# บทที่ 19 — เส้นทางของคัมภีร์ที่หายไป
คำขู่จากนกเงาไม่ได้ทำให้เรือนโอสถเงียบลง
ตรงกันข้าม นับจากคืนที่พวกเขาออกจากหอหลอม คนคุ้มกันหน้าประตูเพิ่มเป็สองเท่า ศิษย์ทุกคนที่เข้าออกต้องผ่านการตรวจกลิ่นกำยานและตรวจตราประทับ แต่โม่เฉินรู้ว่านั่นเป็เพียงการป้องกันไม่ให้ศัตรูลงมือซ้ำในแบบเดิม หากชายหน้ากากทองส่งข่าวมาถึงบ่อเงาได้ เขาย่อมมีช่องทางอื่นอยู่แล้ว
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การยืนรอให้เขาเลือกเป้าหมายใหม่
แต่เป็การหาว่าคัมภีร์พิธีถูกย้ายไปที่ใด และข่าวของพวกเขารั่วออกจากมือใคร
เช้าวันนั้น เจียงอวี้หลานเรียกโม่เฉิน ลั่วชิงเสวี่ย และเสิ่นเยว่โหรวมาที่ห้องบันทึกคดี แผนที่ของวังบุปผามารถูกปูเต็มโต๊ะ มุมหนึ่งมีแผ่นโลหะดำจากหอหลอม เศษแก้วจากนกเงา และบัญชีคลังที่ฝ่ายกฎหมายยึดจากคนของหลัวชาง
“เส้นทางนำส่งจากแผ่นโลหะมีสี่จุด” เจียงอวี้หลานใช้นิ้วลากตามรอยสลัก “ทางลับใต้กำแพงตะวันตก แอ่งน้ำแห้ง หอหลอมเก่า และจุดสุดท้ายที่ใช้สัญลักษณ์วงกลมไม่มีชื่อ”
“วงกลมอาจไม่ใช่สถานที่” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว “มันอาจหมายถึงภาชนะ หรือวงผนึก”
“หรือห้องเก็บของใต้ดิน” ลั่วชิงเสวี่ยเสริม “ถ้าคัมภีร์ถูกขนออกจากหอหลอม ผู้ขนย่อมเลือกที่ซ่อนที่ไม่ต้องผ่านประตูใหญ่”
โม่เฉินมองบัญชีคลังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชี้ไปที่รายการน้ำมันตะเกียง “สามคืนก่อน คนของคลังเบิกน้ำมันตะเกียงเพิ่มสิบถัง แต่หอหลอมไม่มีคบเพลิงติดผนัง และทางลับใช้หินเรืองแสง”
เจียงอวี้หลานเลื่อนสายตามาดู “เ้าเห็นอะไร”
“น้ำมันไม่จำเป็ต้องใช้ให้แสง ถ้าคนขนของหนักผ่านอุโมงค์ เขาอาจใช้ทาผ้าใบหรือเพลาล้อ เพื่อลดเสียงและลากของผ่านพื้นหิน”
เสิ่นเยว่โหรวพลิกหน้าบัญชี “มีอีกอย่าง น้ำมันชุดนี้ถูกส่งไปที่โรงเผาเครื่องหอมเก่า ไม่ใช่คลังหลัก”
โรงเผาเครื่องหอมเก่าอยู่ทางเหนือของวัง ใกล้ลานปลูกสมุนไพรที่ถูกทิ้งร้างมาหลายปี เพราะเตาเผาเดิมทำให้ดินเสียจนปลูกอะไรไม่ขึ้น มันไม่ใช่สถานที่ที่ศิษย์ทั่วไปจะเดินผ่าน และมีท่อส่งควันเก่าทอดลึกลงใต้ดิน
“นั่นเป็จุดวงกลม” โม่เฉินกล่าว “เตาเผาเป็วงกลม”
เจียงอวี้หลานไม่สรุปทันที นางหยิบตราคำสั่งสามแผ่นออกมา “ก่อนส่งคนไป ข้าจะตรวจเื่ข่าวรั่ว เราไม่มีสิทธิ์พาคนจำนวนมากไปซุ่มที่โรงเผา ถ้าคนของศัตรูรู้ก่อน คัมภีร์จะย้ายอีกครั้ง”
นางวางแผ่นตราคำสั่งเป็สามกอง “คำสั่งแรกแจ้งฝ่ายคุ้มกันว่าเสิ่นเยว่โหรวจะย้ายไปเรือนโอสถตะวันออก คำสั่งที่สองแจ้งศิษย์ตรวจคลังว่าโม่เฉินถูกย้ายไปอยู่จวนผู้าุโ คำสั่งที่สามแจ้งหน่วยสอบสวนว่า ลั่วชิงเสวี่ยจะออกจากวังตอนเที่ยง”
ลั่วชิงเสวี่ยเลิกคิ้ว “เ้าจะใช้พวกเราเป็เหยื่อล่อ?”
“ใช้ข่าวเป็เหยื่อล่อ” เจียงอวี้หลานตอบ “แต่ละคำสั่งจะไปถึงกลุ่มคนต่างกัน และทุกแผ่นมีตราผนึกที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ ถ้าศัตรูขยับตามข่าวใด เราจะรู้ว่าช่องรั่วมาจากกลุ่มใด”
โม่เฉินพยักหน้า นี่ไม่ได้จับคนผิดได้ทันที แต่ช่วยแคบวงผู้ต้องสงสัยโดยไม่กล่าวหาใครลอย ๆ
“แล้วการตามคัมภีร์?” เขาถาม
“ทีมเล็กไปกับข้า” เจียงอวี้หลานตอบ “เ้ามีสิทธิ์ปฏิเสธ”
“ข้าไป”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขาเหมือนอยากคัดค้าน แต่ก่อนจะพูด ลั่วชิงเสวี่ยก็กล่าวขึ้นก่อน “ข้าไปด้วย ปิ่นตอบสนองต่อหอหลอมและศัตรู้ามัน หากมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับประตู ข้าจะเป็คนเห็นก่อน”
“ข้าจะไปแค่ตรวจร่องรอยยาและพิษ” เสิ่นเยว่โหรวกล่าวตาม “ไม่ใช่เพื่อให้ใครใช้ข้าเป็เหตุผลต้องเสี่ยงตัวเอง”
โม่เฉินหันไปยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่กล้าใช้หมอเป็เหตุผลอยู่แล้ว”
“ดี” นางตอบ “จำไว้ด้วย”
ก่อนออกเดินทาง ป้าผู้าุโตั้งเงื่อนไขเพิ่มอีกหนึ่งข้อ: ไม่มีผู้ใดแตะสิ่งของจากโรงเผาโดยมือเปล่า และหากพบคัมภีร์จริง ให้ปิดพื้นที่ก่อน ไม่เปิดอ่านในจุดที่เจอ เพราะคนซ่อนคัมภีร์ย่อมคาดว่าคนพบจะอยากรู้เนื้อหาทันที
คำเตือนนั้นทำให้โม่เฉินนึกถึงประตูหินที่พยายามบังคับให้ลั่วชิงเสวี่ยเลือก เขาเริ่มเห็นรูปแบบเดียวกันในทุกก้าวของศัตรู—ให้ข้อมูลพอให้คนอยากตอบสนอง แล้วซ่อนราคาไว้ใต้คำตอบ
ทีมสำรวจไปถึงโรงเผาใน่บ่าย ก่อนเวลาที่คำสั่งปลอมทั้งสามจะเริ่มแพร่ออก สถานที่แห่งนั้นเหลือเพียงกำแพงอิฐดำครึ่งหลังคา เตาเผาทรงกลมตั้งอยู่กลางลาน ฝาเตาถูกปิดด้วยแผ่นเหล็กสนิมเขรอะ ลมพัดกลิ่นเถ้าเก่าออกมาอย่างไร้ที่มา
เจียงอวี้หลานแบ่งคนคุมทางเข้าออก แล้วให้ศิษย์ฝ่ายกฎหมายใช้กระจกตรวจผนึกส่องรอบเตา กระจกสะท้อนรอยพลังสีเทาเป็วงบางใต้พื้นดิน
“มีทางลง” นางกล่าว “แต่ไม่ใช่ทางที่อยู่ในแผนที่วัง”
โม่เฉินไม่ได้รีบเปิดฝาเตา เขาเดินรอบลานแทน รอยน้ำมันที่คาดไว้ปรากฏอยู่จริงบนก้อนหินสามก้อนด้านหลังอาคาร เป็คราบเก่าเกินกว่าจะมองเห็นหากไม่ก้มลงดู และมีเศษเส้นใยจากผ้าใบติดอยู่ตรงมุมกำแพง
ลั่วชิงเสวี่ยย่อตัวลงข้างเขา “รอยลากไปทางโน้น”
มันไม่ได้ตรงไปยังเตาเผา แต่มุ่งไปยังบ่อเก็บน้ำที่แห้งสนิทด้านหลังโรงเผา บ่อถูกปิดด้วยฝาไม้ผุ ๆ ซึ่งไม่มีใครคิดว่าซ่อนสิ่งสำคัญได้
โม่เฉินยกมือให้หยุด เขาหยิบกิ่งไม้แห้งมาแตะขอบฝาไม้ ก่อนกดลงเพียงเล็กน้อย
เสียงฉึกดังจากใต้ดิน เข็มดำสามเล่มพุ่งออกมาจากรอยแยก แทงกิ่งไม้จนละลายเป็ควันขาวในพริบตา
“พิษกัดไม้” เสิ่นเยว่โหรวพูดด้วยสีหน้าหนัก “ถ้าโดนิัจะไม่เหลือเวลาให้ข้าล้างพิษ”
เจียงอวี้หลานสั่งให้คนตรึงฝาไม้ด้วยเชือกจากระยะไกล แล้วค่อยเปิดมันออก ใต้ฝาไม่มีน้ำ แต่มีช่องสี่เหลี่ยมแคบและบันไดเหล็กลงไปในความมืด
กลิ่นกำยานเย็นพุ่งขึ้นมาจากข้างล่างทันที เม็ดโอสถบนข้อมือของทุกคนเปลี่ยนจากเขียวเป็เหลือง
“ยังไม่ถึงระดับต้องถอย” เสิ่นเยว่โหรวบอก “แต่ห้ามอยู่เกินครึ่งชั่วยาม”
พวกเขาลงไปทีละคน ห้องใต้บ่อมีขนาดไม่ใหญ่ พื้นปูด้วยหินสีดำและเต็มไปด้วยลังไม้เปล่า กลางห้องมีแท่นหินวงกลม ้าวางกล่องโลหะยาวเท่าแขน กล่องนั้นถูกผูกด้วยโซ่สีขาวสองเส้นและมีอักขระเตือนอยู่ทุกด้าน
“คัมภีร์?” ศิษย์ฝ่ายกฎหมายคนหนึ่งถาม
“อย่าเพิ่งเรียกเช่นนั้น” เจียงอวี้หลานตอบ
โม่เฉินมองรอบห้อง เขาเห็นรอยเท้าเพียงชุดเดียว เดินลงมา วางกล่อง แล้วเดินกลับออกไป แต่ตรงมุมกำแพงมีรอยเท้าอีกชุดที่เล็กกว่าและเปื้อนเืจาง ๆ มันไม่ได้ออกจากห้อง
“มีคนอยู่ข้างใน” เขากล่าว
ทุกคนหันตามสายตาเขาไปยังผนังด้านตะวันตก ลั่วชิงเสวี่ยใช้กระบี่เคาะเบา ๆ ตรงแผ่นหินที่มีรอยเท้า รอยเคาะครั้งที่สามทำให้ผนังเลื่อนเปิด ช่องแคบด้านหลังมีเด็กสาวอายุราวสิบสี่ปีนั่งกอดเข่าอยู่ นางสวมชุดคนงานคลัง ดวงตาพร่าจากควันพิษ และข้อมือถูกล่ามด้วยเส้นด้ายดำ
เสิ่นเยว่โหรวเข้าไปก่อนโดยไม่ลังเล นางใช้เข็มตัดเส้นด้ายดำทีละเส้น “อย่าฝืนหายใจลึก”
เด็กสาวลืมตาขึ้นช้า ๆ “ข้า...ข้าชื่ออาเหยา ข้าถูกสั่งให้เอากล่องมาวาง พวกเขาจับน้องชายข้าไว้”
โม่เฉินมองเส้นด้ายดำที่ข้อมือของนาง มันคล้ายตราของเติ้งหาน แต่เล็กกว่าและทำหน้าที่ต่างกัน นี่ไม่ใช่คนร้ายที่เชื่อใจลูกน้อง เขาควบคุมคนด้วยครอบครัวและตราจนแม้แต่คนส่งของก็ไม่มีทางเลือก
ระบบชะตาวายร้ายลอยขึ้นข้างตา ดวงตาอีโมจิหรี่ลงอย่างไม่รื่นเริง
“ตรวจพบผู้ถือชะตารองอยู่ในจุดวิกฤต การช่วยให้รอดและตัดวงจรบังคับ อาจเปลี่ยนเส้นทางชะตาได้”
คำว่าอาจทำให้โม่เฉินไม่รับประกันอะไรกับตัวเอง เขาเพียงถามอาเหยา “กล่องนี้ถูกสั่งให้ทำอะไร”
“ห้ามเปิด” เด็กสาวตอบทันที “คนชุดขาวบอกว่า ถ้าใครเปิดก่อนเวลา โซ่จะกินเืทุกคนในห้อง แล้ว...แล้วให้นำกล่องไปหอหลอมหลังได้ยินเสียงระฆังสามครั้ง”
“คัมภีร์อยู่ข้างในหรือไม่”
อาเหยาส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ แต่ข้าถูกให้ขนกล่องจากรถเข็นอีกคัน มีห่อผ้าสีแดงอยู่ในนั้น คนชุดขาวเอาห่อไปเอง แล้วให้ข้าวางกล่องนี้แทน”
กล่องบนแท่นไม่ใช่คัมภีร์ มันคือเหยื่อล่ออีกชิ้น และห่อผ้าสีแดงจึงเป็สิ่งที่พวกเขาต้องตามต่อ
เจียงอวี้หลานไม่ได้แสดงความหงุดหงิด นางสั่งคนหนึ่งพาอาเหยาออกไป อีกคนอยู่คุ้มเสิ่นเยว่โหรวถอนด้ายดำ ส่วนตัวนางหยิบแผ่นผนึกมาวางรอบกล่องโลหะ “ไม่แตะ ไม่เปิด และไม่ย้ายจนกว่าจะรู้วิธีตัดโซ่”
โม่เฉินเดินไปดูรอยเืที่พื้น มันลากไปถึงผนังอีกด้านและจบลงตรงรูระบายอากาศขนาดเท่ากำปั้น เขาหยิบเศษผ้าไหมแดงเล็กนิดหนึ่งออกมาจากขอบรู มันมีรอยผงทองเจือเถ้ามืดติดอยู่
เสิ่นเยว่โหรวรับไปตรวจ แล้วสีหน้านางเปลี่ยน “น้ำค้างตะวัน”
“ของแท้อยู่กับห่อผ้าแดง” โม่เฉินกล่าว
“และคนชุดขาวนำมันออกไปเอง” เจียงอวี้หลานเสริม “คัมภีร์กับน้ำค้างตะวันอาจถูกเก็บด้วยกัน”
ทันใดนั้น แผ่นหยกส่งสัญญาณที่เอวของเจียงอวี้หลานสว่างขึ้น สีของมันไม่ใช่สีแดงเตือนภัย หากเป็สีฟ้าตามที่นางกำหนดไว้สำหรับข่าวลวงชุดหนึ่ง
นางหยิบมันขึ้นอ่าน ความนิ่งบนใบหน้าหายไปเพียงเสี้ยวเดียว
“มีคนไปดักเรือนโอสถตะวันออก” นางกล่าว “ข่าวแรกถูกส่งออกไป”
นั่นหมายความว่าช่องรั่วอยู่ในกลุ่มที่ได้รับคำสั่งเื่การย้ายตัวเสิ่นเยว่โหรว ไม่ได้พิสูจน์ว่าทุกคนในกลุ่มผิด แต่ตัดคนอื่นออกไปได้มาก และที่สำคัญ ศัตรูเลือกขยับตามข่าวเกี่ยวกับหมอโอสถจริง ๆ
เสิ่นเยว่โหรวมองนาง “คนที่ส่งข่าวรู้ว่าข้าเป็เป้าหมาย”
“หรือรู้ว่าศัตรูอยากให้เราคิดเช่นนั้น” โม่เฉินตอบ “แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาเพิ่งเปิดไพ่หนึ่งใบ”
อาเหยาที่กำลังถูกพยุงออกจากห้องยกมือขึ้นอย่างอ่อนแรง “ข้าเคยได้ยิน...คนชุดขาวพูดถึงห่อผ้าแดง นางบอกให้เอาไปไว้ที่ ‘ศาลากลีบร่วง’ ก่อนระฆังสามครั้ง”
ชื่อสถานที่นั้นทำให้ลั่วชิงเสวี่ยชะงัก ศาลากลีบร่วงอยู่ตรงชายขอบสวนบุปผามาร ใกล้เขตที่ห้ามศิษย์เข้าในยามค่ำ เพราะใต้ศาลามีรอยผนึกเก่าซึ่งเชื่อมกับลานกระบี่และหอหลอมตามตำนานสำนัก
ชายหน้ากากทองไม่ได้แค่ย้ายของหนี เขากำลังรวมสิ่งที่ต้องใช้ไว้ในจุดใหม่ และเวลาของเขายังผูกอยู่กับเสียงระฆังสามครั้งในคืนนี้
หน้าต่างระบบสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง
“ภารกิจย่อยสำเร็จ: ปกป้องผู้ถือชะตารองจากการตายด้วยตราควบคุม และเปิดเผยเส้นทางนำส่งปลอม”
“ได้รับ 15 แต้มชะตา”
ตัวเลขแต้มชะตาเปลี่ยนจาก 10 เป็ 25
โม่เฉินปิดหน้าต่างในใจโดยไม่แสดงสีหน้า เขาไม่ได้ดีใจเพราะแต้มที่เพิ่มขึ้น การที่ระบบให้รางวัลยืนยันว่าอาเหยาควรตายอยู่ในห้องใต้บ่อนี้ หากพวกเขามาช้ากว่านี้อีกนิด เด็กสาวคงกลายเป็เพียงหลักฐานเงียบ ๆ และกล่องะเิคงกินคนที่เปิดมันตามแผนของศัตรู
เขาหันไปหาเจียงอวี้หลาน “เรามีเวลาตามห่อผ้าแดงก่อนระฆังสามครั้ง แต่ศาลากลีบร่วงอาจเป็กับดัก”
“แน่นอน” นางตอบ “จึงไม่ใช่ที่ที่เราจะพุ่งเข้าไปคนเดียว”
ลั่วชิงเสวี่ยเก็บปิ่นกระบี่เข้าที่ “และครั้งนี้เรารู้แล้วว่าเขา้าพาเราไปที่นั่นเพราะอะไร”
“ยังไม่ทั้งหมด” โม่เฉินกล่าว “แต่เรารู้พอจะไม่เดินเข้าไปโดยยื่นปิ่นและเืให้เขาพร้อมกัน”
เหนือพื้นดิน แสงอาทิตย์เริ่มเอนต่ำ เงาของโรงเผาเครื่องหอมยาวข้ามลานรกร้าง ขณะที่ในมือของเจียงอวี้หลาน แผ่นหยกส่งข่าวลวงยังส่องสีฟ้าไม่ดับ
คนส่งข่าวอยู่ใกล้กว่าที่พวกเขาคิด
และเมื่อระฆังสามครั้งดังขึ้นในคืนนี้ ศาลากลีบร่วงจะเป็ที่ที่ทั้งคนทรยศ คัมภีร์ และคำขู่ของชายหน้ากากทองมากัน