บันทึกโลกิญญา
กำหนดการเดินทางของกัสคืออีกสามวันข้างหน้านั่นเท่ากับเขาได้มีเวลาอยู่ร่วมกับครอบครัวอีกเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น
3วันนี้คือ่เวลาที่เขาเหลืออยู่และเป็่เวลาอันมีค่าที่ชีวิตก่อนของเขาไม่ได้เห็นคุณค่าของมันเท่าที่ควรเพราะความสิ้นหวังในชีวิต
ทว่าตัวเขาในตอนนี้ไม่ได้เป็แบบนั้นสติของเขาครบถ้วนสมบูรณ์จนผิดปกติเลยด้วยซ้ำ
แผนการที่เขาวางเอาไว้ในใจเริ่มถูกเรียบเรียงอย่างช้าๆกัสพยายามกำหนดเป้าหมายที่สำคัญที่สุดเอาไว้บนสุดและเป้าหมายที่สำคัญรองลงมาเอาไว้เป็ลำดับต่อๆไป
จากประสบการณ์ที่ต้องทำงานหนักในชีวิตก่อนเขารู้ดีว่าเขามีปัญหาอะไรบ้างในการเริ่มต้นและอะไรคือต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องเป็แบบนั้น
‘ความไม่รู้’
ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ของเขาในชีวิตก่อนของเขานั้นเขาไม่ได้รู้อะไรเลยไม่รู้เลยว่าอะไรที่รอคอยเขาอยู่และสิ่งที่เขาต้องพบเจอนั้นลำบากยากเข็ญเพียงใดเขาไม่ได้รู้อะไรเลย
เพราะความไม่รู้นี้เองที่ทำให้เขาประสบกับปัญหาต่างๆนานาในชีวิต ทั้งความล้มเหลวในการทดลองและความผิดพลาดซ้ำๆ ที่ทำให้เขาต้องสูญเสียทั้งแรงกายแรงใจและเวลาไปอย่างมาก
ทว่าครั้งนี้เขารู้แล้วว่าเขาไม่รู้อะไรบ้างและรู้ว่าเขา้าอะไรบ้าง
‘เราจะไม่ทำพลาดแบบเดิมอีกแล้ว’
ดวงตาของกัสทอประกายวูบวาบความมุ่งมั่นที่อัดแน่นอยู่ในดวงตาของเขาเจิดจ้าจนแทบจะลุกไหม้
เมื่อสภาถูกปิดลงความผิดถูกประกาศกัสและครอบครัวก็พากันเดินทางกลับไปยังบ้านของพวกเขาซึ่งตั้งอยู่ในอาณาเขตของตระกูลอันดูวเดธ
ภายในบ้านหลังใหญ่ที่แสนเรียบง่ายกัสเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับพ่อและแม่ของเขา
ความรู้สึกโหยหาประดังขึ้นมาในหัวใจของเขาภาพของบ้านที่แทบจะลืมเลือนไปจากหัวใจได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขาอีกครั้ง
บ้านหลังใหญ่ที่ทำจากไม้และหินพื้นที่กว้างขวางและสวนที่สวยงามรวมไปถึงแปลงผักใหญ่น้อยที่ปลูกเอาไว้ด้วยความชอบส่วนตัวของผู้เป็แม่
ทันทีที่ทั้งสามเข้าไปในบ้านเด็กสาวเกือบสิบคนก็วิ่งออกมาพร้อมกันด้วยใบหน้าที่มีน้ำตานองหน้า
“ท่านพี่กัส!!”
เสียงร้องเรียกของเหล่าเด็กสาวทำให้กัสน้ำตาซึมเสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงอย่างบริสุทธิ์ใจและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและสนิทสนมของพี่น้องร่วมสายเื
“ทุกคน..ไม่ต้องห่วงข้าไม่เป็ไร ไม่ต้องกลัวนะ..”
ภาพในความทรงจำของเขาแทบจะเลือนหายไปแล้วทว่าทันทีที่เขาได้เห็นเหล่าน้องสาวที่น่ารักอีกครั้ง เขาก็จำทุกคนได้ในทันที
เด็กสาวตัวน้อยที่เกิดหลังจากเขาไม่กี่ปีอายุของพวกเธอต่างกันั้แ่ครึ่งปีไปจนถึงห้าปีเป็อายุที่ใกล้เคียงกันมากซึ่งทำให้คนภายนอกต้องยกนิ้วให้พ่อและแม่ของเขาทุกครั้งที่มาเยี่ยมเยือนบ้านหลังนี้
พี่น้องนับสิบที่มารอต้อนรับรวมไปถึงพี่ชายทั้งสองที่ไม่ได้กลับมาบ้านนานก็ยังกลับมาหลังจากได้ยินเื่ของน้องชายคนสุดท้องอย่างเขาที่ประสบกับปัญหา
เหล่าพี่สาวที่ออกไปพร้อมกับพี่ชายเองก็กลับมาด้วยเช่นเดียวกันทำให้บ้านหลังใหญ่ของเขาเล็กลงไปถนัดตาเพราะจำนวนสมาชิกที่มีมากเกือบร้อยคน
“ท่านพี่..ทุกคน ขอโทษที่ทำให้เป็ห่วง”
สายตาของกัสมองไปยังพี่ชายทั้งสองที่มีรูปร่างหน้าตาต่างจากเขาเอามากๆพี่ชายคนโตนั้นดูเหมือนพ่อมากไม่ว่าจะเป็ส่วนสูงที่มากและเส้นผมที่ยาวสยายจนมองดูราวกับสิงโตตัวใหญ่ตัวหนึ่งทั้งยังมีท่าทีที่เคร่งขรึมเหมือนพ่อของเขาอีก
เมื่อก่อนนั้นเขาคิดว่าพี่ชายคนนี้เป็คนเ็าและไม่สนใจไยดีเขาเลยสักนิดทว่าเวลานี้เขาได้เห็นมันอย่างชัดเจนถึงความเป็ห่วงและความผิดหวังที่อยู่ในดวงตาของพี่ชายคนโตของเขา
พี่คนรองเองก็ดูต่างจากเขาเช่นเดียวกันรูปร่างหน้าตาของเขาออกไปทางแม่มากกว่า ทั้งตัวเล็กและดูผอมบางไปบ้างแต่ก็ให้ความรู้สึกปราดเปรียวและแข็งแกร่งราวกับเสือดาวทว่ามีความรู้สึกที่อ่อนแอกว่าเล็กน้อยตามลักษณะของเผ่าอสูรสายพันธุ์หนู
จุดเด่นจุดด้อยของพี่ชายทั้งสองนั้นโดดเด่นมากพี่ชายคนโตมีสัดส่วนของสายเืสิงโตมากที่สุดในขณะที่พี่ชายคนรองมีสัดส่วนของสายเืหนูมากที่สุด
ทว่าตัวเขานั้นกลับสมดุลในทุกด้านจนไม่มีข้อดีใดๆทำให้ตัวเขาค่อนข้างที่จะถูกเป็ห่วงจากครอบครัวแม้ว่าตัวเขาจะเป็ลูกชายเพียงคนเดียวที่มีพรศักดิ์สิทธิ์ก็ตามที
เพราะพรศักดิ์สิทธิ์ทำให้สถานะของเขาในตระกูลค่อนข้างที่จะสูงอนาคตของเขาจึงไม่น่าเป็ห่วงเท่าไหร่นัก
แต่ในสายตาของคนในบ้านแล้วเขาเป็คนที่น่าเป็ห่วงมากที่สุดไม่ว่าจะจากพี่ชายทั้งสองหรือพี่สาวทั้งหลายและน้องสาวอีกมากมายที่ต่างเป็ห่วงว่าเขาจะลำบากเพราะความอ้วนที่ผิดปกติและความอยากอาหารที่ไม่อาจควบคุมเนื่องจากพลังของพรศักดิ์สิทธิ์ที่ควบคุมไม่ได้
บรรยากาศภายในบ้านเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความโศกเศร้าที่อ่อนจางทุกคนพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองเอาไว้เพื่อไม่ทำให้ตัวเขารู้สึกหวาดกลัวจนเกินไป
เหล่าน้องสาวที่ยังเด็กอยู่ไม่อาจควบคุมตัวเองได้มากนักจึงพากันร้องไห้อย่างหนักในขณะที่เหล่าพี่สาวต้องมาคอยปลอบ
พ่อและแม่ยังคงนั่งอยู่ข้างๆตัวเขาคอยแนะนำเขาไม่ได้หยุดเพื่อสอนความรู้ที่สำคัญในการใช้ชีวิตในโลกภายนอกให้กับเด็กชายที่อายุเพียง13 อย่างเขา
ในชีวิตที่แล้วเขาสิ้นหวังจนเกินไปทำให้ไม่ได้ฟังคำสั่งสอนของทั้งสองซึ่งทำให้เขารู้สึกผิดเป็อย่างมาก
ทว่าวันนี้เขาไม่ยอมให้คำพูดของพ่อและแม่หลุดรอดไปได้แม้แต่คำเดียว
ต่อให้คำสอนทั้งหมดจะเป็สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ในชีวิตก่อนมาแล้วก็ตามทีแต่เขาก็ไม่สน เขายังคงตั้งใจฟังทุกคำพูดอย่างไม่ให้มีตกหล่นและจดจำมันอย่างตั้งใจ
ท่าทางเช่นนี้ยิ่งกระตุ้นให้น้ำตาของแม่ไหลออกมามากขึ้นไปอีกดวงตาของพ่อเองก็แดงขึ้นเรื่อยๆ
ครอบครัวของเขามีขนาดที่ใหญ่กว่าครอบครัวอื่นๆแต่ถึงจะเป็แบบนั้นก็ยังมีลูกชายเพียง 3คนเท่านั้นและคนเล็กสุดอย่างเขาก็เป็ปัญหาของบ้านที่ทำให้ทุกคนเป็ห่วงอยู่เสมอๆ
“กัสจำเอาไว้ เ้าต้องรู้จักบริหารเสบียงอาหารเ้าต้องอดทนต่อความหิวให้ได้เพื่อที่ตัวเ้าจะได้มีอาหารกินทุกมื้อรู้ไหม”
“อีกเื่หนึ่งต้องไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนที่มันจะสุกงอมเพราะผลที่ได้จะไม่คุ้มกับความพยายามของเ้า”
ถึงตอนนี้ต่อให้ไม่มีประกาศอย่างเป็ทางการแต่ทุกคนก็ทราบดีแล้วว่าจุดหมายปลายทางของเขาคือดันเจี้ยนแห่งไหนดังนั้นพ่อและแม่จึงพยายามสอนความรู้ทั้งหมดที่พวกเขามีให้กับกัสเพื่อให้เขาสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ในดันเจี้ยนได้อย่างมีความสุข
นั่นเป็ความปรารถนาเดียวของทั้งสองในขณะนี้
ดันเจี้ยนสรวง์สีเขียวนั้นอาจจะถูกเรียกว่าเป็ดันเจี้ยนแต่มันก็ไม่ได้มีอันตรายอะไรที่น่าเป็ห่วงทว่าคำสั่งของตระกูลนั้นสั่งให้กัสต้องทำงานหนักและส่งมอบผลผลิตให้กับตระกูลในจำนวนที่มากในแต่ละปี
ด้วยเหตุนี้สิ่งที่พ่อและแม่เป็ห่วงที่สุดคือการที่ต้องเห็นลูกชายอดอยากเพราะไม่มีอะไรกินและต้องเหนื่อยยากกับการทำงานหนักภายในดันเจี้ยน
ในใจพวกเขาอยากจะส่งคนไปช่วยลูกชายบ้างแต่ฐานะของครอบครัวก็แย่เกินกว่าจะทำอะไรแบบนั้นได้
แม้จะเป็คนของตระกูลอันดูวเดธแต่ก็สืบเชื้อสายมาจากบุตรชายที่เกิดกับข้ารับใช้ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีอำนาจมากนักในตระกูล
รวมกับจำนวนลูกที่มากเกินกว่าใครทำให้ฐานะทางบ้านไม่สู้ดีเท่าไหร่แม้จะไม่ถึงขั้นที่ยากลำบากแต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยจนเหลือกินเหลือใช้เหมือนบ้านอื่นเช่นกัน
วันแรกหลังจากถูกกำหนดบทลงโทษหมดไปกับการสั่งสอนและให้คำแนะนำแก่กัสเพื่อให้ตัวเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ในดันเจี้ยนได้โดยไม่ลำบากจนเกินไป
พอตกดึกก็มานั่งคุยกับพี่ชายทั้งสองและได้รับของช่วยเหลือจากพี่ชายทั้งสองคนละชิ้นซึ่งทำให้กัสถึงกับน้ำตาซึมกับความอบอุ่นของครอบครัวที่เขาโหยหามานานนับร้อยปี
“ขอบคุณครับท่านพี่..”
“ไม่เป็ไร..จำเอาไว้ เ้าเป็ลูกชายของบ้านนี้เ้าต้องเข้มแข็งและอดทน!!”
“ครับท่านพี่!!”
พี่ชายใหญ่พยักหน้าน้อยๆดวงตาที่แข็งกร้าวอ่อนโยนลงมากเมื่อเห็นท่าทีที่มุ่งมั่นของน้องชายจากนั้นก็เดินจากไปด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม
“น้องเล็กพี่รองเองก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับดันเจี้ยนแห่งนั้นมากนัก..แต่ถ้าน้องมีเื่อะไรอยากให้พี่ช่วยละก็ส่งจดหมายมาได้ทุกเมื่อนะ”
“ครับพี่รอง!”
พี่รองยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าและตบไหล่ของกัสเบาๆเป็การปลอบโยนก่อนจะเดินจากไปเงียบๆ ท่ามกลางความมืด
สุดท้ายก็เหลือเพียงตัวเขาที่นั่งอยู่เพียงลำพังกับอุปกรณ์เวทมนตร์สองชิ้นที่พี่ชายทั้งสองมอบเอาไว้ให้
กัสหยิบเอาของชิ้นแรกจากพี่ชายใหญ่มาก่อนและยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกขอบคุณ
กำไลข้อมือคู่นี้เป็สิ่งที่ทำออกมาได้อย่างเรียบง่ายทว่ามันเป็อุปกรณ์เวทมนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากของเหล่านักรบฝึกหัด ‘กำไลแห่งพละกำลัง’ ความสามารถเพียงหนึ่งเดียวของมันคือการเพิ่มพละกำลังให้กับผู้สวมใส่
ของสิ่งนี้เป็เพียงอุปกรณ์เวทมนตร์ทั่วๆไปที่ทำให้คนธรรมดามีพละกำลังเทียบเท่ากับนักรบเพียงเท่านั้นมันไม่นับว่ามีประโยชน์อะไรสำหรับนักรบระดับสูง
แต่สำหรับตัวเขาที่ไม่เคยฝึกฝนอะไรมาก่อนเลยสักครั้งกำไลคู่นี้นับเป็อุปกรณ์เวทมนตร์ที่มีประโยชน์มาก
ของชิ้นที่สองเป็สร้อยคอเส้นหนึ่งที่มีเวทมนตร์ช่วยสงบใจเป็ของขวัญของพี่รอง
อุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นนี้ไม่ได้มีความสามารถในการต่อสู้หรือสนับสนุนด้านการต่อสู้แต่เป็อุปกรณ์เวทมนตร์ที่มีประโยชน์สูงมากสำหรับคนที่กำลังจะเริ่มต้นการฝึกฝนเช่นเขา
ความยากของผู้เริ่มต้นนั้นคือการทำสมาธิเพื่อควบคุมพลังเวทในร่างกายให้เป็ระบบ
สำหรับเด็กๆที่ยังมีจิตใจไม่มั่นคงแล้วของสิ่งนี้คือตัวช่วยที่สำคัญมากที่ทำให้เส้นทางการฝึกฝนเริ่มต้นได้อย่างราบรื่น
มูลค่าของอุปกรณ์ทั้งสองชิ้นไม่ใช่น้อยๆเลย ทว่าพี่ชายทั้งสองของเขากลับนำมันออกมาให้เขาโดยไม่คิดที่จะพูดอะไรสักอย่างเดียวพวกเขาทำราวกับว่ามันเป็เพียงของที่ไม่มีค่าอะไร
ในชีวิตก่อนตัวเขาเองก็ไม่ได้เห็นค่ามันเท่าที่ควรเลยไม่ได้นำมันออกมาใช้งานเพราะความรู้สึกผิดที่มีต่อพี่ชายทั้งสองจึงทำให้่เวลาเริ่มต้นของเขาเต็มไปด้วยความลำบากและความเหนื่อยยากที่แสนสาหัส
หลังจากได้ัักับอุปกรณ์ทั้งสองชิ้นอีกครั้งในชีวิตนี้กัสก็ได้แต่หลับตาลงเพื่อข่มความรู้สึกผิดในใจเอาไว้ก่อนจะเก็บมันลงไปในกระเป๋ามิติที่ได้มาจากพ่อของเขา
รุ่งเช้าของวันใหม่กัสตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่อ่อนล้าอยู่บ้างก่อนจะข่มใจลุกขึ้นจากเตียงนอนที่แสนสุขไปยังห้องอาหารของบ้านที่กว้างใหญ่ราวกับห้องอาหารของสมาคมใดสมาคมหนึ่ง
ภายในห้องอาหารเหล่าน้องสาวที่ตื่นนอนแต่เช้ามืดกำลังทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขันจานชามน้อยใหญ่ถูกจัดเรียงลงบนโต๊ะอย่างเป็ระเบียบ
ภายในครัวเองก็มีกลิ่นหอมลอยออกมาไม่ขาดสายเสียงทำอาหารดังออกมาไม่ได้หยุดจากเตาไฟหลายสิบเตาที่กำลังทำงานเพื่อปรุงอาหารจำนวนมากออกมาเลี้ยงคนทั้งครอบครัว
กัสมองไปรอบๆห้องก่อนจะหยุดลงที่พ่อซึ่งนั่งอยู่บนตรงหัวโต๊ะด้านข้างคือพี่ชายทั้งสองที่นั่งอยู่ทางซ้ายไล่เรียงไปั้แ่พี่คนโตคนรองและเก้าอี้ที่ยังว่างอยู่ซึ่งเป็ที่ของเขา
“อรุณสวัสดิ์ครับท่านพ่อ ท่านพี่ พี่รอง”
ทั้งสามคนพยักหน้ารับเงียบๆ ตามนิสัยกัสเองก็ตรงเข้าไปนั่งยังตำแหน่งของตัวเองพลางรับเอาผ้าเช็ดหน้าเปียกจากน้องสาวแล้วรับน้ำบ้วนปากจากน้องสาวอีกคน
วิถีชีวิตความเป็อยู่ของบ้านหลังนี้สตรีจะต้องปรนนิบัติบุรุษแม่ปรนนิบัติพ่อ ส่วนพี่สาวน้องสาวปรนนิบัติพี่ชายน้องชาย
มันไม่ถือว่าเป็กฎของตระกูลทว่าเป็ธรรมเนียมที่มีมาั้แ่ต้นตระกูลที่สืบทอดต่อๆกันมาในตระกูลอันดูวเดธที่มีเพศหญิงมากกว่าชายจนกลายเป็เื่ธรรมดาไป
กัสเองก็โตมาในครอบครัวที่มีน้องสาวพี่สาวหลายสิบคนได้รับการดูแลและเอาใจใส่มาอย่างดีั้แ่แรกเกิดจนชินกับมันไปนานแล้วและก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรอีกด้วย
หน้าที่ของบุรุษคือปกป้องครอบครัวและหาเลี้ยงครอบครัวเป็หลักส่วนสตรีมีหน้าที่สนับสนุน ยกเว้นเพียงสตรีที่มีพรศักดิ์สิทธิ์ที่มีฐานะเทียบเท่ากับบุรุษแต่ก็ยังต่ำกว่าบุรุษที่มีพรศักดิ์สิทธิ์อยู่ขั้นหนึ่งอยู่ดี
สำหรับกัสในฐานะบุตรชายคนสุดท้องและมีพรศักดิ์สิทธิ์ฐานะของเขาจึงค่อนข้างที่จะสูงและได้รับการดูแลอย่างดีจากทั้งแม่และพี่สาวน้องสาว
ส่วนพี่ชายคนโตและคนรองนั้นเพราะสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้แล้วตามปกติก็เลยไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้แต่เพราะเื่ของกัสทำให้ทั้งสองคนกลับมาเยี่ยมบ้านหลังจากที่ไม่ได้มานาน
เหล่าพี่สาวของกัสที่ติดตามไปดูแลพี่ชายทั้งสองก็กลับมาด้วยทำให้บ้านที่ออกจะเงียบเหงาไปบ้างกลายเป็คึกคัก
มื้ออาหารผ่านไปอย่างมีความสุขไม่นานนักพี่ชายทั้งสองและเหล่าพี่สาวก็พากันเดินทางจากไปเพื่อกลับไปทำงานของตัวเองต่อบ้านทั้งหลังก็สงบเงียบลงอย่างมาก มีบรรยากาศที่โศกเศร้าปกคลุมอย่างอ่อนจาง
กัสเองหลังจากมองส่งพี่ชายทั้งสองเสร็จก็เปลี่ยนสีหน้าเป็เคร่งเครียดจริงจังขึ้นมา
“ท่านพ่อ..ข้ามีเื่ที่อยากจะขอร้องท่านครับ”
สีหน้าของผู้เป็พ่อเปลี่ยนไปเล็กน้อยมันมีท่าทีเคร่งขรึมขึ้นแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากพยักหน้าให้และเดินนำไปยังห้องทำงานที่เหมาะแก่การพูดคุยมากกว่า
ภายในห้องเลโอลอว์นั่งอยู่บนโต๊ะทำงานของตนเองพลางมองบุตรชายที่มีสีหน้าแปลกๆ ด้วยความสนใจ
“ว่ามาเถอะกัส ลูก้าให้พ่อช่วยอะไรก็บอกมาเถอะ”
สีหน้าของกัสเปลี่ยนไปเล็กน้อยเขามีท่าทีเคร่งเครียดอยู่ไม่น้อยเพราะรู้ดีว่าเื่ที่เขากำลังจะขอนั้นเป็เื่ที่ใหญ่เกินกำลังของคนในบ้านไปมากทำให้เขานึกลังเลใจอยู่มากพอสมควร
ทว่าแผนการของเขานั้นจำต้องได้บางสิ่งที่มีเพียงพ่อของเขาเท่านั้นที่เขาสามารถร้องขอได้และต้องได้มันมาก่อนที่เขาจะเดินทางไปยังดันเจี้ยนอีกด้วย
“ท่านพ่อ..ข้า้าบันทึกโลกิญญาครับ”
สีหน้าของเลโอลอว์เปลี่ยนไปในทันที บันทึกโลกิญญานั้นคืออุปกรณ์เวทมนตร์ของตระกูลอันดูวเดธมันเป็สิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อตระกูลถึงขนาดที่คนในตระกูลเองหากคิดที่จะก็ต้องแลกมันมาด้วยความดีความชอบที่สูงมากถึงจะได้มา
“เ้า..”
ผู้เป็พ่อถึงกับสับสนกับคำขอที่ไม่คิดว่าจะถูกขอเช่นนี้ แต่มันก็พูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นว่าสีหน้าของบุตรชายนั้นจริงจังขนาดไหน
“ท่านพ่อ..ข้านั้นไร้ซึ่งความรู้แต่ถ้าข้าได้บันทึกโลกิญญามาแล้วละก็ข้าก็สามารถศึกษาหาความรู้จากห้องสมุดโลกิญญาได้ข้าคิดว่ามันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับตัวข้าในตอนนี้”
สีหน้าของเลโอลอว์เปลี่ยนไปมาอยู่ชั่วขณะก่อนที่จะสงบลงเมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
“ได้..พ่อจะพยายามหามาให้เ้า!”
ทันทีที่พูดจบเลโอลอว์ก็ออกไปจากบ้านในทันทีและไปหาพี่น้องที่มันสนิทด้วยเพื่อยืมแต้มความดีความชอบจำนวนหนึ่งเพื่อให้มันมีความดีความชอบมากพอที่จะแลกบันทึกโลกิญญาจากตระกูล