แม้ว่าในทะเลสาบจะมีอากาศเย็น แต่อุณหภูมิบนสันหุบเขาไข่ดำยามนี้ เรียกได้ว่าเย็นะเืเลยทีเดียวที่จริงจุดนี้สูงจากระดับน้ำทะเลเพียงหนึ่งพันสี่สิบสี่เมตร ไม่นับว่าสูงมากมายนักแต่เนื่องจากตั้งอยู่ในโซนกลางประเทศญี่ปุ่น ที่อยู่ในภูมิอากาศอบอุ่นพร้อมกับเข้าสู่ฤดูหนาว มองออกไปมีหิมะสีขาวปกคลุมอยู่ทั่วไป
แต่สาเหตุหลักๆที่ทำให้หนาวเย็นเป็พิเศษ คือสภาพภูมิประเทสที่เป็ที่ลาดเชิงเขาแนวปะทะลมหนาวที่มาจากทางเหนือยิ่งตอนที่ลมพัดแรงมาจากเชิงเขา อากาศจะหนาวเย็นเป็พิเศษเหมือนยามนี้
อุณหภูมิที่เห็นได้จาก เครื่องวัดอุณหภูมิที่ติดอยู่ภายนอกยามสายนี้คือสามองศาเท่านั้น!
สี่สหายที่เดินผ่านประตูอัดอากาศ แล้ว...ะโโหยงกลับเข้ามาในอาคารสถานีแทบจะในทันทีเพราะยามที่โดยสารเรือแม้ว่ามีลมเย็นจากทะเลสาบแต่แดดสาดส่องผิวทะเลสาบเต็มที่อากาศก่อนขึ้นกระเช้าเรียกได้ว่าอบอุ่นเลยทีเดียว ทั้งสี่คนล้วนถอดเสื้อกันหนาวออกยามนี้ตั้งหลักนำเสื้อกันหนาวที่สะพายบ้างมัดไว้กับเอวบ้างเอาใส่ไว้ในกระเป๋าเป้บ้าง รีบร้อนใส่มือเป็ระวิง คงมีแต่โซโลที่สวมใส่เสื้อกันหนาวสีฟ้าสะดุดตาั้แ่ออกจากโรงแรมและไม่เคยถอดออกมา
ห้านาทีต่อมาทั้งหมดจับกลุ่มเดินลงไปจากตัวสถานี ที่ตั้งอยู่บนเนินสูง ถนนด้านล่างเลียบอาคารบริการซึ่งชั้นใต้ดินเป็ Hakone Geo Museum สถานที่จัดแสดงประวัติความเป็มาของูเาไฟฮาโกเน่ ดูจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นกับลมกรรโชกมาเป็ระยะทั้งหมดตกลงหลบเข้าชมในอาคารก่อน เพื่อให้ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นอีกนิดหนึ่ง
ภายในอาคารนอกจากนำเสนอข้อมูล ในรูปแบบของนิทัศการหลายรูปแบบทั้งโปสเตอร์ การแสดงแสงสีเสียงรวมถึงวัตถุสิ่งของจริงๆ แสดงความเป็มาของูเาไฟอย่างละเอียด ภายในยังจัดแสดงเครื่องมือต่างๆที่ใช้ในทางธรณีวิทยา และท้ายที่สุดแสดงสัณฐานภูมิศาสตร์ของหุบเขาแห่งนี้แม้ว่าโซโลเคยมาแล้ว แต่การเข้าชมครั้งที่แล้วเขามีเวลาเพียงสิบนาทีเรียกได้ว่าเพียงแค่เดินผ่านเท่านั้น ไม่ได้เก็บรายละเอียดแม้แต่น้อย
แต่คราวนี้ เขา้าเก็บรายละเอียดให้มากขึ้นและให้ความสนใจกับเครื่องมือต่างๆเป็พิเศษ ส่วนสี่นักศึกษาก็สมกับที่ยังร่ำเรียนอยู่พวกเขาทั้งสี่สนใจในนิทรรศการมาก ประกอบกับเวลาที่เรียกได้ว่ามีเหลือเกินพอเพราะกำหนดออกเดินทางจากสถานีปลายทางตีนูเาเวลาสิบหกนาฬิกาตรง
ถึงเวลาเหลือเฟือ แต่ทั้งหมดใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ั้แ่ผ่านประตูเข้าไปใช้เวลาไปหนึ่งชั่วโมงเต็มพอดีก่อนทางออกของมิวเซียมเป็ประวัติการก่อสร้างหุบเขาไข่ดำแถมมีข้อมูลตำนานความเป็มาของไข่ดำอันเลื่องชื่อ
ตำนานที่ย่อได้สั้นๆว่า มีชายคนหนึ่งมีบิดาที่ป่วยหนักใกล้ตาย เขาได้ยินว่าบริเวณนี้มียาวิเศษสามารถต่ออายุคนจึงออกมาหายาวิเศษตามคำร่ำลือ แล้วมาพบกับหญิงชราที่บังเอิญทำไข่ตกลงไปในน้ำพุร้อนเขาถามหญิงชราว่ารู้ไหมว่ายาวิเศษที่ร่ำลืออยู่ที่ใด หญิงชราชี้ไปที่ไข่ที่ตกลงไปในน้ำพุเดือดที่เปลือกกลายเป็สีดำ ชายคนนั้นดีใจมากคิดว่าเขาพบยาวิเศษแล้ว นำไข่ดำกลับไปให้บิดากินทำให้บิดาของเขามีอายุยืนต่อไปได้อีกเจ็ดปี เื่นี้แม้เป็ตำนาน แต่ทำให้สี่นักศึกษาอยากทดลองกินไข่ดำโซโลจำได้ว่าที่จุดบริการมีขาย ไม่ต้องไปซื้อไข่มาแช่ตามบ่อน้ำร้อนที่มีอยู่้าเอง
หลังออกจากมิวเซียม เดินออกไปก็พบกับสัญลักษณ์ยอดนิยมของหุบเขาไข่ดำ
ไข่ดำลูกใหญ่ ที่เป็โลโกบอกให้รู้ว่า ที่นี่คือหุบเขาไข่ดำ โชคดี่นี้คนไม่เยอะสามารถถ่ายรูปคู่กับไข่ดำ โดยมีฉากหลังเป็ูเาไฟฟูจิเรียกว่าหนึ่งรูปได้ถึงสองสถานที่ยอดนิยมกันเลยทีเดียว ถัดไปเป็ลานกว้างมีรอดจอดอยู่สองคันที่จริงนี่ไม่ใช่ลานจอดรถ แต่นักท่องเที่ยวสามารถนำรถมารับส่งคนได้เมื่อเริ่มออกเดิน ทุกคนพบกับอุปสรรคใหญ่ในการเดิน!
...
ในขณะที่คณะทัวร์จำเป็ กำลังถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลินกับไข่ดำใบใหญ่ที่สถานีตำรวจของโมโตฮาโกเน่ ระหว่างที่ตำรวจควบคุมตัวชายสองคนที่ตัวเปียกชื้น เข้าสถานีพอเห็นประชาชนที่มาใช้บริการ ชายคนหนึ่งพลันสะบัดตัวพร้อมร้องเอะอะโวยวายเสียงดัง
“เฮ้ๆๆ ทุกคนดู ตำรวจรังแกประชาชน พวกแกทำอะไรกัน ฉันรู้สิทธิของฉันนะอย่างน้อยต้องให้โทรศัพท์ติดต่อญาติสิ นี่มันอะไรกัน...”
หนึ่งในกลุ่มคนที่อยู่ในสถานีกลับเป็นักข่าวท้องถิ่นปราดเข้ามาสอบถามเ้าหน้าที่ตำรวจอย่างรวดเร็ว สมกับเป็เหยี่ยวข่าวจมูกไว พร้อมตั้งคำถามที่ราวกับปืนกล
“คุณตำรวจ ค่ะ พวกเขาทำความผิดอะไรค่ะ แล้วพวกคุณจะไม่ให้พวกเขาโทรศัพท์หรือไรอย่างน้อยมันก็เป็สิทธิของพลเมืองนะค่ะ”
ตำรวจที่ขนาบจับแขนซ้ายขวาของคนร้ายทั้งสองที่ถูกใส่กุญแจมือเป็ตำรวจประจำสถานี พวกเขานิ่งเงียบไม่ตอบคำ แต่มีเสียงลอยมาจากนอกประตู
“พวกนี้เป็คนร้าย มีหมายจับคดีฆาตกรรมหลายคดี วันนี้ถูกจับในข้อหาพยายามฆ่านักท่องเที่ยวผมว่าคุณนักข่าวคงรู้ดีว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าข่าวการปองร้ายนักท่องเที่ยวหลุดออกไปการท่องเที่ยวฮาโกเน่จะได้รับผลกระทบแน่ ส่วนสิทธิของคนร้ายรับรองจะไม่ถูกบิดเบี้ยว พวกเราจะให้เขาได้ใช้สิทธิ์ตามระเบียบแต่ต้องอยู่ในสถานที่ ที่สามารถควบคุมรักษาความปลอดภัยได้เสียก่อน”
ร่างของชายฉกรรจ์ในชุดตำรวจยศร้อยตำรวจเอกเดินเข้ามา เหยี่ยวข่าวสาวเป็ขาประจำของสถานีทำข่าวที่นี่มานานหลายปีแต่...ไม่เคยพบเห็นเขามาก่อน รู้ด้วยสัญชาตญาณว่า นี่ไม่ใช่เื่ปรกติการที่ตำรวจนอกพื้นที่เข้าจับกุมคนแสดงว่าเื่ราวไม่รวบรัด ท่าทีของหญิงสาวสงบลงถึงกับโบกมือให้ตากล้องหยุดถ่าย
ผู้กองโยชิดะ ก้มศีรษะคำนับ และนักข่าวก็ก้มคารวะตอบนี่เป็มารยาทจรรยาบรรณ และธรรมเนียมอันเคร่งครัดของคนในประเทศนี้นักข่าวคนนี้มีความรับผิดชอบต่อสังคม หากเป็นักข่าวของประเทศอื่นคงขุดค้นคุ้ยข่าว ลงรายละเอียดแม้กระทั่งผู้ตายมีาแตรงไหน ถูกกระทำอย่างไรโดยไม่สนใจผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสถานที่ หรือจิตใจของญาติผู้เสียหายแม้แต่น้อย
ภายในห้องควบคุม คนร้ายที่โวยวายได้สิทธิ์ใช้โทรศัพท์เขารู้ว่าสายถูกดักฟัง หลังจากโทรออกไปที่โทรศัพท์เคลื่อนที่เบอร์หนึ่งเขาไม่ได้สื่อสารกับญาติสนิทอย่างที่ควรจะเป็เพียงพูดสั้นๆว่า
“ตามใส่ปุ๋ยพรวนดิน... ให้ข้าด้วย”
จากนั้นเบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้แล้วทิ้ง ก็ปิดไปด้วยการสนทนาที่รวบรัดสั้น ตำรวจตามรอยได้เพียงพื้นที่คร่าวๆรู้เพียงว่าปลายทางผู้รับสายอยู่ในหมู่บ้านฮาโกเน่เท่านั้น มีการประชุมเร่งด่วนแม้ว่าบริเวณเส้นทางในหมู่บ้าน มีกล้องวงจรปิดจำนวนมากติดตั้งอยู่แต่ตำรวจไม่รู้ว่าจะติดตามใคร ในที่สุดผู้กองโยชิดะ สรุปออกมาสั้นๆ
“จากคำพูดแสดงว่าพวกมันไม่รามือ ส่งคนไปเก็บงานในเมื่อพวกเราไม่รู้ว่าเป็ใครจำนวนเท่าใด ทำได้เพียงอย่างเดียวติดตามเป้าหมายของมัน ผมเชื่อว่า เป้าหมายของเรา เอาตัวรอดได้พวกเราเพียงทำหน้าที่เฝ้าระวัง และเก็บกวาดเท่านั้นเราก็จะสามารถสาวพวกมันออกมาจากมุมมืดได้”
นายตำรวจคนหนึ่งที่ เข้ามาร่วมั้แ่เคสในฮาโกเน่ เขาเห็นคลิปการต่อสู้ของโซโลั้แ่ต้นพูดติดตลกที่ขำไม่ออกมาว่า
“ผมชักอยากจะเห็นแล้วสิว่านักคอมพิวเตอร์ของเราจะสยบไอ้พวกวายร้ายพวกนี้ได้อย่างไร เริ่มจากเขาใช้เข็มขัดไม้กวาดแข็งด้ามยาว แม้กระทั่งน้ำต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถึงแม้ว่าจะลงไม้ลงมือในสองครั้งสุดท้ายก็เถอะ แต่จังหวะการลงมือแต่ละครั้งนั้นสุดยอดราวกับงานศิลปะ ผู้กองไปขุดคนแบบนี้มาจากไหนนี่ ถ้ามีตำรวจแบบหมอนี่สักสองสามคนพวกโจรได้กระเจิดกระเจิง ถูกกำหราบราบคาบแน่”
ผู้กองโยชิดะ ส่ายหัว “ถ้าเขาเป็คนของเราก็จะดีมากเลย แต่น่าเสียดาย... เขาเป็เพียงนักท่องเที่ยวที่มาทำงานชั่วคราวในญี่ปุ่นเท่านั้น”
...
หลังจากถ่ายรูปกับไข่ดำใบโตแล้ว ทางเดินโล่งๆ ที่มองเห็นศูนย์บริการที่เป็อาคารชั้นเดียวห่างไปเพียงหนึ่งร้อยเมตรแต่ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการเดินแถมยังต้องเป็การฉุดกระชากลากถูของคนทั้งห้าด้วยซ้ำ กว่าจะเดินมาถึง เล่นเอาหอบหน้าซีดเขียวไปตามๆกันสาเหตุนะรึ!
ไม่ใช่เป็เพราะทางชันหรือเป็หลุมเป็บ่อ หรือมีสิ่งกีดขวางอะไรแต่เป็เพราะลม!
คงเป็เพราะแดดเริ่มแรง บวกกับอากาศยอดเขาที่เย็นจัด ประกอบกับบริเวณนี้เป็หน้าเขาเปิดโล่งลานเรียบกว้างไร้สิ่งกีดขวาง ระยะเพียงหนึ่งร้อยเมตร เดินยากราวกับปีนเขาสูงชันลมที่แรงจนพัดคนแทบปลิวกระเด็นได้ เพียงแค่ยกเท้าขึ้น ยิ่งเดินยิ่งถอยหลังขนาดจับมือกันสองคนยังไม่อาจเดินหน้า
มีนักท่องเที่ยวสาวกลุ่มหนึ่ง ถึงกับกลิ้งลงบนพื้นเพราะถูกลมพัดดีที่ทุกคนล้วนใส่เสื้อผ้าหนาหนัก คาดว่าคงไม่เป็ไรมากในที่สุดกลุ่มของโซโลต้องให้ผู้ชายสามคนเกี่ยวแขนเดินนำหน้า โดยมีโซโลขึ้นนำตรงกลางแม๊กกับโต้งอยู่ด้านซ้ายขวาเยื้องมาด้านหลังเล็กน้อย หญิงสาวสองคนอยู่ด้านหลังคอยผลักหลังพวกเขาเอาไว้นี่เป็ขบวนสามเหลี่ยม โซโลเคยอ่านในนิยายกำลังภายในว่ายอดฝีมือเคยใช้มันฝ่ากองทัพ คิดไม่ถึงว่าวันนี้พวกเขาต้องใช้มัน และถึงกับใช้ได้ผลเสียด้วย
ในที่สุดหลังจากก้าวเดินอย่างยากลำบาก ทั้งหมดก็มาถึงอาคารบริการที่เป็กระจกหนารอบด้านที่มีอาหารและเครื่องดื่ม ในขณะที่โต้งกับแม็กหน้าซีดเขียว ตัวสั่นสะท้านทั้งๆที่เดินกันมาห้าคน เป็เพราะประสพการณ์ของชายหนุ่มทั้งสองคนไม่พอพกเขาประมาทลมแรงมากเกินไป...
แม้เครื่องวัดอุณหภูมิจะบอกว่าสามองศา แต่เมื่อเกิดลมแรงสายลมจะนำความร้อนในตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งลมแรงอุณหภูมิยิ่งดิ่งลงต่อให้ยืนตากแดดก็ไม่อาจชดเชยอุณหภูมิของร่างกายที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็วได้ชายหนุ่มทั้งสองไม่ได้สวมที่ครอบหูและไม่ได้ได้สวมฮู๊ต ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาจะรัดมันให้แน่นผลก็คือถูกความเย็นเล่นงาน และมันหนักหนาสาหัสมาก เพราะถูกเล่นงานที่ส่วนศีรษะความเย็นสุดขั้วจู่โจมสมองโดยตรง
หญิงสาวทั้งสองดีกว่าหน่อยที่มีร่างของชายหนุ่มทั้งสามบังลมให้แต่อาการก็ดีกว่ากันไม่มากมีเพียงโซโลที่มีประสพการณ์การฝ่าลมกลางหิมะ เขารีบลากทั้งสี่คนไปนั่งในมุมอาหารแล้วชวนแพทกับพิมพ์ ไปซื้อโอเด้งมากิน
ราวกับขึ้นจากนรกมาพบกับสรวง์แม็กถือถ้วยโอเด้งที่ทำจากกระดาษยกขึ้นใกล้กับจมูกปล่อยให้ควันร้อนของน้ำซุบรมใบหน้าสลับกับการซดน้ำซุบที่เกือบจะเดือดพล่านลงไป
“ซู๊ด.... ฮ่า......”
ส่วนอีกสามคนก็ไม่ต่างกัน พิมพ์ถึงกับพึมพำขึ้นมาว่า
“โอเด้ง... มันสุดยอดอย่างนี้นี่เอง...”
โซโลหัวเราะ “กินในสภาวะนี้ดีที่สุดกลับไปกินเมืองไทย มันรู้สึกดีกว่าม่าม่าต้มน้ำร้อนหน่อยเดียวตรงมีเนื้อให้เคี้ยวเท่านั้นฮ่าๆๆๆ”
หลังจากถ้วยแรกหมดไป ชายหนุ่มเดินไปซื้อไอศกรีมโคนสีเหลือง มานั่งกินแม๊กทำตาลุกวาว ลุกพรวดนำออกไปที่เคาท์เตอร์ร้านค้า แต่แทนที่จะกลับมาพร้อมไอศกรีมสองมือกับมีโอเค้งอย่างละถ้วยกลับมา ส่วนโต้ง กลับมาพร้อมแซนวิสกับกาแฟร้อนแพทชิงความเป็หนึ่งกลับมาพร้อมไข่ดำในมือสองฟอง หลังจากนั้นก็ตามมาอีก ทั้งสี่คนทำราวกับว่าอดอยากหิวโหยไม่ได้กินอะไรมาสองสามวัน
ทั้งหมดนั่งพักอย่างใจเย็น เพราะยามนี้ในร้านอาหารมีนักท่องเที่ยวไม่กี่คนด้านนอกลมแรงมากจนไม่มีใครสามารถเดินขึ้นทางลาดระยะทางสั้นๆนี่ได้จึงไม่ต้องเกรงใจใคร สรุปทั้งหมดสี่คน กินโอเด้งไปถึงสิบถ้วยนี่ยังไม่นับอาหารว่างและไอศกรีมจำนวนมาก
โต้งบ่นราวกับหมีกินผึ่ง “ให้ตายของว่างมื้อนี้แพงกว่าอาหารเย็นเมื่อวานเกือบสองเท่าแนะ..”
แม้ปากบ่นพึมพำ แต่การที่ได้นั่งกินโอเด้งและจิบกาแฟพร้อมชมวิวูเาไฟฟูจิ จากหน้าเขาสูงมองเห็นทิวเขาทอดตัวยาวไกลสุดสายตานี้ทำให้พวกเขาแทบไม่อยากขยับตัวไปไหนต่อ
สภาพรอบข้างของร้านค้าบริการ มีลักษณะเป็เนินที่ทำเป็ชั้นๆ ้าสุดเป็ศาลเ้าและป่าไม้แปลกๆหลังจากนั้นราวครึ่งชั่วโมงนักท่องเที่ยวเริ่มแห่เข้ามาในร้านค้าบริการเพราะลมเริ่มเบาลง โซโลลุกออกไป เดินนำพวกเขาขึ้นไปที่ศาลเ้าหลังจากสักการะตามธรรมเนียมแล้วจุดนี้นอกจากสามารถถ่ายภาพ พานอรามามองเห็นูเาไฟฟูจิอยู่บนเทือกเขาไกลๆแล้วด้านหลังยังมียอดไม้แปลกตา ดูไปคล้ายต้นไม้ในนิยายสยองขวัญ
ต้นไม้ที่มีกิ่งก้านหงิกงอสีดำสนิทบางส่วนปกคลุมด้วยหิมะ พวกมันไร้ใบแถมยังอยู่ท่ามกลางไอน้ำพุร้อน บางครั้งลมพัดหวนนำกลิ่นกำมะถันฉุนกึกลอยมาแม้ดูว่าสภาพแวดล้อมสุดขั้ว ทั้งหนาวเย็นเห็นหิมะอยู่ทั่วไปทั้งร้อนผ่าวเนื่องเพราะไอความร้อนจากน้ำพุใต้ธรณีสถานที่นี้ไม่น่ามีสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติอาศัยอยู่ได้ แต่โซโลรู้ว่ามันไม่เป็เช่นนั้น
จู่ๆ โต้ง ชี้มือไปไกล พร้อมร้องอุทานออกมา “เชื่อแมร่... เลย อากาศสุดที... แบบนี้ มีนกอยู่ด้วย”
แม๊ก ร้องตาม “ใช่หลายตัวด้วย เป็นกอะไรเนี่ย...มันไกลมากมองไม่ชัดเลย”
โซโล ยิ้มพูดเบา “ตรงนั้นส่วนใหญ่จะเป็อีกานะพอนกชนิดอื่นมาเกาะ ก็โดนพวกมันไล่ไป...”
พิมพ์ “โห... ตรงนั้นมันเกือบสี่ร้อยเมตรนะพี่พี่ตายาวขนาดนั้นเลยหรือ...”
โซโล หัวเราะก๊าก “เหอะๆๆๆ บ้า... พี่ยังไม่แก่ขนาดนั้นซะหน่อยดูนี่”
แล้วเขาก็ยื่นกล้องในมือแสดงรูปให้สี่สหายดู

ทั้งสี่คนดูรูปแล้วคราง รูปนกชัดเจน พร้อมฉากหลังเป็พญาไร้ใบกับไอน้ำสีขาวพิมพ์กับแพท ก้มมองกล้องแบรนด์วัยรุ่นนิยมในมือแล้วร้องครางเสียงสูง
“ว้า... เสียที... ที่ราคาตั้งสามหมื่นกว่าซังกะบ๋วยถ่ายอะไรไม่เห็นสักอย่าง... ฮึ่ม กลับไปจะขายทิ้ง ไปถอยรุ่นแบบพี่ดีกว่า”
เตร่ดเตร่อยู่อีกสิบนาที เวลาขณะนี้สิบนาฬิกาสามสิบนาทีโซโลเตือนให้ไปต่อได้แล้ว ทั้งหมดเดินกลับมาที่สถานีเดิมที่ลงมา ‘สถานนีโอวาคูดานิ’ เป็สถานีที่เชื่อมระหว่างท่าเรือกับเส้นทางรถไฟโอดาวาระ พวกเขาต้องไปต่อ โดยใช้กระเช้าด้านขวามือ เพื่อข้ามเหวที่กว้างและสูงที่สุดในเส้นทางหรือพูดง่ายๆ ต้องนั่งกระเช้าข้ามหุบเขาไข่ดำที่แท้จริงไป
กระเช้ายังคงเป็แบบเดิม ไม่หยุดนิ่งต้องรีบเดินขึ้นขณะที่มันเคลื่อนที่ไปช้าๆ ทันทีที่ตัวกระเช้าพ้นสถานีทุกคนก็เบิกตากว้างเมื่อพบว่า ตัวเองอยู่สูงจากก้นหุบเขาเพียงใด ไม่เพียงเท่านั้นอยู่บนนี้ยังมองเห็นแหล่งความร้อนใต้ธรณีที่พวยพุ่งขึ้นมา เต็มไปหมดทั่วหุบเขาบางแห่งก็มีการก่อสร้างอาคารเพื่อทำวิจัย หรือนำพลังงานความร้อนใต้พิภพมาใช้แม้เป็เวลา่สั้นๆ แต่ด้วยความสูงก็ทำให้ตื่นตะลึงใจตุ้มๆต่อมๆได้ไม่น้อยทีเดียว
ในที่สุดกระเช้าทิ้งภาพสุดอลังการของหุบเขาไข่ดำไว้เื้ัด้านหน้าเป็ทิวเขาป่าไม้สน แต่ก่อนที่จะเข้าสู่บริเวณเชิงเขากระเช้าบริการสุดคลาสิกก็ปรากฏตัวขึ้น แถมปรากฏเทียบข้างกับกระช้ารับนักท่องเที่ยวด้วยรูปลักษณ์คลาสิกและสีของมัน ทำให้ได้ความประทับใจ กับกระเช้าบนเส้นทางนี้ไปเต็มๆ
นับว่าเป็การจบทริป่หุบเขาไข่ดำอย่างสวยงาม สถานีต่อไป สถานี Sounzan