การโจมตีอันรวดเร็วรุนแรงออกจะเหนือความคาดหมายของเมฆาอยู่บ้าง แต่ที่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่าก็คือ สิ่งที่พุ่งลงมาหาเมฆานั้นกลับเป็ร่างครูสุนทรที่พุ่งลงมาพร้อมกับกรงเล็บจากมือทั้งสองข้างที่ไม่ได้เหมือนมือของมนุษย์ปกติอีกต่อไป แต่มันเหมือนมือของสัตว์ร้ายบางชนิดที่มีกรงเล็บและมืออันหนาหยาบเป็เกล็ดแข็ง รวมทั้งที่ด้านหลังของครูสุนทรนั้นก็กลับปรากฏปีกขนนกขนาดใหญ่คู่หนึ่งงอกเงยขึ้นมา และนั่นก็คงเป็สิ่งที่ทำให้ครูสุนทรโผพุ่งโจมตีเมฆาจากเบื้องบนได้ โดยที่เมฆาเองก็ไม่ทันได้สังเกตุเห็นปีกนั้นมาก่อนหน้านี้
แล้วเขาก็จำต้องปล่อยมือทั้งสองข้างจากการจับมือของทั้งเมขลาและครูชัยรัตน์ออกไปก่อนเพื่อรับมือการโจมตีนั้น
เสียงเปรี้ยง! ดังระคายหูครั้งหนึ่งเมื่อกรงเล็บจากมือทั้งสองข้างของครูสุนทรปะทะเข้ากับบางสิ่งจนร่างของเขาต้องเด้งถลาออกไปทันที
ครูสุนทรหยั่งเท้าลงกับพื้นแล้วก็ได้พบว่ามือทั้งคู่ของตัวเองได้รับาเ็จนปลายกรงเล็บหักไปเป็บางนิ้วพร้อมปรากฏควันดำระเหยออกมาจางๆ เขาเงยหน้าขึ้นมองเมฆาอย่างพิศวงใจ
เมฆาอยู่ในท่าตั้งการ์ดบังหน้าตัวเองด้วยแขนข้างซ้าย และที่่แขนท่อนล่างของเมฆานั้นก็ยังปรากฏสิ่งที่คล้ายกำไลข้อมือขนาดยาวประมาณเก้านิ้วสีเหล็กรมดำอันหนึ่ง และสิ่งนี้เองที่ปกป้องส่วนหัวของเขาให้รอดปลอดภัยจากการโจมตีจากกรงเล็บ และดูแล้วสิ่งนี้ก็น่าจะเป็ของวิเศษหรือวัตถุผสมอาคมชิ้นหนึ่งของเมฆาอย่างแน่นอน
เมฆาค่อยๆเลื่อนแขนตนเองลงมาจากการตั้งการ์ดเผยให้เห็นดวงตาที่ราวกับกำลังยิ้มเย้ยของเขา
"ถ้าผมไม่มีสิ่งนี้ติดตัว เห็นทีว่าหน้าของผมคงจะเละเพราะโดนเล็บท่านตะปปเป็แน่แล้ว..."
แล้วเสียงโวยวายกรีดร้องจากเมขลาและครูชัยรัตน์ก็ดังขึ้นถี่ๆ ทำให้เมฆานึกขึ้นได้ว่าลืมทั้งสองไปซะได้ยังไงกัน ก่อนจะหันไปเห็นทั้งสองกำลังถูกมือผีทั้งสองคู่กำลังลากลงดินไปครึ่งค่อนตัวแล้ว ขณะที่เ้าพรายบริวารผู้ภักดีของเขาก็กำลังพยายามช่วยเยื้อยุดฉุดกระชากร่างของทั้งสองขึ้นมาอย่างเต็มแรง แต่ดูหมือนว่าร่างโคลงกระดูกของมันจะทานแรงของสองผีเน่าได้อย่างยากลำบากพอควร
พริบตานั้น เมฆาก็สบัดมือขวาออกไปทันที แล้วก็ปรากฏลำแสงสีเงินสองสายพุ่งวาบลงไปที่พื้นดินใกล้ๆตัวของเมขลากับครูชัยรัตน์ก่อนที่จะจมหายลงไปใต้พื้นดินอย่างเร็ว และชั่วอึดใจร่างของผีเน่าสองตัวก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาจากใต้ดินพร้อมกับส่งเสียงร้องโหยหวนเอ็ดอึง ขณะที่มือของมันทั้งสองก็ปล่อยไปจากการจับดึงข้อเท้าของครูสุนทรกับเมขลาไปแล้ว
เมื่อครูสุนทรมองไปที่ลำตัวของผีเน่าทั้งสองแล้วก็ได้เห็นว่า มีวัตถุคล้ายเชือกขนาดใหญ่มัดลำตัวทั้งสองของมันไว้อย่างแ่า และเมื่อมองดูดีๆแล้วก็จะเห็นว่า วัตถุที่คล้ายเชือกนั้นมันก็คืองูสองตัวที่กำลังกินหางจนมาถึงลำตัวของแต่ล่ะตัว และสิ่งนี้มันก็คือ ห่วงนาคบาศก์นั่นเอง!
ห่วงนาคบาศก์มีสองห่วง และมันกำลังรัดร่างของทั้งสองผีเน่าอยู่คนล่ะห่วง มันทั้งสองดิ้นร้องโอดโอยมากขึ้นขณะที่ห่วงนาคบาศก์ก็รัดรุนแรงมากขึ้น ในตอนนี้ทั้งครูชัยรัตน์กับเมขลาก็คลานหนีออกจากหลุมดินไปแล้วอย่างทุลักทุเล
พริบตาต่อมา ร่างของผีเน่าทั้งสองก็ขาดสะบั้นเป็สองท่อนเพราะทานฤทธิ์การรัดที่มากขึ้นไม่ไหว จากนั้นร่างของผีทั้งสองก็ผุเปื่อยสูญสลายกลายเป็ผุยผงไปอย่างรวดเร็ว!
ส่วนห่วงนาคบาศก์ทั้งสองห่วงนั้นก็ค่อยๆย่อตัวลง ก่อนจะพุ่งวาบกลับไปสวมอยู่ที่ข้อมือขวาของเมฆาราวกับเป็กำไลข้อมือธรรมดาๆเท่านั้นเอง
ครูสุนทรมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างทึ่งๆ เขาแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากตัวเองเล็กน้อยราวกับปากคอแห้ง และมันยิ่งเผยให้เห็นว่า ลิ้นของเขาในขณะนี้นั้น มันก็ไม่ใช่เป็ลิ้นแบบปกติเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไปอีกแล้ว เพราะมันปรากฏเป็แฉกสองแฉกที่ตรงปลายลิ้นให้ใครได้เห็นอย่างชัดเจน ส่วนดวงตาทั้งคู่นั้นก็มีความแข็งกร้าวขึ้นมาอีกหลายส่วน
"ดูตัวเองสิ คุณกลายเป็อะไรไปแล้วครูสุนทร ตอนนี้สภาพของคุณน่ะเป็มนุษย์ก็ไม่ใช่ ปิศาจก็ไม่เชิงแล้วนะ" เมฆาไล่สายตาไปตามร่างกายของครูสุนทรว่าเขากำลังจะกลายเป็ปิศาจชนิดไหนกันแน่?
"ปิศาจเหยี่ยวรุ้ง คือดีเอ็นเอของปิศาจที่เข้าไปผสมอยู่ในร่างของเขายังไงล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า" เสียงบอกและเสียงหัวเราะดังมาจากมัณตราศิณีย์ขณะที่เธอกำลังเยื้องย่างเข้ามายืนข้างครูสุนทร จากนั้นเธอก็โอบคอของเขาไว้อย่างนุ่มนวล
"ช่างสวยงามเหลือเกิน ร่างกายอันเริ่มพัฒนาการเป็ปิศาจที่ใกล้จะสมบูรณ์ของท่านน่ะ หากเลยผ่าน่นี้ไปรับรองว่าท่านจะกลายเป็ปิศาจที่สมบรูณ์แบบยิ่งกว่านี้อีก และรวมทั้งพละกำลังที่มากขึ้นกว่านี้ แต่ที่จริง เพียงแค่นี้ ไอ้เมฆานั่นก็ใช่ว่าจะเอาชนะท่านได้อย่างง่ายๆหรอกนะ"
แล้วมัณตราศิณีย์ก็ชายตาไปที่เมฆาอย่างหยาดเยิ้ม "ว่าไง คุณเมฆา ไม่อยากจะมีร่างกายอันสุดวิเศษแบบนี้บ้างหรือ ไม่ลองมาผสมกับข้าดูสักครั้งล่ะ เผื่อจะมีอะไรดีๆแบบนี้ ฮ่าฮ่า"
เมฆายิ้มออกมาที่มุมปาก "ผสมกับปิศาจเช่นเ้า ให้ข้าผสมกับหมาแมวซะยังดีกว่าล่ะมั้ง?"
"หนอยยย!" มัณตราศินีย์เสียงลั่น "นึกว่าตัวเองวิเศษนักรึ ข้าอยากรู้นักว่าเ้าจะทำอย่างไรเมื่อเจอกับสิ่งนี้..."
เมฆาสังเกตุว่า เหมือนมัณตราศินีย์จะทำอะไรกับสมุดวาดเขียนที่อยู่ตรงหน้านางอีกครั้ง ซึ่งนางก็คงจะใช้จิตของนางวาดภาพบางอย่างลงไปบนนั้นนั่นเอง แต่คราวนี้มันจะเป็อะไรอีกล่ะ?
ขณะนั้นที่มุมหนึ่งของบริเวณนั้น ก็ค่อยๆปรากฏเงาร่างสามร่างขึ้นมาอย่างจางๆ ร่างทั้งสามเคลื่อนไหวเข้ามาที่เมฆาค่อนข้างเร็ว ขณะที่เมฆาก็เตรียมตั้งรับการโจมตีจากสิ่งที่น่าจะเกิดจากอาถรรพ์ของสมุดวาดเขียนที่มัณตราศินีย์ใช้จิตวาดหรือสร้างลงไป
ทว่าเมื่อร่างสามร่างเคลื่อนเข้ามาใกล้แล้ว เมฆาก็กลับต้องถอยร่างของตัวเองออกไปข้างหลังทันที
สิ่งที่ปรากฏข้างหน้านี้ มองครั้งแรกดูจะไม่ค่อยแตกต่างกับเ้าผีเน่าสองตัวที่สลายกลายเป็ผุยผงไปแล้ว แต่ที่แตกต่างจนทำให้เมฆาต้องถอยร่างออกไปกรูดๆก็คือ
ทั้งสามร่างที่เป็ผีเน่าเฟะนี้ มันเป็ร่างของคนที่เมฆารู้จักน่ะสิ!
"เฮ้ยยย มันมายังไงกันล่ะนี่?!" เสียงเ้าพรายดังขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่กำลังพุ่งเข้าหาเมฆานั้น!