เมื่อเสียงของเทพประจำเผ่าดังขึ้น นักรบฝึกหัดทุกคนตื่นตัวพร้อมคุกเข่าคารวะทันที
“วันนี้...ข้าจะเพิ่มกฎพิเศษให้พวกเจ้า หากพวกเจ้าไม่สามารถไขปริศนาการสืบทอดของข้าได้ แค่เพียงพวกเจ้าอยู่ในพื้นที่นี้ถึงเช้าวันที่เจ็ด ก็ยังมีสิทธิ์ได้รับมรดกวรยุทธ์เช่นกัน...เริ่ม!!”นักรบฝึกหัดทุกคนได้ยินดังนั้นก็ดีใจ ตอนนี้ไม่มีใครลุกขึ้นแก้ปริศนา ต่างนั่งทำสมาธิอยู่กับที่เงียบๆ เพื่อรอให้ถึงเช้าวันที่เจ็ด“มันไม่น่าจะง่ายขนาดนั้น ต้องมีอะไรเพิ่มขึ้นอีกแน่ๆจากกฎข้อนี้ เพราะมันดูง่ายเกินไป” เจิ้นเทียนคิดอยู่ในใจพลาง สังเกตรอบๆพื้นที่ทันใดนั้นทุกคนที่อยู่ในลานพิธีก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง
“นี่มัน..........” เจิ้นเทียนรู้สึกตกใจจู่ๆพื้นศิลาที่นั่งอยู่ก็เหมือนมีแรงดูดบางอย่างที่ทำให้พวกเขาถึงกับลุกขึ้นไม่ได้ บางคนที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับนอนราบพื้นไม่เพียงแรงดูดของร่างกาย ผ่านไปไม่นานพวกเขาก็รู้สึกว่าแรงของตัวเองค่อยๆหมดลง“ดูท่าทางท่านเทพจะอ่านใจพวกเราออก ว่าจะรอดูคนแรกที่แก้ปริศนาสำเร็จแล้วค่อยทำตาม จึงเพิ่มกฎนี้ขึ้นมา ทำให้แม้อยู่เฉยๆ ก็ไม่อาจอยู่ได้ถึงวันที่เจ็ดหากไม่แข็งแกร่งพอ""แรงดูดนี้จะดูดพลังไปมากแค่ไหนนะ ไม่ได้ข้าต้องคำนวณ มิฉะนั้นอาจจะหมดแรงก่อนถึงเช้าวันที่เจ็ด” เจิ้นเทียนเริ่มคิดคำนวณถึงผลที่จะตามมาพอเริ่มมีแรงดูดขึ้นมาเพียงแค่ครึ่งวันก็เริ่มมีคนทนไม่ไหว“ข้าขอถอนตัว”“ข้าไม่ไหวแล้ว”เสียงบ่นระงมยอมแพ้เริ่มมากขึ้น พลันร่างของพวกเขาก็หายไป ตอนนี้เหลือนักรบฝึกหัดเพียงสิบหกคน“ปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้...ข้าเป็นผู้หญิงมีเรี่ยวแรงน้อย หากผ่านไปอีกไม่นานข้าต้องหมดแรงแล้วยอมแพ้แน่ๆ ข้าต้องเสี่ยง!!” มู่ปิงที่หน้าเริ่มขาวซีด คิดคำนวณในใจ พลันก็ฝืนยืนขึ้น แล้วค่อยๆเดินไปที่หน้าแท่นบูชาสายตาของคนที่เหลือจับจ้องไปที่มู่ปิง ด้วยความรู้สึกที่ต่างกัน เมื่อมู่ปิงถึงที่หน้าบริเวณแท่นบูชานางก็หยิบของบางอย่างออกมาจากในกระเป๋า“นางกำลังจะทำอะไร?.... ถึงแม้จะเสี่ยงแต่ก็เหมาะกับนาง มิเช่นนั้นนางจะหมดแรงก่อนถึงเช้าวันที่เจ็ดแน่ๆ” เจิ้นเทียนมองมู่ปิงพลางวิเคราะห์“มู่ปิง...เจ้า!!” หวังอู่มองดูมู่ปิงด้วยความร้อนใจสิ่งที่มู่ปิงหยิบออกมาก็คือเสื้อผ้าของนาง พร้อมอุปกรณ์จุดไฟที่เป็นไม้แท่งยาวเล็ก และแท่นไม้มีรูหนึ่งชิ้น นางค่อยๆหมุนแท่งไม้ให้เสียดสีกับแท่น แล้วเติมเศษหญ้าที่เตรียมมา เพียงไม่นานก็มีไฟติดที่เศษหญ้า จากนั้นนางจึงนำเศษหญ้าวางบนเสื้อผ้าเพื่อจุดไฟ ชั่วอึดใจไฟก็ลามไหม้ จนเกิดควันไฟ“ควัน!! นางกำลังใช้ควันในการแก้ปริศนา เพราะปริศนามีรูปควัน ทำไมข้าถึงไม่ได้คิดในข้อนี้” เจิ้นเทียนมองดูมู่ปิงแล้ววิเคราะห์“ข้าคิดว่าวิธีนี้น่าจะแก้ปริศนาได้ เพราะยังไม่เคยมีใครใช้สิ่งเดียวกับรูปควันบนศิลามาแก้ปริศนา”มู่ปิงคิดในใจ พลางค่อยๆพัดควันนั้นให้ลอยตรงไปที่รูปควันปริศนาบนศิลา“มันต้องสำเร็จ..!!!” หวังอู่มองดูพลางเอาใจช่วยช่วงเวลาที่ควันกำลังลอยไปที่รูปวาดนั้น มีระยะไม่ไกล แต่ในใจมู่ปิงรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปเนิ่นนานเหลือเกิน เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นบนใบหน้า พลางภาวนาให้วิธีนี้สำเร็จเมื่อควันไฟลอยไฟถึงและสัมผัสกับรูปวาด ร่างของมู่ปิง.....ก็หายไป“ไม่ใช่ มันยังไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ข้าต้องรีบหาวิธีเหมือนมู่ปิง เพราะข้าคงทนไม่ถึงเจ็ดวันเช่นกัน” เจิ้นเทียนคิดในใจ พลางหลับตาทำสมาธิ“โถ่!!!...มู่ปิง...” หวังอู่รู้สึกเสียใจที่มู่ปิงพลาด จากนั้นก็เริ่มทำสมาธิเช่นเดียวกันหลังมู่ปิงหายไปก็ไม่มีใครกล้าแก้ปริศนาอีก ทุกคนต่างนั่งนิ่งๆเพื่อประหยัดพลังงาน ขณะที่นั่งนิ่งๆนั้น ก็ยังมีเสียงยอมแพ้ดังขึ้นเป็นระยะ
แม้ยามค่ำคืนแรงดูดก็ไม่ลดลงกลับดูดอย่างต่อเนื่อง เจิ้นเทียนเองเกือบจะหมดสติไปหลายครั้ง แต่ด้วยจิตใจไม่ย่อท้อเขาทนทำสมาธิแน่วแน่ พลางคิดถึงช่วงวัยเด็กที่โดนแกล้งและดูถูกเพื่อให้มีกำลังใจมากขึ้น“ข้าเจิ้นเทียนโดนดูถูกและโดนรังแกตั้งแต่เด็ก ถ้าวันนี้ข้าไม่ได้รับมรดกวรยุทธ์ข้าก็อาจจะไม่มีโอกาสเปลี่ยนชีวิต ท่านปู่ข้าขอโทษ ข้าขอทำตามใจตัวเองสักครา หากฟ้าต้องการให้ข้ามีชีวิตอยู่ ก็ต้องให้ข้าประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจเช่นกัน” แม้เจิ้นเทียนจะเป็นเด็กชายร่างเล็ก ที่เรี่ยวแรงน้อย แต่พลังใจของเขานั้นแข็งแกร่งนัก เขาเปลี่ยนความคับแค้นใจในวัยเด็ก มาเป็นพลังใจเพื่อต่อสู้ซึ่งนับเป็นโชคดีของเจิ้นเทียนโดยเขาไม่รู้ตัวว่า แรงดูดนั้นเปลี่ยนมาดูดพลังใจของเขาแทนพลังงานกายที่กำลังจะหมด ทำให้เจิ้นเทียนค่อยๆฟื้นตัวเองทีละนิดและตอนนี้มีนักรบฝึกหัดเหลือเพียงสิบสองคน…………………………..
เช้าวันต่อมา นักรบฝึกหัดที่เหลือต่างมีสีหน้าอิดโรย มีเพียงหวังอู่และเจิ้นเทียนเท่านั้นที่หน้ายังดูดีอยู่บ้าง“ทำไมไอ้ขยะ มันถึงยังอยู่ได้อีก มันน่าจะหมดแรงไปแล้ว มันมีวิธีอะไรกันแน่ ดูน่าสงสัยมาก?” หวังอู่เหลือบมองเจิ้นเทียนพลางสงสัยพลันเมื่อแสงแดดสาดส่องมาอีกครา ครั้งนี้นักรบฝึกหัดที่เหลือก็ตื่นตระหนกมากขึ้น เพราะแรงดูดนั้นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่า“อ้าก!!... ข้ายอมแพ้”“ข้าก็ยอมแพ้.......”พลันเมื่อแรงดูดมากขึ้นนักรบฝึกหัดที่เหลือก็เริ่มยอมแพ้ แท้จริงพวกเขาเริ่มถอดใจตั้งแต่เมื่อวาน ทำให้ร่างกายค่อยๆหมดพลัง ยกเว้นแค่หวังอู่ที่มีร่างกายแข็งแรงเพราะฝึกยุทธ์ตั้งแต่เด็กแม้เจิ้นเทียนจะมีพลังใจสูงแต่เมื่อแรงดูดมากขึ้น พลังกายของเขาก็เริ่มถูกดูดเข้ามาอีกครั้ง“ไม่!!....ข้าเจิ้นเทียนไม่ยอม หากพลังใจข้ายังไม่พอ ข้าจะให้มันดูดแม้วิญญาณของข้า ข้ายอมตายได้ แต่จะไม่ยอมมีชีวิตที่น่าอดสูแบบเดิม” เจิ้นเทียนกัดฟันแน่น เมื่อความคิดแลกชีวิตบังเกิด ส่งผลให้พลังใจมากขึ้นเรื่อยๆผ่านมาเพียงครึ่งวัน ตอนนี้เหลือเพียงหวังอู่และเจิ้นเทียนเท่านั้นในขณะที่เจิ้นเทียนกำลังอดทนอยู่กับแรงดูด เขาก็คิดวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ต่างๆตั้งแต่เข้ามาอย่างละเอียดอีกครั้ง ดวงตาเขามองจ้องไปที่รูปควันอย่างแน่วแน่และหลับตาทำซ้ำไปเรื่อยๆ ขณะที่ร่างกายใกล้หมดแรง จนกระทั่ง..............
“ข้าเข้าใจแล้ว.....................”…………………………………