...”อัญณิกาน้ำตาเริ่มไหลปริ่มต้องมาหัวเราะกับคำพูดสรรเสริญเยินยอตัวเองของเจ้านาย แต่เธอก็ไม่ได้หยิ่งเกินกว่าจะปล่อยโอกาสนี้ไป เธอขอแค่ใครสักคนยามที่เธอกำลังอ่อนแอ แค่สักพักก็ยังดีหญิงสาวที่ปล่อยโฮร้องไห้บนไหล่เจ้านายจนหนำใจ ได้แต่ขำตัวเองที่ทำตัวอ่อนแอเกินไป เธออยากจะรู้เหรอเกินว่าถ้าเขาไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ เธอจะกล้าร้องไห้ออกมาคนเดียวไหม หรือยังต้องเข้มแข็งต่อไปด้วยตัวเองเพียงลำพังซื๊ด ซื๊ด... เสียงสูดน้ำมูกดังขึ้น จนคนให้ยืมไหล่ต้องเสหน้ามามอง“นี่... เธอเช็ดน้ำมูกกับเสื้อคลุมฉันเหรอ เธอรู้ไหมว่าเสื้อคลุมตัวนี้ราคาเท่าไหร่”“ก็มันไม่มีกระดาษเช็ดชู่นิคะ”“นี่... ฉันทำคุณบูชาโทษจริงๆ เลย ผู้หญิงอย่างเธอไม่ได้สำนึกในบุญคุณของเจ้านายหน้าตาดีเลยหรือไง” พูดจบราฟก็หันไปมองยายตัวเล็กข้างๆ ที่ตาและจมูกแดงก่ำเมื่อผ่านการร้องมาอย่างหนัก แต่ยังนั่งยิ้มสดใสอยู่ได้ นี่เธอคงคิดว่าปัญหาทุกอย่างจะจบถ้าเธอยิ้มหรือไง‘ผู้หญิงอะไรยิ้มได้เกะกจริงๆ’ แต่ตัวเองกลับเผลอยิ้มตาม“ไปนอนได้แล้วไป...” ราฟหันไปมองนาฬิกาแล้วรีบไล่ตัวยุ่งไปทันที“แต่คุณยังทำงานอยู่นิ”“ถ้าเธอรอฉันก็ได้รอทั้งคืนแน่ ไปนอนได้แล้ว...”“แล้วจะชวนฉันมาทำไม งานก็ไม่เห็นมีอะไรให้ฉันช่วยเลย” หญิงสาวโอดครวญ“เลิกพูดมากแล้วไปนอนได้แล้ว” น้ำเสียงที่เข้มขึ้น เพื่อกลบเกลื่อนเพราะเขาเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ สำหรับคำถามที่เธอถามเพียงแต่ไม่พอใจไอหมอหน้าตี๋ขี้หลีเท่านั้นเอง“ก็คุณนั่งทับที่นอนฉันอยู่นี่ไง”“ที่ไหน...”“โซฟา...”“แล้วใครให้เธอนอนโซฟา”“ก็มันมีห้องนอนแค่ห้องเดียวนี่คะเจ้านาย ถ้าไม่ให้ฉันนอนโซฟาหรือจะให้ฉันนอนที่ห้องคุณหรือไงคะ”“ใช่...”หญิงสาวที่ได้รับคำตอบเหนือความคาดหมายมองเจ้านายตาโต พร้อมด้วยคำถามในใจที่ว่า แล้วถ้าเธอนอนในห้องนอนแล้วเจ้านายเธอก็...“หยุดความคิดไว้ตรงนั้นเลย ยัยตัวเล็ก”“ฉันยังไม่นอนเหลืองานกองเต็มเลย แล้วอีกอย่างฉันคงไม่แย่ขนาดให้ผู้หญิงนอนโซฟาแล้วตัวเองนอนในห้องสบายใจเฉิบหรอกนะ”“ฮึ... คิดเองได้ด้วย...” อัญณิกาบ่นพึมพำ“เลิกพูดมากแล้วไปนอนได้แล้ว ฉันจะทำงาน”“เจ้าคะ มีอะไรให้ช่วยก็เรียกนะเจ้าค่ะ”“เดี๋ยวเถอะ” ราฟคาดโทษคนแซว ก่อนจะชี้นิ้วไปยังห้องนอนเพื่อให้หญิงสาวที่นั่งอยู่ลุกไปได้แล้ว“ขอบคุณนะคะ” อัญณิกาหันมายิ้มหวานให้เจ้านายแม้ตายังแดงก่ำอยู่ จากนั้นจึงเดินไปก่อนจะชะงักเท้าหยุดเมื่อเจ้านายเรียกอีกครั้ง“เดี๋ยว! ... อย่าร้องไห้อีกละ เข้าใจมั้ย”“คะ สู้ๆ นะคะเจ้านาย” อัญณิกายกนิ้วโป้งขึ้นสองมือส่งให้เจ้านาย“อืม” ราฟรับคำจบก็ยกมือไล่หญิงสาวให้ไปนอนทันที ส่วนเขาก็นั่งก้มๆ เงยๆ กับกองเอกสารตรงหน้าต่อ ................................................
ขอบคุณสำหรับการติดตาม อย่าลืมเพิ่มเข้าชั้นหนังสือกัน และกดlove เพื่อรออัพเดตนะจ้า
มาพูดกับไรท์ได้นะจ๊ะ ด่าได้ถ้าไรท์ทำร้ายตัวละครเกิน แต่อย่าแรงเดี๋ยวไรท์เจ็บนะจ๊ะ รีดที่รัก .... ฝากติดตามเพจในลิิ๊งค์ด้านล่าง หรือ คลิ๊กที่นี่
https://www.facebook.com/ainkfanamtalay/